รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕

สุกิจ อัถโถปกรณ์ พูดถึงการยื่นภาษีและเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจและความสะดวกในการยื่นภาษี โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่สรรพากรกรอกข้อมูลผิดให้กับประชาชน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องภาษีซ้อนและขอรายละเอียดเพิ่มเติมจากท่านรัฐมนตรีเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีสินค้าใกล้เคียงกับประเทศไทย และการประเมินผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการลดการเก็บภาษีซ้อน

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เราพูดกันเรื่องกรอบการเจรจาอนุสัญญา หรือความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ซึ่งเป็นเรื่องของภาษีระหว่างประเทศ แต่ก่อน จะถึงตรงนั้นในฐานะที่ท่านรัฐมนตรีท่านให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ท่านรัฐมนตรีทนุศักดิ์ก็ต้อง ขอกราบเรียนเรื่องของภาษีไทยให้ท่านทราบสักนิดก่อนครับ เนื่องจากว่าเดือนมีนาคมช่วงนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นช่วงของการเสียภาษีเงินได้ ก็มีอยู่ส่วนหนึ่งที่อยากจะให้ข้อมูลกับ ท่านรัฐมนตรี ก็คือในส่วนของการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทุกคนก็ทราบแล้วว่า ในแบบฟอร์มยื่นภาษีในตอนนี้จะมีช่องที่เขียนว่าประสงค์จะบริจาคให้กับพรรคการเมือง ซึ่งเรื่องนี้คนที่เป็นนักการเมืองอย่างเรา คนที่รักประชาธิปไตยทั้งประเทศเขาให้ความสําคัญมาก แต่เรื่องที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือว่าเท่าที่สังเกตก็คือเจ้าหน้าที่ สรรพากรของท่านไม่ค่อยให้ความสําคัญกับเรื่องนี้เท่าที่ควร พี่น้องประชาชนที่ไปยื่นภาษี หลายคนก็ต้องกลับออกมาบอกว่าไม่ค่อยสบายใจนักคือ

ประการแรก ก็คือไม่มีการแจ้ง ไม่มีการแนะนํา ชี้แนะให้กับพี่น้องประชาชน ที่ไปยื่นภาษีว่ามีเรื่องนี้อยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าใช้เวลาสักนิดหนึ่งก็คงจะไม่เสียมากในการที่จะทํา เพื่อระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเราถือว่าเป็นระบอบการปกครองที่พวกเรายึดมั่นอยู่ในตอนนี้ แถมบางคนบอกว่ามันมีพฤติกรรมที่เห็นชัดว่าเขาไม่เคยชินหรือว่าเขาไม่ค่อยที่จะให้ ความสนใจหรือว่าไม่ชอบอันนี้อย่างชัดเจน อย่างเช่นกรณีที่พี่น้องประชาชนคนหนึ่งเขาได้ กรอกรายละเอียดผิด กรอกผิดไปใช้ ภ.ง.ด. ผิดประเภทก็เลยต้องแก้ใหม่ ผมขอรบกวนเวลา นิดเดียวเรื่องนี้เพราะว่าเป็นเรื่องสําคัญ ปรากฏว่าเดิมทีแผ่นเดิมที่เขาใช้ไม่ได้เขากรอกไปแล้ว ว่าเขาประสงค์ที่จะบริจาคภาษีให้กับพรรคการเมือง แต่แผ่นใหม่เจ้าหน้าที่สรรพากรเอาไป กรอกเองครับ ปรากฏว่าตรงหัวข้อนั้นแทนที่เขาจะดูที่พี่น้องประชาชนได้กรอกไปว่าประสงค์ จะบริจาคภาษี กรอกเองครับว่าไม่ประสงค์บริจาคภาษี ซึ่งทําให้เขาเสียความรู้สึกมากครับ แล้วทําให้ผมต้องมาเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีสักนิดหนึ่งว่าการที่เวลา เราไปลงในช่องของการบริจาคภาษีให้กับพรรคการเมือง ไม่ทราบว่ามันไปเพิ่มงานให้กับ เจ้าหน้าที่สรรพากรเขามากน้อยแค่ไหนครับ ซึ่งเขาสงสัยว่าเรื่องนี้อาจจะไปเพิ่มความจุกจิก จู้จี้ให้กับเขา เพิ่มงานให้เขา เขาก็เลยไม่ค่อยที่จะแนะนําพี่น้องประชาชน ปีนี้ก็อาจจะช้า เกินไปแล้วเพราะว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่วัน แต่ว่าต้องมากราบเรียนสําหรับในโอกาสปีต่อไป อยากจะให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนให้ความสนใจมากขึ้นโดยการแนะนําของ เจ้าหน้าที่สรรพากร ซึ่งผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีซึ่งมีจิตวิญญาณของนักประชาธิปไตยก็คงจะ รับเรื่องนี้ไปนะครับ

เกี่ยวกับเรื่องของความตกลงเพื่อการเก็บภาษีซ้อน พวกเราทุกคนก็คง ไม่ปฏิเสธหรอกครับว่าเรื่องของภาษีเป็นเรื่องของความสาหัสสากรรจ์พอสมควรนะครับ พูดถึงภาษีซ้อนผมก็เชื่อว่าของประเทศไทยเราตอนนี้ก็ค่อนข้างซ้อนนะครับ ผมไปยื่นภาษี เสียเยอะทีเดียวแต่ก็ไม่ขัดข้องที่จะเสียให้กับประเทศชาติ แต่กรณีที่คนต่างชาติสิครับ ถ้าเขาเจอกับภาษีซ้ําซ้อน ผมเชื่อว่าถ้ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้เขาก็คงจะไปที่อื่น เพราะว่า เงินรายได้มันแทบจะไม่เหลือ ถ้าไม่เหลือ ไม่มีกําไรแล้วเขาก็ไม่รู้จะมาค้าขายกับเราทําไม เพราะฉะนั้นความจําเป็นต่าง ๆ ที่ท่านรัฐมนตรีได้พูดให้พวกเราฟัง ได้ชี้แจงในขั้นต้นนั้น พวกเราก็เห็นด้วยครับ แต่ในการที่จะมาลงมติรับรองหรือว่าเห็นด้วยกับกรอบอนุสัญญาอันนี้ ผมคิดว่าเราต้องขอรายละเอียดเพิ่มขึ้นจากท่านรัฐมนตรีอีกหลาย ๆ เรื่อง อย่างเช่นที่ท่าน สมาชิกหลายท่านก็ได้พูดไปในหลายส่วนแล้ว อย่างเช่นกรณีเหตุผลข้อ ๑ ที่ท่านบอกว่า เราต้องเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราก็เป็นที่ทราบครับว่าประเทศเพื่อนบ้าน ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เราก็มีสินค้าใกล้เคียงกันหลาย ๆ ประเทศนะครับ เพราะฉะนั้นช่องทางได้เปรียบเสียเปรียบอันหนึ่งที่ผมเชื่อว่าในการที่ต่างประเทศเขาจะ ซื้อสินค้าเราหรือไม่ เรื่องนี้ก็เป็นความสําคัญก็อยากจะต้องขอรายละเอียดจากท่านรัฐมนตรี สักนิดหนึ่งนะครับว่าประเทศเพื่อนบ้านของเราตอนนี้เขาไปกันถึงไหนแล้ว มันจะได้เห็นกัน การที่เรามีมาตรา ๑๙๐ ที่หลายคนติกันนักติกันหนาว่าในขณะเดียวกับที่มันมีประโยชน์ ที่ทําให้สภาต้องมารับรู้เกี่ยวกับเรื่องของความตกลงระหว่างประเทศซึ่งเป็นความจําเป็น ในขณะเดียวกันในทางตรงกันข้าม ในทางกลับกันมันก็ถ่วงเหมือนกัน ก็คือทําให้เกิดความล่าช้า ในการพิจารณาไปเจรจากับเขา ก็อยากรู้ครับว่าประเทศอื่นที่เขาไม่มีมาตรา ๑๙๐ และ ประเทศเพื่อนบ้านของเราหลาย ๆ ประเทศเขาดําเนินการไปถึงไหนแล้ว ในขณะที่ประเทศเรา เรามีผลบังคับใช้ไปแล้วถึง ๕๕ ประเทศตามแผ่นที่ท่านแจกมานะครับ ก็ต้องถามละครับว่า ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งการลงทุนกับเราในฐานะที่มีสินค้าที่ใกล้เคียงกันในตอนนี้ เขาล้ําหน้าเรื่องนี้ไปแค่ไหนแล้วนะครับ แล้วต้องเรียนถามอีกว่าประเทศที่เราไปตกลงกับเขา แล้วก็เหมือนกับสมาชิกหลายท่านที่ได้พูดไปแล้ว แต่เพื่อเป็นข้อมูลที่ชัดเจนว่าเวลาที่เรา ไปทํากับเขาแล้วนี่ ๕๕ ประเทศ ซึ่งบางประเทศก็เรียบร้อย บางประเทศก็ยังไม่เรียบร้อย ต้องกลับมาแก้ไข เราได้ผลประโยชน์หรือว่าเราเสียผลประโยชน์ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้เคยมีการประเมินไหมครับว่าถ้าลดการเก็บภาษีซ้ําซ้อนอันนี้แล้วนี่ก็เหมือนกับการที่เรา เก็บภาษีน้อยลง ทําให้รายได้ในการจัดเก็บภาษีของเราลดต่ําลงประมาณปีละเท่าไรนะครับ ถ้าเทียบกับจํานวนปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นแล้วท่านพอจะชี้ให้เห็นนัยสําคัญได้ไหมครับว่า เราทําอย่างนี้เราได้ประโยชน์มากกว่าเป็นโทษนะครับ เพราะถ้าเห็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมว่า พวกเราทุกคนที่เป็น ส.ส. และท่าน ส.ว. ก็คงไม่มีใครหรอกครับที่จะปฏิเสธที่จะรับรองเรื่องนี้ เกี่ยวกับประเทศที่ทําในวันนี้ที่ท่านมาขอความเห็นจากพวกเรา ขอการอนุมัติจากรัฐสภา ที่เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านบอกว่าส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ไม่ค่อยจะมีการค้ากับประเทศไทย ในอีกทางหนึ่งผมก็เห็นด้วยครับว่าประเทศที่ยังไม่มีการค้ากับเรานี่ละที่เราต้องไปทํากับเขา เพื่อขยายตลาด ซึ่งทุกครั้งที่มีการประชุมเรื่องเศรษฐกิจ ผมนี่ก็เคยจะไปร่วมกับฝ่ายองค์กร ต่าง ๆ หลาย ๆ ครั้ง ข้อเสนออันเดียวนะครับที่ยั่งยืนนิรันดร์กาลเสมอสําหรับฝ่ายของ กลุ่มธุรกิจ ก็คือว่าเมื่อไรประเทศของเราจะขยายการค้าออกไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ซึ่งเขาเรียกร้อง อย่างนั้นตลอด เพราะฉะนั้นส่วนนี้มาทํากับประเทศเหล่านี้ถึงเขาจะอย่างไร ๆ ถ้าทําให้ การค้าขายของเราดีขึ้นผมก็เห็นด้วยครับ แต่เมื่อดูหลาย ๆ ประเด็นแล้ว อย่างเช่นของ ประเทศซิมบับเว ซึ่งความจริงแล้วแต่ละประเทศที่ทําในวันนี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศซิมบับเว ประเทศปาปัวนิวกินี ประเทศโมร็อกโก ประเทศบูรไน ประเทศเคนยา ก็รู้สึกว่าเนื้อหาข้างใน มันก็เหมือนกันใกล้เคียงกันนะครับ ผมอยากจะเรียนถามอย่างเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ ผมคิดว่าตอนนี้นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยที่เคลื่อนไปทําที่ประเทศซิมบับเว ก็ไม่ทราบว่ามีเท่าไร ถ้าท่านมีข้อมูลท่านก็อาจจะให้เราทราบบ้างก็ได้ แต่เห็นว่าบางเรื่อง มันไม่รู้ว่าเป็นการไม่ให้เก็บซ้ําซ้อนได้อย่างไร อย่างเช่นหัวข้อเงินได้จากอสังหาริมทรัพย์ บอกว่าเงินได้ที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ของรัฐผู้ทําสัญญารัฐหนึ่งได้รับจากอสังหาริมทรัพย์รวมทั้ง เงินได้จากเกษตรหรือป่าไม้ที่ตั้งอยู่ในรัฐผู้ทําสัญญาอีกรัฐหนึ่งอาจเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่ง อย่างนี้มันไม่ใช่ซ้ําซ้อนหรือครับ อันนี้ต้องขอคําอธิบายครับว่าไหนว่าละเว้นหรือว่ายกเว้นกัน แล้วทําไมมาเขียนบอกว่าเก็บได้จากทั้ง ๒ รัฐครับ

เรื่องเงินปันผลเหมือนกันครับ เงินปันผลที่จ่ายโดยบริษัทซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ ในรัฐผู้ทําสัญญารัฐหนึ่งให้แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทําสัญญาอีกรัฐหนึ่งอาจเก็บภาษีได้อีก ในอีกรัฐหนึ่งนั้น ก็เหมือนกันอีกละครับ ก็หมายความเก็บได้ทั้ง ๒ ที่อีกเหมือนกัน แล้วอย่างนี้ ไม่เรียกว่าซ้ําซ้อนหรือครับ แล้วเป็นการยกเว้นได้อย่างไร

เรื่องดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในรัฐผู้ทําสัญญารัฐหนึ่งและจ่ายให้แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ ในรัฐผู้ทําสัญญาอีกรัฐหนึ่งอาจเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่งนั้น นี่ก็ทํานองเดียวกัน ดูแล้วไม่ทราบว่า เป็นการไม่ให้เก็บภาษีซ้ําซ้อนที่ไหน ในเมื่อเขียนเอาไว้ว่าให้เก็บได้ทั้ง ๒ ที่นะครับ

เรื่องประเด็นปลีกย่อยที่ท่านสมาชิกได้พูดกันไปแล้วหลาย ๆ เรื่องนะครับ ผมก็เห็นความสําคัญเกี่ยวกับอาชีพเฉพาะต่าง ๆ ที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อเรามีความสัมพันธ์ กับประเทศที่ท่านให้ชื่อมา ลิสท์ (List) ชื่อมาในวันนี้นะครับ ประเทศทางแอฟริกาทั้งหลาย เขาก็มีจุดเด่นในเรื่องของสินค้า แล้วก็สินค้าที่เขาซื้อจากเราหลาย ๆ อย่างครับ ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจก็คือเรื่องของการรักษาพยาบาล ประเทศไทยของเราตอนนี้ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลาง การรักษาพยาบาลที่หลายๆ ประเทศให้ความไว้วางใจ ถ้าไปโรงพยาบาลเอกชนบางโรง ตอนนี้จะเห็นว่ามีผู้คน มีประชาชนจากประเทศในย่านตะวันออกกลางมาใช้บริการมาก ทีเดียวจนทําให้ลูกหลานชาวใต้บางคนที่สามารถพูดภาษาของเขาได้ ตอนนี้มาหากินเป็นล่าม อยู่ในโรงพยาบาลก็มีเยอะแยะครับ เพราะว่าเขาให้ความเชื่อถือ เชื่อมั่นในศักยภาพของ การรักษาพยาบาลในประเทศไทย ผมว่าถ้ามีโอกาสแล้วนี่คนไทยก็สามารถที่จะไปลงทุน ในประเทศเหล่านี้ได้ ประเทศที่กล่าวถึงแม้ว่าจะไกลสักนิดหนึ่งก็ตามแต่ เพราะฉะนั้น เรื่องอย่างนี้ผมคิดว่าควรจะมีกลไกทางด้านภาษีที่ลดหย่อนให้เป็นพิเศษกับกรณีเช่นนี้นะครับ หรือในขณะเดียวกันสังเกตว่าตอนนี้ฟุตบอลในประเทศของเรา ฟุตบอล ลีก (Football League) ในประเทศของเราเป็นที่นิยมมากขึ้น ก็ไม่เป็นที่สงสัยหรอกครับ ตอนนี้ศูนย์หน้า ของหลาย ๆ ทีม (Team) จะเป็นตัวดํา ๆ ร่างใหญ่ ๆ ขายาว ๆ ที่มาจากประเทศแถบแอฟริกา อย่างเช่น ประเทศเคนยา ประเทศกานา อย่างนี้เป็นต้น ก็คิดว่าเรื่องนี้ถ้าจะส่งเสริมการกีฬา ในประเทศไทยของเรา โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลซึ่งเป็นที่นิยมของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศในตอนนี้ก็น่าที่จะมีการลดหย่อนพิเศษ ซึ่งอันนี้ผมเสนอให้ท่านรัฐมนตรีนะครับ เพราะว่าอย่างที่จังหวัดของผมก็มีครับ กลุ่มนักกีฬา นักฟุตบอลจากต่างประเทศที่ไปอาศัย อยู่ในจังหวัดตรัง ตอนนี้เช้า ๆ ก็ลุกขึ้นมาวิ่ง พวกนี้เขาบอกว่าได้เงินเท่าไรเขาก็เอาทั้งนั้นครับ เพราะมาอยู่ประเทศไทยอย่างไรก็ดีกว่าอยู่ในบ้านเมืองของเขาซึ่งไม่รู้จะทํามาหากินอะไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ต้องฝากท่านรัฐมนตรีไว้ด้วยครับ เรื่องของการลดหย่อนหรือละเว้นภาษี นอกจากนั้นก็คงไม่มีอะไรหรอกครับ ก็ตามข้อมูลท่านรัฐมนตรีดังที่ได้พูดไปแล้วนะครับว่า เมื่อเราไปทําเรื่องนี้จริง ๆ แล้วเราได้หรือเราเสียครับ เมื่อเป็นภาพรวมแล้วได้มากกว่าเสีย หรือเสียมากกว่าได้ครับ อยากจะขอรายละเอียดที่สามารถจะชี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ แล้วในที่สุดผมก็เชื่อว่าไม่มีใครหรอกครับ ที่จะปฏิเสธอนุสัญญากรอบการเจรจาอันนี้ ขอบคุณครับ