ศุภชัย ใจสมุทร เสนอการเจรจาความตกลงกับต่างประเทศ 10 ประเทศ และขออำนาจให้รัฐบาลดำเนินการ พร้อมเสนอการออกกฎหมายเพื่อเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนภาคเอกชน
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาลได้มีการเสนอสิ่งที่จะต้องให้ที่ประชุม แห่งนี้ คือที่ประชุมแห่งรัฐสภาได้พิจารณาให้อํานาจรัฐบาลเพื่อจะไปดําเนินการเกี่ยวกับ การเจรจาทําความตกลงกับต่างประเทศอีก ๑๐ ประเทศ ซึ่งตรงนี้ถ้าพูดกันในเชิงกฎหมาย แล้วก็ถือได้ว่าเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งในโครงสร้างของกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ หรืออินเตอร์เนชันแนล เทรด ลอว์ (International trade law) เราจะแบ่งเป็น ๒ ส่วน
ส่วนหนึ่ง ก็คือเป็นกฎหมายการค้าระหว่างประเทศภาคเอกชนที่เรียกว่า ไพรเวท อินเตอร์เนชันแนล เทรด ลอว์ (Private international trade law) ซึ่งเป็นเรื่อง มุ่งเจตนาในการที่จะออกมาเพื่อเป็นการบังคับกันระหว่างเอกชนกับเอกชน กฎหมายเหล่านั้น ก็เป็นเรื่องของกฎหมายภายในที่ต้องการที่จะทําให้ส่งเสริมให้การค้า การขายกันระหว่าง ประเทศมีความคล่องตัวอํานวยความสะดวก ส่งเสริมให้การทําธุรกิจระหว่างกันภายในประเทศ สามารถที่จะดําเนินการได้เป็นอย่างดีและก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการต่อไป ทั้งภายในประเทศเองและต่างประเทศ กฎหมายเหล่านั้นก็มีเช่นกฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขาย ระหว่างประเทศ หรือเป็นอินเตอร์เนชันแนล เซลส (International sales) กฎหมายเกี่ยวกับ เรื่องการรับขนระหว่างประเทศ หรืออินเตอร์เนชันแนล แคริเอจ (International carriage) กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของการเงินและการชําระราคาหรือไฟแนนซ์ซิ่ง แอนด์ เพเมนท์ (Financing and payment) เรื่องของกฎหมายประกันภัยทางทะเล เรื่องของกฎหมาย วิธีการระงับข้อพิพาท หรือกฎหมายขัดกัน หรือคอนฟลิค ออฟ ลอว์ (Conflict of law) อันนี้ก็เป็นเรื่องของกฎหมายที่ออกมาก็เพื่อที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้การค้าการขายมัน เป็นไปด้วยดี ส่วนกฎหมายที่เรากําลังคุยกันนี้ก็ถือว่าเป็นกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ที่เป็นมหาชน กฎหมายมหาชนก็เป็นกฎหมายที่มุ่งหวังที่จะมีการบังคับเป็นกฎหมาย เป็นข้อตกลงหรือเป็นกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงระดับภายในเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ ระดับระหว่างประเทศ เรื่องของอนุสัญญาอะไรต่าง ๆ เป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างรัฐกับเอกชน เพราะฉะนั้นกฎหมายเหล่านั้นก็เป็นเรื่อง เช่นกฎหมายการค้าของ องค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ เรื่องของแกตต์ ซึ่งว่าด้วยวิธีการเรื่องของการคิด อัตราภาษีศุลกากรและการค้า เรื่องที่เรากําลังคุยกันอยู่ก็เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นกฎหมาย ระหว่างประเทศภาคมหาชน หรือเป็นอินเตอร์เนชันแนล เทรด ลอว์ เรื่องของพระราชบัญญัติ หรือความตกลงเกี่ยวกับเรื่องภาษีซ้อน การเก็บภาษีซ้อน เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าเป็น อะกรีเมนท์ ฟอร์ อะวอยเดนซ์ ออฟ ดับเบิล แทคเซชัน (Agreement for Avoidance of Double Taxation) นี้ จริง ๆ แล้วไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเก่าที่จริง ๆ ประเทศไทยเองก็เริ่มที่ไปทําความตกลง เป็นลักษณะเป็นอนุสัญญากับประเทศอื่นมานานแล้ว จริง ๆ ประเทศไทยก็ได้มีการไปทํา อนุสัญญาเรื่องภาษีซ้อนกับประเทศนอร์เวย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ และได้มีการทําเรื่อยมา รวมจนถึงเวลานี้เป็น ๓๓ ประเทศแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ผมถือว่าเรื่องที่ท่านกําลังเสนอมา ไม่ใช่เรื่องใหม่ ถามว่าภาษีซ้อนหรืออนุสัญญาเพื่อเว้นการเก็บภาษีซ้อนมันก็คือการทํา เพื่อรองรับเรื่องของการที่มีการโยกย้ายเงิน โยกย้ายการลงทุนในตลาดทุน หรือตลาดเงิน ไปลงทุนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศต่าง ๆ คําถามก็คือเมื่อนักธุรกิจเราไปลงทุน ที่ต่างประเทศแล้วก่อให้เกิดรายได้ขึ้นมาจํานวนหนึ่ง แล้วเขาต้องเสียภาษีไม่ว่าจะเป็น บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เกิดขึ้นเป็นภาษีเงินได้ในประเทศนั้น เมื่อเขาเสียภาษีแล้ว คําถามก็คือเมื่อโอนรายได้กลับมายังประเทศของตัวเองยังต้องมีการเสียภาษีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตรงนี้มันจะต้องหาวิธีการในการที่จะขจัดไม่ให้มีภาระค่าภาษีซ้ําซ้อนให้มันหมดไป ต้องขจัดเพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุนทําให้นักธุรกิจ ผู้ประกอบการในการที่ไปลงทุน ก่อให้เกิดรายได้นําเงินเข้าประเทศนี่จะต้องไม่รับภาระเกินสมควร เพราะฉะนั้นแนวคิดตรงนี้ เป็นแนวคิดที่เหมือนกันทั่วโลก แล้วผมคิดว่าเรื่องที่ท่านกําลังเสนอมาก็ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่สภาต้องพิจารณาเรื่องของการให้อํานาจต่างหาก สิ่งที่ท่าน กําลังเสนอมาผมเชื่อว่าวันนี้ท่านก็ตั้งใจในการที่จะเข้าคุ้มครองนักธุรกิจของประเทศเรา เป็นหลัก ถามว่าทําไมเป็นอย่างนั้น ผมเชื่อว่าหลายประเทศที่ท่านกําลังจะไปทําอนุสัญญา ด้วยกันนี่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่ ถ้าผมคิดเอาเองก็อาจจะเป็นตัวเลขที่คิดผิดก็ได้ ก็คือว่า ผมเชื่อว่าในระหว่างนักธุรกิจเราไปลงทุนยังประเทศเขา กับนักธุรกิจเขามาลงในประเทศเรา ผมเข้าใจว่าสิ่งที่มีนี่ก็หมายถึงว่าของเราน่าจะไปลงทุนยังประเทศนั้น ๆ มากกว่า นั่นก็คือ การที่ท่านได้ทําอนุสัญญา จะทําอนุสัญญากับประเทศเหล่านั้นนี่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ กับนักธุรกิจไทย และผมคิดว่าในอนาคตข้างหน้าความสะดวกในสิ่งที่เราได้ร่วมกันทําให้กับ นักธุรกิจก็จะเป็นประโยชน์ในการที่ทําให้เขาได้ลงทุนในต่างประเทศและนําเงินกลับเข้า ประเทศไทยโดยไม่ต้องเสียภาษีซ้ําซ้อน แน่นอนครับ เรื่องของการเสียภาษี วิธีการขจัด เรื่องของภาษีซ้อนนี่ผมว่าท่านรัฐมนตรีก็คงทราบดีว่ามันมีทั้งการยกเว้น ก็คือกลับมาแล้ว ไม่ต้องเสียอีก หรือมีเรื่องของการเครดิตภาษี ซึ่งมันมีวิธีการหลายวิธีการ แต่สิ่งที่อยากจะฝาก ก็คือว่ากรอบเจรจาที่ท่านจะต้องไปเจรจามันต้องครอบคลุมทุก ๆ เรื่อง ว่ารายได้ที่มันเกิดขึ้น มันควรจะครอบคลุมถึงเรื่องอะไรบ้าง เรื่องของกําไรจากธุรกิจ เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ผลจากการลงทุนเป็นอย่างไรนี่ท่านต้องไปดูให้ละเอียด ในเรื่องของตัวบุคคลจะเป็นอย่างไร เรื่องของนิติบุคคลจะเป็นอย่างไรท่านต้องไปดูครอบคลุม แม้กระทั่งเรื่องของค่าป่วยการ ของกรรมการ เรื่องอะไรต่าง ๆ เงินบําเหน็จบํานาญ ซึ่งเหล่านั้นถามว่ามันมีสิ่งที่จะต้อง ครอบคลุมหรือไม่ มันก็อยู่ที่ท่านไปเจรจา วันนี้ต้องบอกว่าหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร แต่ท่านมาขอว่าวันนี้ท่านจะไปใช้อํานาจตรงนี้ซึ่งสภาต้องขออนุญาต ซึ่งผมก็ยังสงสัยว่า ก่อนหน้านี้เรามีการเจรจากับประเทศต่าง ๆ มีอนุสัญญาเซ็นกันตั้ง ๓๓ ประเทศมาตั้งนานแล้ว ก็คือประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนนาดา ประเทศออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ๑๖ ประเทศ ประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย ๑๓ ประเทศ ล่าสุดก็คือประเทศลาว เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๐ ผมยังสงสัยว่าตอนนั้นนี่รัฐบาลแต่ละรัฐบาลก็ไปเจรจา โดยไม่มาขอสภาหรือเปล่าในเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเชื่อว่าในที่สุดแล้วรัฐสภาแห่งนี้ ก็คงจะมอบให้ท่านไป แต่สิ่งที่อยากจะฝากบอกก็คือว่าวันนี้สิ่งที่ท่านจะต้องไปเจรจาให้ ได้ประโยชน์ ต้องให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับเรากับการเป็นคู่ค้ากันของนักธุรกิจทั้ง ๒ ประเทศ ที่ลงทุนกัน ผมเชื่อว่าวันนี้สิ่งที่ทางภาคราชการกําลังทําอยู่ให้ท่าน นําเสนอท่านรัฐมนตรีมาเสนอต่อ ที่สภาแห่งนี้ก็คงมีข้อมูลครบถ้วน สิ่งที่อยากจะฝากบอกกับรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไป ก็คือว่าอะไรที่เป็นข้อสงสัยที่ทางสมาชิกถาม ผมเชื่อว่าท่านก็คงจะต้องตอบหมด เรื่องต่าง ๆ ซึ่งท่านจะต้องเข้าไปชี้แจงรายละเอียดด้วยว่ากรอบที่ท่านจะต้องไปเจรจาที่จะให้ได้มา เป็นอนุสัญญามันจะต้องดูละเอียดว่ามีเกณฑ์กําหนดการเสียภาษีมันมีอย่างไร เข้าไปลึกถึง สถานประกอบการ เรื่องของที่มันถาวร เรื่องของสํานักงานตัวแทน เรื่องของรายได้ต่าง ๆ กําไรจากธุรกิจ มีวิธีคิดกันในเรื่องของการหักภาษีเท่าไร เพราะตรงนี้เป็นการขจัด แต่ไม่ได้ หมายความว่าคงหมดสิ้นไป แต่อย่าให้อนุสัญญาที่ท่านไปเจรจามามันจะสามารถทําให้ มีปัญหากับผู้ที่เข้าไปประกอบธุรกิจซึ่งผมคิดว่าท่านก็คงไม่ต้องการนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ต้องเรียนว่าถ้าท่านสามารถที่จะไปดําเนินการในการเข้าไปเจรจาก่อประโยชน์สูงสุดให้ ผมเองผมพร้อมที่จะสนับสนุนให้รัฐบาลดําเนินการตรงนี้เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการ ที่ไปลงทุนในต่างประเทศ หรือว่านักธุรกิจจากประเทศนั้น ๆ มาลงทุนในประเทศของเราครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ