ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย หารือเรื่องการยกเว้นภาษีให้นักลงทุนไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ โดยอธิบายว่าประเทศไทยได้เจรจาอนุสัญญากับประเทศต่าง ๆ แล้ว และกำลังเตรียมการรับอนุสัญญาเพื่อส่งเสริมการลงทุน อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเจรจาได้ เนื่องจากต้องตามขั้นตอนตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ
คืออย่างนี้ ท่านวิทยาครับ ผมขอพูดไปก่อนแล้วเดี๋ยวผมจะส่งเอกสารให้นะครับ บริษัท ก เป็นบริษัท ที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทยไปดําเนินธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นสไลด์ให้ภาพขึ้นไว้ก็ได้ครับ บริษัท ก มีรายได้รวม ๑ ปี สมมุตินะครับ รายได้ในประเทศ ๑๐๐ ล้านบาท และรายได้ ที่ประเทศญี่ปุ่น ๑๐๐ ล้านบาท จํานวนรวม ๒๐๐ ล้านบาท บริษัท ก มีรายจ่ายที่สามารถ นํามาคํานวณภาษีได้ตามกฎหมายไทย ๕๐ ล้านบาท แต่บริษัท ก เสียภาษี ณ ประเทศญี่ปุ่น ไปแล้ว ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสียภาษีหักค่าใช้จ่ายในประเทศไทยแล้ว ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท บริษัท ก ต้องเสียภาษีรายได้ในประเทศไทยร้อยละ ๓๐ ของกําไรสุทธิก็คือ ๔๕ ล้านบาท บริษัท ก นํารายได้มาคํานวณเครดิตภาษีของบริษัท ก ได้ก็คือ ๒๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น บริษัท ก สามารถนําเงินจํานวน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาทที่เสียภาษีที่ประเทศญี่ปุ่นมายกเว้นภาษี ที่ต้องจ่ายในประเทศไทยได้เต็มจํานวน บริษัท ก จึงมีภาระภาษีที่ต้องจ่ายในประเทศไทย เท่ากับ ๔๕ ล้านบาท ลบด้วย ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ลบด้วย ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เท่ากับว่า ต้องเสียภาษี ๓๖ ล้านบาท อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจนะครับ เดี๋ยวเอกสารผมจะมอบให้ ท่านอีกครั้งหนึ่ง
กรณีที่ ๒ เป็นเรื่องรายได้ของบุคคลธรรมดาที่มีรายได้จากการให้คําปรึกษา ในต่างประเทศ เป็นตัวอย่างครับ นาย ข มีสถานภาพเป็นโสด มีรายได้ในประเทศไทย ๖๐๐,๐๐๐ บาท หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ๒๕๐,๐๐๐ บาท นาย ข มีรายได้จากการให้คําปรึกษา ณ ประเทศสิงคโปร์มีรายได้ ๑๖๐,๐๐๐ บาท เสียภาษี ณ ประเทศสิงคโปร์แล้วจํานวน ๔๐,๐๐๐ บาท นาย ข คํานวณรายได้ทั้งหมดทั้งในและประเทศสิงคโปร์ สุทธิแล้วมีภาระภาษีที่ต้องชําระ จํานวน ๖๙,๐๐๐ บาท จํานวนเครดิตภาษีที่ นาย ข คํานวณและสามารถนํามายกเว้นภาษีได้ คือ ๑๔,๕๒๖.๓๒ บาท แต่รวมภาษีที่ นาย ข ได้ชําระไปแล้ว ๒๕๐,๐๐๐ บาทนะครับ บวก ๑๔,๕๒๖.๓๒ บาท เป็นเงิน ๒๖๔,๕๒๖.๓๒ บาท ขณะที่ นาย ก มีภาระภาษีเงินได้ ในประเทศเพียง ๖๙,๐๐๐ บาท ดังนั้น นาย ก จึงได้ภาระภาษีที่ชําระไว้คืนจึงได้เงินคืน ๑๙๕,๕๒๖.๓๑ บาท อันนี้เป็นเรื่องที่อย่างที่ท่านผู้อภิปรายสุดท้ายท่านศุภชัยบอกก็จะเป็น เรื่องของนักธุรกิจคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วถ้าไปประเทศเล็ก ๆ ก็จะเป็นผู้ไปลงทุนแล้วก็จะได้ เงินกลับคืนมา แล้วก็ไม่มีภาษีซ้ําซ้อน
ผมขออนุญาตตอบคําถามอื่น ๆ ซึ่งถ้าเกิดว่าผมตอบตกหล่นอะไรท่านก็ท้วงนะครับ ความจําเป็นที่ต้องลงนามในอนุสัญญากับประเทศซิมบับเว ประเทศเคนยา ประเทศทาจิกิสถาน อะไรต่าง ๆ เหล่านั้น เนื่องจากอนุสัญญามีการครอบคลุมประเทศคู่ค้าอื่น ๆ แทบทุกประเทศไปแล้ว ๕๕ ประเทศ ๑๐ กว่าประเทศที่ว่านี้เป็นประเทศที่เกิดใหม่ให้กับนักลงทุน ไม่ใช่ประเทศเกิดใหม่ แต่เป็นประเทศที่จะเป็นลู่ทางใหม่ของนักลงทุนไทย ซึ่งมีนักลงทุนไทยสอบถามสนใจเข้ามา ลงทุนกันมากขึ้น ๆ เราจึงดําเนินการให้
ข้อต่อไป วิธีการที่ได้รับการยกเว้นนักลงทุนไม่รู้ว่าหน่วยงานไหนให้คําตอบ เวลามีปัญหาจะต้องไปพบใคร กรมสรรพากรมีเว็บไชต์ให้ข้อมูล และขณะเดียวกันก็จะจัดทํา เป็นคู่มือให้กับผู้ประกอบการครับ
คําถามที่ว่า ความจําเป็นที่ต้องมีการเจรจาอนุสัญญากับบางประเทศ ที่มีความสําคัญมาก ๆ นั้น ขอตอบว่าปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ได้มีการเจรจาครบถ้วนแล้ว การเจรจากับบางประเทศขณะนี้อาจดูมีการค้าไม่มาก แต่เป็นการลงทุนในระยะเริ่มต้น ซึ่งระยะยาวส่วนใหญ่จะมีการลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทําให้นักลงทุนกล้าที่จะไปลงทุน ถ้ามีระบบนี้เกิดขึ้น การจัดทําอนุสัญญาในประเทศต่าง ๆ เขามีกันอย่างไร ผมยกตัวอย่าง ประเทศจีนตอนนี้มีการจัดทําอนุสัญญากับประเทศต่าง ๆ ไปแล้ว ๑๕๐ ประเทศ เพื่อส่งเสริมนักลงทุนของประเทศตนเองให้ไปลงทุนในประเทศต่าง ๆ ถ้าหากประเทศไทยเรา ไม่ส่งเสริมเรามัวแต่ตั้งรับเราก็จะมีปัญหาครับ การเจรจาของทั้ง ๑๐ ประเทศ ที่เลือกมาในครั้งนี้ ราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรโมร็อกโกนั้นเจรจาเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ สําหรับประเทศอื่น ๆ ทั้ง ๑๐ ประเทศ การเจรจาเสร็จสิ้นไปแล้วก่อนปี ๒๕๕๐ และทั้ง ๑๐ประเทศผ่านคณะรัฐมนตรีทั้งหมดก่อนปี ๒๕๕๐ การนําเข้าสภาก็เพื่อรองรับ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองของรัฐธรรมนูญครับ กรณีของท่านกษิตที่เห็นด้วยทุกฉบับยกเว้น ซิมบับเว ขอกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่า กระทรวงการต่างประเทศของเราไม่มี นโยบายแซงชั่น (Sanction)ประเทศซิมบับเว กรณีอียู ยูเอสเอ (USA) เป็นเรื่องการเมืองของเขา การเจรจากับประเทศนี้เสร็จสิ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ เนื่องจากประเทศซิมบับเวไม่มีปัญญากับเรา และเป็นการเจรจาลู่ทางการลงทุนใหม่เท่านั้นครับ ผมขออนุญาตพูดถึงประเทศซิมบับเว นิดหนึ่งครับว่า เมื่อตรวจสอบการทําอนุสัญญาภาษีซ้อนชนิดนี้ ว่าประเทศซิมบับเวทํากับใครบ้าง พบว่าเขาทํากับสหราชอาณาจักรครับ ทํากับประเทศแคนาดา ทํากับประเทศสวีเดนครับ กับทําประเทศนอร์เวย์ซึ่งอยู่ในยุโรป ประเทศเพื่อนบ้านของเราเขาก็ทําครับท่านประธาน ทํากับประเทศมาเลเซีย ประเทศอินเดียครับ ถามว่ามีอนุสัญญาภาษีซ้อนหรือยัง มีแล้วครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ซึ่งยังมีผลใช้บังคับ กรณีของท่านเกียรติ สิทธีอมร กรณีที่มาตรา ๑๐ การแลกเปลี่ยนข้อมูล มาตรา ๑๐ เรื่องเกี่ยวกับข้อมูลผู้เสียภาษีรายบุคคล ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ว่าขณะนี้กรมสรรพากร กําลังยกร่างพระราชบัญญัติเพื่อรองรับพันธกรณีต่าง ๆ ภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อน และอยู่ระหว่าง การหารือร่วมกันกับกรมสรรพากร กรมสนธิสัญญา และกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องกรณีตามมาตรา ๑๐แห่งประมวลรัษฎากรเพื่อให้ เกิดผลใช้บังคับอย่างมีประสิทธิภาพ
กรณีประเทศฟิลิปปินส์ท่าน ส.ว. นฤมล ศิริวัฒน์ ถาม ประเทศฟิลิปปินส์นั้น เจรจาเสร็จสิ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ ปัจจุบันเป็นการเจรจาแก้ไขครับ ประเทศบรูไน เจรจาเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ แต่รอผลการใช้บังคับครับ เพราะเพิ่งจะเริ่มสนใจครับ
กลุ่มประเทศอาเซียนที่ยังไม่ทําอนุสัญญา ได้แก่ ประเทศกัมพูชา เนื่องจาก ประเทศกัมพูชายังไม่พร้อม แล้วก็ประเทศไทยก็ต้องรอกรอบการเจรจาที่เสนอผลพวง ของมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญเราทําให้เรายังไม่สามารถเจรจาได้อีกประมาณเกือบ ๑๐๐ ประเทศ เพราะว่าต้องทําตามขั้นตอน
ต่อคําถามของคุณหมอสุกิจ กรณีที่บอกว่าภาษีเงินได้จากอสังหาริมทรัพย์ อาจเก็บได้จากรัฐหนึ่ง เมื่อถูกเก็บจากภาษีทั้ง ๒ รัฐแล้วจะได้รับเครดิตอะไร อย่างไรนี่นะครับ ก็ขอตอบว่าเมื่อถูกเก็บภาษีจาก ๒ รัฐแล้วจะได้รับเครดิตภาษีในประเทศที่ผู้มีภาษีเงินได้ มีถิ่นที่อยู่ต่อไป ทั้งนี้มีข้อว่าด้วยวิธีการขจัดภาษีซ้อนหรืออนุสัญญาภาษีซึ่งได้กําหนดไว้ ดังที่ผมได้กราบเรียนมาเมื่อสักครู่ ทั้งหลายทั้งปวงถ้าเกิดว่าบกพร่องตรงไหนก็สอบถาม เพิ่มเติมนะครับ ขอบคุณครับ