เหวง โตจิราการ หารือเรื่องการส่งเสริมการลงทุนและเทคโนโลยีระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ และส่งเสริมความร่วมมือทางด้านภาษีระหว่างประเทศ โดยเรียกร้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบในอนุสัญญาที่จะทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกดีขึ้น
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ของพรรคเพื่อไทยด้วยนะครับ ผมสนับสนุนเห็นชอบด้วยกับกรอบการเจรจาอนุสัญญา หรือความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และความตกลงและอนุสัญญา จํานวน ๑๑ ฉบับ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ผมขออนุญาตทําความชัดเจน ในเรื่องนี้เสียก่อน เพราะผมนั่งฟังสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านอภิปราย ผมมีความเห็นว่า สมาชิกหลายท่านทําให้เกิดความไม่เข้าใจหรือเกิดความสับสน ดังนั้นในชั้นแรกผมขออนุญาต ที่จะกราบเรียนท่านประธานก่อนว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งในการที่จะเอากรอบการเจรจา และข้อตกลงดังกล่าวผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา เพราะว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เขียนอย่างนี้ครับ ก่อนนะครับ ก่อนการดําเนินการเพื่อทํา หนังสือสัญญา กรอบการเจรจาดังกล่าวนี้เป็นหนังสือสัญญาทั้งสิ้น เพราะว่าเป็นข้อเสนอ และข้อสนองที่ถูกต้องตรงกัน ดังนั้นเป็นหนังสือสัญญาอย่างแน่นอน ทีนี้ก่อนที่จะไปทํา หนังสือสัญญา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐธรรมนูญบังคับเอาไว้ครับ กําหนดเอาไว้ว่า ก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูล จึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับว่า หนังสือทั้ง ๑๑ เล่มที่ได้แจกเป็นคู่มือให้สมาชิกรัฐสภา ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่และขอบคุณ ทางรัฐบาลด้วยนะครับว่าให้ข้อมูลครับ ให้รายละเอียดของแต่ละประเทศ ซึ่งต้องกราบเรียน ในชั้นนี้นะครับว่าแต่ละประเทศมีลักษณะพิเศษเฉพาะของประเทศโดยที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นที่มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านตั้งข้อสังเกตประเทศโน้น ประเทศนี้ ผมเชื่อแน่ว่า ถ้าสมาชิกมีความจริงใจท่านต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งก็คือว่าแต่ละประเทศมีความเป็นจริง ไม่เหมือนกันนะครับ มีลักษณะพิเศษเฉพาะประเทศ ดังนั้นจะทําให้กรอบอนุสัญญาตรงกันทุกตัวอักษรเป็นไปไม่ได้ครับ แต่เนื้อความใหญ่ ๆ สมาชิกหลายท่านก็บอกไปแล้วว่าเราใช้มาตรฐานสากลคือมาตรฐานของสหประชาชาติ มาตรฐานของโออีซีดีหรือยูเอ็นมาเป็นตัวทําร่างกรอบการเจรจาอันนี้ คือกรอบการเจรจา อนุสัญญาเรามีมาตรฐานทางสากลกําหนดไว้แล้วครับ แต่ในมาตรฐานสากลดังกล่าวนี้ มีลักษณะทั่วไปแต่ละประเทศจะมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ดังนั้นจึงเติมลักษณะพิเศษ ของแต่ละประเทศเข้าไปในแต่ละเล่มของอนุสัญญาดังกล่าว จึงเป็นที่มาว่าทําไมรายละเอียด ของแต่ละประเทศจึงไม่เหมือนกันนะครับ ผมขออนุญาตต่อนะครับท่านประธานครับว่า ก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญาคณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูล ผมได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้ว แล้วจัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชน ซึ่งอันนี้ทางรัฐบาลก็จะได้ ดําเนินการต่อไปนะครับ แล้วต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้นในการนี้ ซึ่งวันนี้ ก็เป็นวาระที่รัฐบาลชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญาในการนี้ แล้วก็ให้คณะรัฐมนตรี เสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย จึงเป็นที่มาที่ไปในการที่จะนํา ทั้ง ๑๑ ร่าง เข้ามาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้นเมื่อกราบเรียนท่านประธานชัดเจน อย่างนี้แล้ว ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะไม่มีสมาชิกผู้ใดมาตั้งข้อสงสัยหรือทําให้ประชาชน ที่รับฟังการอภิปรายของเราในรัฐสภาในวันนี้เกิดความสับสนอลหม่านขึ้นนะครับว่าทําไม รัฐบาลจะต้องนํากรอบการเจรจาทั้ง ๑๑ กรอบดังกล่าวมาขอการอนุมัติจากที่ประชุมรัฐสภา แล้วต้องกราบเรียนเพื่อความชัดเจนต่อว่าอนุสัญญาทั้ง ๑๑ ฉบับดังกล่าวนี้มีผลกระทบต่อ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงเข้าในมาตรา ๑๙๐ อย่างสิ้นเชิง มีสมาชิกหลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าทําไมรัฐบาลชุดนี้ไม่ทําหนังสืออนุสัญญา กับประเทศใหญ่ ๆ แล้วก็ท่านพยายามจะชี้บอกว่าที่นําเสนอเข้ามามีแต่ประเทศเล็ก ๆ ทั้งนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าขออนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ โปรดไปอ่านเอกสารประกอบการอภิปรายในวันนี้ท่านจะพบว่าในนี้ยืนยันชัดเจนว่าประเทศไทย ได้มีความตกลงหรืออนุสัญญาภาษีซ้ําซ้อนกับประเทศใหญ่ ๆ ทั้งหลายไปแล้วทั้งหมด ๕๕ ประเทศ ขออนุญาตหยิบยกบางประเทศกราบเรียนท่านประธานนะครับ อาทิเช่น ประเทศเยอรมัน ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศเกาหลี ประเทศอิตาลี ประเทศเบลเยียม ประเทศอังกฤษ ในนี้ก็มีประเทศฟิลิปปินส์ด้วยนะครับ แต่ว่าอาจจะมีบางส่วนที่มีความจําเป็นที่จะต้องมาขออนุญาตท่านประธานเพิ่มเติม ในเรื่องนี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าการทําอนุสัญญาหรือความตกลง ๑๑ ฉบับดังกล่าว ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย แล้วเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาการค้าและเศรษฐกิจโลกทั้งสิ้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับ สาระสําคัญในอนุสัญญานี้ก็คือว่ายกเว้นการเก็บภาษีซ้ําซ้อนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้ แล้วก็ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศคู่สัญญา เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ อนุสัญญาทั้ง ๑๑ ฉบับดังกล่าวนี้จะทําให้เกิดประโยชน์และมีวัตถุประสงค์ดังที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ ดังต่อไปนี้
อันที่ ๑ ก็คือว่าเป็นการขจัดหรือบรรเทาภาระภาษีซ้ําซ้อนซึ่งเป็นอุปสรรค ของการลงทุนระหว่างประเทศให้หมดไประดับหนึ่ง ซึ่งหากเราสามารถที่จะลดภาระภาษี ซึ่งเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งที่สําคัญของนักธุรกิจก็จะทําให้ธุรกิจสามารถที่จะเจริญเติบโต ได้อย่างมีความแข็งแกร่งนะครับ เป็นการลดภาระของนักลงทุนให้ลดต่ําลงนะครับ
อันที่ ๒ ก็ทําให้เกิดหลักประกันในการเสียภาษีที่แน่นอนและชัดเจนซึ่งเป็น การเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนทําให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจในการลงทุนระหว่างประเทศ ดังนั้นอนุสัญญาหรือความตกลงจึงจะเป็นเครื่องช่วยดึงดูดหรือจูงใจให้มีการลงทุนระหว่าง ประเทศมากยิ่งขึ้นนะครับ
ประการที่ ๓ ก็คือว่าส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนและเทคโนโลยี ระหว่างประเทศได้มากขึ้น เพราะในเมื่อเราได้ช่วยนักธุรกิจทั้งหลายเขาแก้ไขปัญหาเรื่องการ เก็บภาษีซ้ําซ้อนแล้วนักธุรกิจเขาจะมีความมั่นใจ เพราะฉะนั้นการไหลของเงินทุนก็จะเป็นไป อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น รวมทั้งเทคโนโลยีด้วยครับ การยกเว้นภาษีเงิน ได้ให้แก่การบิน ท่านประธานครับ ซึ่งผมดีใจมากเพราะผมก็เป็นสมาชิกใหม่ของรัฐสภาก็เพิ่ง มาทราบนะครับว่ามีการยกเว้นการเก็บภาษีเงินได้แก่การบินระหว่างประเทศ นอกจากนี้แล้ว มีการลดภาษีเงินได้ให้กับกิจการการเดินเรือตามข้อตกลงของอนุสัญญาอันนี้นะครับ ท่านประธานคงจะเล็งเห็นครับว่าในเมื่อมีการยกเว้นภาษีเงินได้แก่การบินระหว่างประเทศ และมีการลดภาษีเงินได้ให้กับกิจการการเดินเรือนี้ย่อมสนับสนุนให้มีการขนส่งระหว่างประเทศ เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว แล้วก็ในระดับที่สูงยิ่งขึ้น อันนี้ก็ทําให้เศรษฐกิจไม่เพียงแต่ ของประเทศไทย แต่ของโลกด้วยนะครับ ก็จะรุดหน้าไป แล้วจะได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ของโลกได้ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการเรื่องการเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการที่จะ แข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคข้างเคียง ตรงนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนครับว่า การที่เราต้องการเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการแข่งขันกับประเทศข้างเคียงมิได้ หมายความว่า เรามีเจตนาในการที่จะเป็นศัตรูหรือเป็นปรปักษ์กับประเทศข้างเคียง มิได้ครับ เพราะในวันนี้โลกเป็นโลกของการแข่งขันทางธุรกิจทั้งสิ้น ดังนั้นเรามีความจําเป็นในการที่จะ เพิ่มศักยภาพของเรา หากเราไม่เพิ่มศักยภาพของเราแล้วก็จะทําให้ประเทศข้างเคียง เขาแซงหน้าเราในเรื่องศักยภาพในการแข่งขัน แล้วเราก็จะกลายเป็นประเทศที่ล้าหลัง ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วทั้งประเทศ เป็นการ ส่งเสริมความร่วมมือทางด้านภาษีระหว่างประเทศด้วยนะครับ กําหนดให้หน่วยจัดเก็บภาษี ของประเทศคู่สัญญาสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างกันแล้วทําให้มีการตกลง ระหว่างกัน แล้วทําให้เกิดมีความสัมพันธ์ฉันท์มิตร คือทางการค้าต้องใช้วิธีการเจรจานะครับ ทางการค้าไม่สมควรจะใช้วิธีการขู่เข็ญบังคับหรือใช้วิธีการรุนแรงประการใดทั้งสิน ดังนั้น อนุสัญญาทั้ง ๑๑ ฉบับดังกล่าวก็จะสามารถส่งเสริมทําให้มีการเจรจาแลกเปลี่ยนข้อมูล ทางภาษีระหว่างกัน และในท้ายที่สุดนี้นะครับ
ข้อสําคัญประการต่อมา ก็คือว่าจะทําให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นไปในทางที่ดีขึ้น อนุสัญญาที่มากราบเรียน ท่านประธาน แล้วก็ให้ทางรัฐสภาพิจารณามีขอบข่ายไม่ใช่ว่ากว้างขวางจนหาสุดประมาณมิได้ มิได้นะครับ อนุสัญญาหรือความตกลงให้ใช้กับผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยหรือประเทศคู่สัญญา เท่านั้นเอง หรือทั้ง ๒ ประเทศ แล้วให้ใช้บังคับกับภาษีที่เก็บจากฐานเงินได้เท่านั้นเอง แล้วก็อํานาจในการบริหารจัดเก็บภาษีเฉพาะเรื่องเงินได้เป็นการให้อํานาจในการบริหาร จัดเก็บภาษีเงินได้สําหรับประเทศแหล่งเงินได้และประเทศถิ่นที่อยู่ที่เป็นไปตามเงื่อนไข ที่กําหนดไว้ในอนุสัญญาเท่านั้นเอง ดังนั้นอนุสัญญาที่นํามากราบเรียนท่านประธาน เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาจึงมีขอบ มีอํานาจ มีขีดคั่นของอํานาจอยู่ แล้วอย่างที่ผมได้ กราบเรียนไปแล้วทั้งหมดนี้เป็นไปตามหลักสากลซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแล้ว อํานาจที่เกิดขึ้น เป็นอํานาจในการลดหรือยกเว้นอัตราภาษีบางประเภทเงินได้ เป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้กับผู้เสียภาษีซึ่งอยู่ในขอบข่ายของอนุสัญญาซึ่งอาจจะทําให้เกิดการเสียภาษีเงินได้ทีเดียว ซ้ําซ้อนไปใน ๒ ประเทศ ดังนั้นวิธีการต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ วิธีการขจัดภาษี ซ้ําซ้อนก็คือใช้วิธีการเครดิตภาษีนะครับ อาทิเช่นอนุสัญญาจะอนุญาตยอมให้ผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ ของตนนําภาษีที่หักไว้อีกประเทศหนึ่ง ก็คือประเทศแหล่งเงินได้มาหักออกจากภาษีที่ต้อง ชําระในประเทศตนเท่ากับที่ได้ชําระจริงไว้ในประเทศแหล่งเงินได้ ตรงนี้ชัดเจนนะครับ แต่ต้องไม่เกินกว่าจํานวนเงินภาษีที่คํานวณได้ในประเทศของตน ดังนั้นโดยสรุปรวมแล้ว จึงกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าผมเห็นชอบด้วยกับกรอบอนุสัญญาทั้ง ๑๑ ฉบับ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมาชิกรัฐสภาทุกท่านก็คงจะเห็นชอบด้วยตามผมด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ