กนก วงษ์ตระหง่าน หารือกรอบการเจรจาอนุสัญญาความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและอีก 10 ฉบับ โดยชี้ว่าบางประเทศในอาเซียนทำช้าเกินไปและไม่สอดคล้องกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในขณะที่บางประเทศเช่นซิมบับเวทำเร็วเกินไปเพราะความสะดวกส่วนตัว จึงเรียกร้องให้รัฐสภาทบทวนยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนกับแอฟริกาและตะวันออกกลางโดยต้องมีการเตรียมการด้านภาษีซ้อนที่สอดคล้องกันก่อน พร้อมเสนอให้รัฐบาลดำเนินการผ่านประธานสภา และเน้นย้ำความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมของประชาชนไทยต่อการยกเว้นภาษีซ้อน โดยขอให้จัดทำรายงานประเมินผลจากโครงการใน 58 ประเทศ เพื่อนำมาทบทวนจุดอ่อนและปรับปรุงนโยบาย รวมถึงเรียกร้องให้รัฐสภาไม่รับรองกรอบการเจรจาที่นำเสนอ และขอให้เปิดใจรับฟังข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายเพื่อแสดงข้อคิดเห็นในเรื่องของกรอบการเจรจาอนุสัญญา หรือความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และความตกลงและอนุสัญญา จํานวน ๑๑ ฉบับ
ท่านประธานครับ ประเด็นแรก ที่ผมคิดว่าเราน่าจะต้องพิจารณาคําถาม ที่สําคัญก็คือว่าทําไมจึงเป็น ๑๑ ประเทศนี้ จริงอยู่นะครับ เพื่อนสมาชิกหรือว่าข้าราชการ ในกระทรวงที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวง การต่างประเทศก็ตาม ก็คงจะได้มีการเตรียมการแล้วก็ออกมา ๑๑ ประเทศ แต่ถ้าเราไล่ดู ๑๑ ประเทศนี้ ผมพยายามที่จะทําความเข้าใจ ไม่ว่าประเทศซิมบับเว ประเทศปาปัวนิวกินี ประเทศโมร็อกโก ประเทศบรูไน ประเทศทาจิกิสถาน ประเทศเคนยา ประเทศไอร์แลนด์ ประเทศลิทัวเนีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศเอสโตเนีย เป็นต้น ผมมีข้อสงสัยว่าทําไม ๑๑ ประเทศนี้ ทําไมไม่เป็นประเทศอื่น ๆ ตรงนี้ผมขออนุญาตที่จะยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ใน ๑๑ ประเทศนี้ผมเห็นอย่างน้อย ๆ ๒ ประเทศ คือประเทศบรูไนและประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในประชาคมอาเซียน (ASEAN) และเราก็บอกว่าในปี ๒๐๑๕ เราจะเป็น ประชาคมเศรษฐกิจเดียวกัน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีเลย ในทางกลับกันอาจจะเป็น เรื่องที่น่าละอายด้วยซ้ําไปที่เราเพิ่งจะมาคิดเรื่องภาษีซ้อนกับประเทศบรูไนและประเทศฟิลิปปินส์ ทั้ง ๆ ที่อีกประมาณ ๓ ปีจากนี้ การค้า การลงทุนทุกอย่างของเราจะเปิดทั้งหมดด้วยซ้ําไป ความหมายก็คือทําไมประเทศบรูไนและประเทศฟิลิปปินส์เราจึงทําข้อตกลงว่าด้วยภาษีซ้อนนี้ ช้าเกินไป ความจริงประเทศบรูไนและประเทศฟิลิปปินส์หรือประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ทั้งหมด เราควรจะต้องทําเรื่องภาษีซ้อนนี้เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว เกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองของเรา ในระบบราชการของเราจึงเป็นเช่นนี้ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องทบทวนเพื่อที่ อย่างน้อยที่สุดเราก็จะได้ไม่ผิดพลาด ในทางกลับกันใน ๑๑ ประเทศนี้ มีหลายประเทศ ที่เราทําเร็วเกินไปหรือไม่ ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่นในเรื่องของประเทศซิมบับเว เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่มีคําตอบ ก็หมายความว่าเราเลือกประเทศตามความสะดวกของคนทํางาน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญถึงขนาดรัฐธรรมนูญได้กําหนดให้จะต้องมาขอความเห็นชอบ จากรัฐสภา เราต้องให้รัฐสภา ๕๐๐ กว่าท่านมาพิจารณา แต่การกําหนดประเทศว่าจะมี การยกเว้นเรื่องเก็บภาษีซ้อน ถ้าเรากลับทําเพราะความสะดวก เพราะการไปเยือนของผู้นํา ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ในประเด็นนี้ผมอยากจะขออนุญาตอภิปรายเพื่อให้ เห็นภาพว่าทําไมประเด็นที่ผมพูดจึงมีความสําคัญ ท่านประธานครับ ในรัฐบาลชุดที่แล้ว ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มอบให้กระผมนําคณะของมหาวิทยาลัยไปเยือนกลุ่มประเทศ ในแอฟริกาและในตะวันออกกลาง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านอภิสิทธิ์ มองเห็นยุทธศาสตร์สําคัญว่า ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่ขณะนี้ปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย ความขัดแย้งภายใน ประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกาเริ่มลดลง และประเทศในแอฟริกาก็เริ่มที่จะมีเสถียรภาพมากขึ้น และที่สําคัญยิ่งไปกว่านั้นประเทศในแอฟริกายังมีทรัพยากรธรรมชาติมากมายที่เป็นฐาน ของศักยภาพ ของการพัฒนา ของการค้าและการลงทุน ท่านประธานทราบไหมครับ ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้เราจําเป็นจะต้องเตรียมการ และด้วยเหตุผลนี้เองรัฐบาลอภิสิทธิ์จึงได้จัด คณะมหาวิทยาลัยซึ่งประกอบด้วย มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และแม้กระทั่ง มหาวิทยาลัยเอกชน คือมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นต้น เราเดินทางไปพบกับคณาจารย์ พบกับนักธุรกิจ พบกับผู้นําของประเทศเหล่านั้น แล้วก็ปูพื้นฐานเพื่อที่จะนําไปสู่การค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว ลําพังเพียงแค่นี้เองเราก็สามารถที่จะมองเห็นแล้วว่ายุทธศาสตร์ ของแอฟริกาเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่สําคัญ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะขออนุญาต เรียนไปยังท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่นะครับ ท่านรัฐมนตรีท่านทราบไหมครับว่าในการเลือกตั้ง ของประเทศเซเนกัลเขาได้มีการหาเสียงด้วยซ้ําไปในพรรคการเมืองที่นั้นว่าถ้าท่านเลือก พรรคของผม ผมจะให้ประชาชนชาวเซเนกัลได้มีโอกาสกินข้าวจากประเทศไทยทุกคนครับ ท่านประธานครับ นั่นก็หมายความว่าข้าวของประเทศไทย สินค้าของประเทศไทยมีศักยภาพ อย่างยิ่งและเป็นที่ต้องการ แต่คําถามก็คือว่าเมื่อเราจะบุกเรื่องการค้าการลงทุนกับภูมิภาค ในแอฟริกาอย่างมียุทธศาสตร์ แต่ปรากฏว่าโครงสร้างพื้นฐานของเครื่องมือ อย่างเช่น กรอบเรื่องการเก็บภาษีซ้อนเรากลับไม่มียุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกัน ตรงนี้เป็นปัญหาครับ และยิ่งไปกว่านั้นตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งในเรื่องของตะวันออกกลาง เรื่องของตะวันออกกลาง เราก็ทราบดีอยู่ว่าขณะนี้ชาติที่มีอํานาจอยู่ในตะวันออกกลางกําลังเปลี่ยนดุลยภาพใหม่ ได้เกิดชาติใหม่ ๆ ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น อย่างเช่น ประเทศกาตาร์ ประเทศจอร์แดน เป็นต้น ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่มีความรู้สึกและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศไทย และต้องการที่จะส่งเสริมเรื่องการค้าและการลงทุนจากประเทศไทย ท่านประธานทราบไหมว่า ในประเทศกาตาร์เขาบอกกับคณะของเราที่ไปเยือนว่าขอให้โรงพยาบาลเอกชนของไทยมาตั้ง ในรัฐกาตาร์ แล้วไม่ขอให้ใช้ชื่ออะไรเลย ขอให้ใช้ชื่อโรงพยาบาลเอกชนของไทย ขออนุญาต เอ่ยชื่อนะครับ เช่น โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นต้น ชื่ออื่นก็ไม่เอา เพราะว่าชาวตะวันออกกลางทั้งหมดรู้ว่าโรงพยาบาลบํารุงราษฎร์และโรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นโรงพยาบาลที่ให้บริการที่ดีและมีคุณภาพระดับโลก ตรงนี้เป็นตัวอย่างครับท่านประธาน ถ้าเราไม่นํายุทธศาสตร์ในเรื่องเหล่านี้เข้ามาตั้งแล้วลงไปดูว่าโครงสร้างพื้นฐานหรือเครื่องมือ ที่จะส่งเสริมเรื่องการค้าการลงทุนของเรามีครบถ้วนที่จะทําให้เกิดการค้าการลงทุนที่สะดวก หรือไม่ ถ้าเราไม่มีอย่างนี้เราก็จะมีประเทศที่จะมาขออนุมัติต่อสภาแห่งนี้ ๑๑ ประเทศ แบบที่เราเห็นรายชื่อในวันนี้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าเสียดายและเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานไปยังรัฐบาลว่า ขอให้รัฐบาลได้กรุณากําหนดยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน หรือถ้าท่านมียุทธศาสตร์แล้วในเรื่อง การค้าการลงทุนในส่วนใดของโลกของเรา ก็ขอความกรุณานํามาบอกกับรัฐสภาแห่งนี้ เพื่อที่เราจะได้ช่วยกันทํางาน ช่วยกันสนับสนุน และเร่งให้การค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว ของประเทศไทยเจริญเติบโตไปในทุก ๆ ภูมิภาคของโลกที่มีศักยภาพของเรา ในทางกลับกัน ท่านประธานครับ เท่าที่ผมทราบขณะนี้ประเทศไทยของเราได้มีการลงนามในเรื่องเกี่ยวกับ การเก็บภาษีซ้อนไปแล้ว ๕๘ ประเทศ คําถามครับท่านประธานที่รัฐบาลควรจะต้องตอบ อาจจะไม่ต้องตอบวันนี้ เพราะผมคิดว่าท่านคงจะตอบไม่ได้ แต่ท่านกลับไปทําการบ้านของท่านสักเดือนหนึ่ง แล้วกลับมาบอกรัฐสภาว่า ๕๘ ประเทศที่ท่านทําไปแล้วนั้นมีผลดี ผลเสียอะไรบ้าง ถ้าท่าน มาบอกกับเราว่าผลเสียเรามีอย่างนี้ จุดอ่อนของเรามี ๑ ๒ ๓ เช่นเรายังไม่มีข้อมูลพื้นฐาน เกี่ยวกับประเทศเหล่านี้ นักธุรกิจของเรายังไม่สนใจในประเทศเหล่านี้ นักวิชาการของเรา ยังไม่มีความรู้ที่จะสนับสนุนนักธุรกิจในเรื่องเหล่านี้ เป็นต้น ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็จะได้ช่วยกัน ให้มหาวิทยาลัยจัดทีม จัดคณาจารย์เข้ามาศึกษาวิจัยเตรียมข้อมูลพื้นฐานในประเทศเหล่านั้น และที่สําคัญก็คือเพื่อให้กับบริษัทเอกชนต่าง ๆ ได้รับประโยชน์ในเรื่องดังกล่าว ผมคิดว่า การศึกษาในลักษณะของการประเมินผลจากประเทศที่เราได้ลงนามไปแล้ว ๕๘ ประเทศ จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และจําเป็น ในทางกลับกันถ้าเราพบว่าที่เราทําไปแล้ว ๕๘ ประเทศนั้น มีผลดีอย่างไรบ้าง เช่นช่วยทําให้การเคลื่อนย้ายของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานทักษะสูง หรือแรงงานทางวิชาชีพที่สามารถจะยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนของการไปให้บริการทางวิชาชีพ ในประเทศเหล่านั้นได้ จึงทําให้เกิดการเพิ่มของการไหลของแรงงานระดับสูงระหว่างประเทศไทย กับประเทศดังกล่าว ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็จะได้บอกว่านี่คือประโยชน์ของการไปทําภาษีซ้อน ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็จะได้กลับมาดูยุทธศาสตร์ที่ผมได้พูดไปในตอนต้นแล้ว อย่างเช่น ในแอฟริกาเรามีอยู่ที่ประเทศใดบ้าง ในตะวันออกกลางเรามีอยู่ในประเทศใดบ้าง เมื่อพูดถึง แอฟริกา ผมขออนุญาตท่านประธานย้อนกลับไปนิดหนึ่งเพราะนึกขึ้นมาได้ ขออนุญาตเรียน ไปยังท่านรัฐมนตรี ประเทศในแอฟริกาอีก ๒ ประเทศที่เราไปเยือนแล้วมีศักยภาพอย่างยิ่ง ไม่นับเซาท์แอฟริกา (South Africa) หรือแอฟริกาใต้ คือประเทศนามีเบียกับประเทศบอตสวานา ท่านประธานครับ ประเทศนามีเบียเป็นประเทศที่มีกระแสน้ําอุ่นกับกระแสน้ําเย็นมาพบกัน และมีการประมงที่ชุกชุมมาก และยิ่งไปกว่านั้นการประมงเหล่านี้ยังเป็นเรื่องใหม่มาก ของประเทศนามีเบีย รัฐบาลนามีเบียได้บอกกับคณะของเราว่าอยากเห็นเรือประมง ของประเทศไทย บริษัทของประเทศไทยเข้าไปดําเนินการจับปลาในน่านน้ําของนามีเบีย เป็นต้น และยิ่งไปกว่านั้นประเทศนามีเบียมีสถานะทางธรณีวิทยาที่สําคัญมาก คือมีแม่น้ําจืด ที่อยู่ใต้ทะเลทรายลึกลงไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น แล้วก็แม่น้ําที่อยู่ใต้พิภพนี้ได้ไหลลง สู่มหาสมุทรแอตแลนติก ในส่วนนี้เป็นแหล่งของการวิจัยประมงน้ําจืดและน้ําเค็มที่ยิ่งใหญ่มาก ผมไปดูในสถานีวิจัยประมงของประเทศนามีเบียไม่มีนักวิจัยอยู่ที่นั่นเลย และคณาจารย์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็ได้กลับมาศึกษา แล้วก็เตรียมการที่จะส่งนักวิจัยทางด้านประมงไปอยู่ที่นั่น ไปทําวิจัยที่นั่น อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในความหมายที่ผมยกตัวอย่างนี้ เพื่อต้องการบอกกับท่านประธานว่าคนที่เขา รู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องของประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ในประเทศไทยยังมีอยู่อีกมาก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัย จึงอยากจะขอให้ท่านประธานได้กรุณานําเรียนไปยังรัฐบาลว่า เราน่าจะหันหน้าไปหามหาวิทยาลัยแล้วก็ทบทวน แล้วก็พยายามใช้องค์ความรู้และบุคลากร ที่มีศักยภาพในทางวิชาการเหล่านั้นเข้ามาช่วยทํา เพื่อให้ข้อตกลงในเรื่องภาษีซ้อนของเรา เป็นประโยชน์ต่อไป ท่านประธานครับ จากภาพในเชิงยุทธศาสตร์และตัวอย่างของประเทศ ที่ผมได้อธิบายให้เห็นภาพอย่างชัดเจนแล้ว ผมคิดว่าเราน่าจะกลับมาทบทวน ๑๑ ประเทศนี้ ที่เราจะทําว่าเราควรจะต้องเตรียมการอย่างไรบ้าง เพื่อให้ได้ประโยชน์
ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากพูดถึงก็คือเราจะเตรียมตัวคนของประเทศไทย อย่างไร เมื่อเรามีการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนแล้ว ผมขออนุญาตตั้งประเด็นไปยังรัฐบาล ผ่านท่านประธานนะครับว่า
ในประการที่ ๑ เราจะเตรียมส่วนราชการของเราที่เกี่ยวข้องอย่างไร ไม่ว่า จะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม บีโอไอ (BOI) กระทรวงการคลัง แม้กระทั่ง กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ใช่ว่ากรอบการเจรจาตรงนี้ผ่านไปแล้ว แต่ปรากฏว่ากระทรวง ทั้ง ๔ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ทําอะไรเลย แล้วเมื่อตกลงแล้ว จบแล้วก็คือจบกันไป และไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ผมคิดว่าตรงนั้นคงจะไม่ใช่เจตนาหรือความตั้งใจของรัฐสภาแห่งนี้ ที่อยากจะเห็นให้เกิดขึ้น มีประเด็นที่มากมายที่ส่วนราชการของเราที่อยู่ต่างกระทรวง แต่ความเข้าใจต่อนโยบายหรือยุทธศาสตร์ในระหว่างประเทศไม่ตรงกัน และที่สําคัญก็คือทําให้เมื่อไปถึงการปฏิบัติแล้วมีปัญหา ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ การขนสินค้าผ่านแดนในขณะที่กระทรวงพาณิชย์ต้องการที่จะให้เกิดขึ้น แต่ปรากฏว่า หน่วยงานทางด้านความมั่นคงกลับมองว่าตรงนี้เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นการอนุญาตรถยนต์ ที่จะให้วิ่งข้ามแดนนั้นหน่วยงานหนึ่งอนุญาต แต่อีกหน่วยงานหนึ่งไม่อนุญาต ขณะนี้เท่าที่ ผมทราบต้องใช้เวลานับปี ๆ ที่จะแก้ไขเรื่องเหล่านี้ ประเด็นที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็เป็นเพราะว่า เราเตรียมการไม่พร้อม เราคิดว่าเราออกกฎหมายแล้วทุกอย่างจะจบ ความจริงแล้วไม่ได้ เป็นอย่างนั้นเลยครับ ผมจะขออนุญาตไม่พูดถึงส่วนราชการนี้อีกเพราะมีเรื่องอีกเยอะมาก แต่ผมอยากจะขอพูดเรื่องเกี่ยวกับภาคเอกชน ท่านประธานครับ ภาคเอกชนคือกลุ่มบุคคล ที่จะได้ประโยชน์จริงจากการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว จากข้อตกลงเหล่านี้คําถามก็คือ บริษัทเอกชนของเราที่ทําธุรกิจกับประเทศ ๑๑ ประเทศเหล่านี้เป็นอย่างไร เราทราบแล้ว หรือยัง เราทราบไหมครับว่าเรามีการลงทุนในประเทศโมร็อกโกเท่าไร เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิก ได้บอกแล้วว่ามีน้อยมาก ถ้าเราเข้าใจแค่นี้เราก็จะบอกว่าถ้าอย่างนั้นจะไปทําประเทศโมร็อกโก ทําไม แต่ท่านประธานครับ ประเทศโมร็อกโกเป็นประเทศที่มีแร่โพแทช (Potash) หรือ โพแทสเซียมมากที่สุดในโลก แล้วก็แร่โพแทชนี้เป็นแร่ธาตุที่จําเป็นอย่างยิ่งต่อการทําปุ๋ย และประเทศไทยของเราก็มีความต้องการในการที่จะใช้ปุ๋ย เหมืองแร่โพแทชในภาคตะวันออก เราไม่สามารถทําได้และชะลอมาจนถึงวันนี้ก็เพราะปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ว่า ความต้องการใช้ปุ๋ยของประเทศไทยยังคงมีอยู่นะครับ คําถามก็คือว่าผู้ที่รับผิดชอบในเรื่อง ของการทําภาษีซ้อนนี้ทําไมจึงไม่บอกกับบีโอไอ ไม่บอกกับภาคเอกชนว่าเรากําลังจะทํา เรื่องการยกเว้นภาษีซ้อน เพราะฉะนั้นขอให้ท่านเตรียมการที่จะไปลงทุนในเรื่องแร่โพแทช ที่ประเทศโมร็อกโกอย่างนี้เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นประเทศโมร็อกโกยังมีแร่ธาตุอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นยูเรเนียม แม้กระทั่งเพชรที่ค้นพบเมื่อไม่นานมานี้เอง สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่าง ที่จะบอกว่าภาคเอกชนของเราเมื่อเขาไม่ทราบ ไม่มีใครไปบอกและไม่มีใครไปช่วยเขาที่จะ นําไปใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเหล่านี้ สุดท้ายข้อตกลงเหล่านี้ก็เป็นแต่เพียงกระดาษ ที่ลงนามร่วมกันแต่ไม่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจในเรื่องของการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ตามที่เราได้ตั้งใจไว้ ประการสําคัญคือประชาชนครับ วันนี้เรารู้กันอยู่แล้วว่าการค้า การเมือง ระหว่างประเทศ การลงทุนระหว่างประเทศไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือเอกชน ต่อเอกชน แต่เป็นเรื่องของประชาชนต่อประชาชนด้วย ท่านประธานทราบไหมครับว่า การลงทุนและการค้าของหลายประเทศไม่สามารถเดินต่อไปได้เพราะได้รับการคัดค้าน จากประชาชนในประเทศเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้ทําให้เกิดคําถาม ยกตัวอย่างเช่นประเทศซิมบับเว ที่ท่านพูดถึง คําถามก็คือว่าประชาชนคนไทยมีความรู้สึกอย่างไรกับประเทศซิมบับเว ท่านกําลังส่งเสริมให้เกิดการค้า การลงทุน ผมถามว่าถ้าเกิดสําเร็จนักธุรกิจจากประเทศซิมบับเว มาลงทุนในประเทศไทย มาค้าขายในประเทศไทยแล้วประชาชนคนไทยของเราบอกว่า ไม่ต้องการ แล้วก็คัดค้านเพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศซิมบับเว เป็นต้น คําถามก็คือว่าเราเตรียมตัวประชาชนของเราอย่างไรเพื่อที่จะทําให้เราได้ประโยชน์ ในเรื่องเหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับท่านประธาน ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ ที่เราไม่ควรจะปล่อยผ่านโดยที่เราไม่ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าว ผมขออนุญาต ลงไปสู่ประเด็นที่ลึกลงไปอีกครับท่านประธาน ประเด็นที่สําคัญก็คือว่าใน ๑๑ ประเทศ เหล่านี้มันมีข้อมูลพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวที่เอกชน และประชาชนจะได้ประโยชน์ ผมขออนุญาตหยิบเพียงบางประเด็นนะครับ ขอความกรุณา ท่านรัฐมนตรีจดด้วยจะได้นําไปทบทวนอีกครั้งหนึ่ง
ในประเด็นที่ ๑ ค่าแรงครับ ค่าแรงขั้นต่ําผมอยากจะถามว่า ๑๑ ประเทศนี้ ค่าแรงขั้นต่ําเท่าไรครับ เป็นไปตาม ๓๐๐ บาท เหมือนกับประเทศไทยหรือเปล่าครับ แล้วก็ ๓๐๐ บาท จ่ายจริงหรือเปล่าครับท่านประธาน อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่านักลงทุน จากต่างประเทศที่มาประเทศไทยตามกฎหมายเราบอกว่า ๓๐๐ บาท แต่เวลาถึงจริง ๆ ไม่จ่ายจริงเขาจะเข้าใจเราอย่างไร ในทางกลับกันค่าแรงของเขากี่เหรียญสหรัฐเขาจ่ายจริง หรือเปล่าครับ เขาทําเหมือนกับประเทศไทยหรือเปล่าครับ สิ่งเหล่านี้เราจะต้องมีคําตอบ แล้วก็บอกว่าเป็นอย่างไร
ประการที่ ๒ ทักษะของคนงานเป็นอย่างไร ท่านประธานครับ เราทราบดีอยู่ว่า เราจะไปลงทุนในประเทศใด คําถามง่าย ๆ ก็คือเรามีคนงานไหมครับ และคนงานมีทักษะ ที่จะทํางานได้ไหมตามธุรกิจที่เราไปลงทุน ถ้าไม่มี หาคนไม่ได้ก็เปล่าประโยชน์ละครับ เพราะฉะนั้นข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้หน่วยราชการของไทยของเราได้เตรียมการไว้อย่างไรบ้าง
ประการที่ ๓ กฎหมายเกี่ยวกับภาษีต่าง ๆ ไม่ใช่แต่เพียงว่าเราไม่เก็บภาษีซ้อน เท่านั้น เขามีภาษีอะไรบ้าง มีภาษีวีเอที (VAT) หรือไม่ คอร์เพอเรท แทคซ์ (Corporate tax) ภาษีนิติบุคคลเขาเป็นเท่าไร ภาษีบุคคลธรรมดาเขาเป็นเท่าไรครับ สิ่งเหล่านี้เราจะต้องให้ ความรู้กับภาคเอกชนของเรา ไม่ใช่บอกกับภาคเอกชนว่าถ้าท่านอยากไปลงทุนท่านก็ต้องไป ศึกษาเอาเอง ตรงนั้นเราคงจะพูดไม่ได้นะครับ
ประการที่ ๓ ทรัพยากรธรรมชาติเขามีอะไรบ้างครับ แล้วก็เงื่อนไขเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไรบ้างครับ ถ้าเราจะต้องไปลงทุน เราต้องเตรียมการอะไรบ้างครับ ยกตัวอย่างเช่นท่านเสนอว่าเราจะต้องไปลงทุนกับประเทศโมร็อกโก เรามีกฎหมายยกเว้น การลงทุน ท่านอย่าตอบผมนะครับว่าประเทศโมร็อกโกเราไม่อยากให้ไปลงทุนหรอก แต่เราต้องเซ็นเรื่องยกเว้นเรื่องภาษี เพราะว่าบังเอิญมีรัฐมนตรีไปเยือนก็เลยต้องเซ็นกัน ผมเชื่อว่าคงไม่ใช่คําตอบแบบนั้นแน่ ถ้าคําตอบบอกว่าเราจะไปลงทุนกับประเทศโมร็อกโก ผมตั้งคําถามว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับเรื่องโปแทชของประเทศโมร็อกโกเป็นอย่างไร เพราะเรารู้อยู่ว่าการขุดแร่โปแทชนั้นจะไปนํามาซึ่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ถ้าเราไม่รู้ กฎหมายสิ่งแวดล้อมของประเทศโมร็อกโกเป็นอย่างไร แล้วปล่อยให้นักธุรกิจไทยของเรา ไปลงทุนที่นั่น สุดท้ายปุ๋ยของบริษัทไทยที่มาจากประเทศโมร็อกโกก็ขายไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าขัดกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่องค์กรระหว่างประเทศได้กําหนดไว้อย่างนี้เป็นต้น และที่สําคัญท่านประธานครับ ระบบการเงินของประเทศเหล่านั้นเป็นอย่างไร คําถามง่าย ๆ เงินประจําชาติของเขามีเสถียรภาพเพียงใดครับ ในรอบ ๕ ปีที่ผ่านมาอัตราแลกเปลี่ยนของ เงินเหล่านั้นกับเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินที่ใช้ในด้านการค้าระหว่างประเทศนั้นเป็นอย่างไรครับ แล้วเงินเหล่านั้นอัตราแลกเปลี่ยนกับประเทศไทยเราแลกกันโดยตรงได้หรือไม่ครับ แลกไม่ได้ ในหลายประเทศ ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะบอกกับนักธุรกิจของเราอย่างไรว่าเวลาไปลงทุนกับ ประเทศนี้ ท่านต้องเตรียมการโครงสร้างเกี่ยวกับเรื่องของระบบการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไร ท่านจะต้องบวกตรงนี้เข้าไปอีกกี่เปอร์เซ็นต์จึงจะเป็นต้นทุนของท่าน สิ่งเหล่านี้เป็น ปัญหาทั้งสิ้น และที่สําคัญเงินสกุลต่าง ๆ ของประเทศเหล่านี้มีเสถียรภาพอย่างไรบ้าง ถ้าเงินแกว่งขึ้นแกว่งลงนะครับ ต้นปีถึงปลายปีมีวงจรของการแกว่งนี้ ๔ รอบ รอบที่มีการ เปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่งประมาณ ๑๕ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมถามว่าภาษีซ้อนที่ท่านเซ็นไปนั้น จะให้ใครไปลงทุนได้บ้างครับ ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนแกว่งร้อยละ ๒๐ ๔ ครั้งต่อปี อย่างนี้เป็นต้น จากตัวอย่างที่ผมยกนี้ ผมต้องการจะบอกกับท่านประธานในประเด็นที่สําคัญ ก็คือว่ารัฐบาลของเราจะเตรียมข้อมูลเหล่านี้อย่างไรครับ ถ้าถามว่าให้กระทรวงพาณิชย์ เตรียมได้ไหม ให้กระทรวงการคลังเตรียมได้ไหม ให้กระทรวงการต่างประเทศเตรียมได้ไหม ให้กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมได้ไหม แม้กระทั่งบีโอไอเตรียมได้หรือไม่ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ผมไม่มั่นใจครับ ตรงนี้ผมอยากจะขออนุญาตฝากกับท่านประธานว่า ขอให้กลับไปคิดถึงมหาวิทยาลัย วันนี้มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งมากที่ได้มีฐานข้อมูลเหล่านี้ มากกว่าที่รัฐบาลทราบเยอะมาก ขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีข้อมูล ในเรื่องเหล่านี้ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผมได้เรียนไปแล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้มอบหมายให้ผมไปที่แอฟริกาและตะวันออกกลาง ในประเทศเหล่านี้เรามีข้อมูลอยู่มาก พอสมควรนะครับ ท่านกรุณามาใช้บริการของเราสิครับ แล้วเราจะได้ช่วยให้ท่านทํางานได้ เร็วขึ้นอย่างนี้เป็นต้น ที่สําคัญคืออะไรครับท่านประธาน ที่เราต้องมีระบบฐานข้อมูลเหล่านี้ ก็เพราะว่าถ้าเราไม่มีบริษัทเอกชนที่จะได้ประโยชน์จะต้องเป็นเฉพาะบริษัทใหญ่เท่านั้น ประสบการณ์ที่เราเห็นชัดเจนตอนผมเดินทางไปแอฟริกานะครับ มีบริษัทไทยที่ไปลงทุน ในต่างประเทศ มีครับแต่มีอยู่ประมาณ ๒ บริษัท แล้วบริษัทเหล่านั้นเป็นบริษัทขนาดใหญ่ พอลงไปในรายละเอียดก่อนที่จะเตรียมการจะต้องใช้เงินลงทุนเพื่อศึกษาฐานข้อมูลเหล่านี้ รู้จักกับประชาชน ลูกค้า และระบบราชการของประเทศนั้นใช้เงินไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ในการเตรียมการ และใช้เวลาอยู่ ๒ ปีเต็มครับ คําถามก็คือว่าบริษัทเอสเอ็มอี (SME) ขนาดย่อม ขนาดกลาง ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่ ของประเทศจะได้มีโอกาสได้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษีซ้อนเหล่านี้หรือไม่ อย่างไร ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาลครับว่ากรุณาอย่าคิดถึงเฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ เท่านั้น เอสเอ็มอีของเราที่น้ําท่วมแล้ววันนี้ก็ยังไม่ฟื้น เวลาท่านคิดจะช่วยแก้ไขปัญหา ท่านอย่าคิดถึงบริษัทใหญ่แต่เพียงอย่างเดียว กรุณาช่วยแก้บริษัทเอสเอ็มอีด้วย เพราะบริษัท เอสเอ็มอีวันนี้น้ําท่วม ยังไม่ฟื้นเลยครับท่านประธาน และในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีความรู้สึกว่า ปีนี้จะท่วมอีกหรือไม่ และเอสเอ็มอีที่ผมไปพบเขาบอกว่าถ้าท่วมปีนี้อีกทีหนึ่งก็จอดแล้วครับ ไม่ต้องทําอะไรอีกแล้ว ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องอยู่ในความคิดและทัศนคติของ รัฐบาลว่าทําอะไรก็ตามขอให้คิดถึงบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางด้วย อย่าคิดเฉพาะ แต่เพียงนโยบายใหญ่ ๆ บริษัทใหญ่ ๆ แต่เพียงอย่างเดียวครับ ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ มีระบบ ฐานข้อมูลแบบนี้ ใช้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานเปิดกว้าง ผมขออนุญาตท่านประธาน กราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรีกรุณาช่วยบอกท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการด้วยครับ ขอให้เขารู้จักศักยภาพของมหาวิทยาลัยด้วย เขาไม่เข้าใจมหาวิทยาลัยถึงแม้จะเคยเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัย ขอให้ท่านได้ใช้และรู้จักศักยภาพของมหาวิทยาลัย แล้วก็นํามหาวิทยาลัย ของเราออกมาทําประโยชน์กับประเทศชาติเหมือนกับที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ทํามา โดยตลอด สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญครับ
ประเด็นสุดท้ายครับ ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรี ด้วยความเคารพจริง ๆ ถ้าท่านฟังการอภิปรายของผมตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนี้ ผมไม่เคย วิพากษ์วิจารณ์ในทางที่เสียหายเลย ผมพยายามจะทําให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะว่าพวกผมที่เป็น ส.ส. ฝ่ายค้านก็ตาม เราก็รักประเทศชาติเหมือนกัน เราอยากเห็น ประเทศชาติของเราเติบโต เราอยากเห็นประเทศชาติของเราเดินหน้าเช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเถอะครับ ท่านกรุณาไปทํารายงานประเมินผลหรือที่เรียกว่า อิแวลูเอชัน รีเซิร์ช สทัดดี (Evaluation Research Study) ใน ๕๘ ประเทศที่เราไปทําครับ เพื่อที่เราจะได้กลับไปทบทวนว่าเราทําไปแล้วใน ๕๘ ประเทศมันเกิดอะไรขึ้นบ้างครับ มันมีประโยชน์ในเรื่องอะไรบ้าง มันมีจุดอ่อนในเรื่องอะไรบ้าง มีเรื่องอะไรบ้างที่เราจะต้อง ปรับปรุง และปรับปรุงที่ส่วนไหน ปรับปรุงที่ส่วนราชการส่วนใด ปรับปรุงที่ภาคเอกชนตรงไหน ปรับปรุงที่ประชาชนของเราตรงไหน แม้กระทั่งปรับปรุงในเรื่องของนโยบายและยุทธศาสตร์ ของประเทศชาติของเราอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญทั้งสิ้น ผมคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้ คงจะไม่อยากเห็นการรับรองกรอบการเจรจาในเรื่องการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนในลักษณะ ที่นําเสนอแบบนี้ ผมเชื่อว่าถ้าท่านรัฐมนตรีได้นําเสนอในความหมายในหัวข้อในกรอบที่ผมได้ อภิปรายไป ผมเชื่อว่าการอภิปรายในเรื่องภาษีซ้อนนี้จะเป็นการอภิปรายที่เป็นประโยชน์มาก แล้วก็เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งกับสมาชิกรัฐสภาแล้วก็กับพี่น้องประชาชน ตรงนี้เป็นตัวอย่าง ถ้าท่านอธิบายอย่างที่ผมอธิบายแล้วตอบเป็นเนื้อหาสาระว่าอะไรเกิดขึ้นกับที่ปาปัวนิวกีนี ยุทธศาสตร์เราเป็นแบบนี้ การค้าการลงทุนเราเป็นแบบนี้ มีบริษัทของเราไปทําแล้วอย่างนี้ มีปัญหาแบบนี้เราจึงต้องทําแบบนี้ และยุทธศาสตร์เราจะเดินอย่างนี้ต่อไปเราจะรุกด้วย การท่องเที่ยวต่อไปอย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว ขอให้รัฐบาล เปิดใจกว้าง ยอมรับฟังแล้วก็ใช้ประโยชน์ แล้วก็นําผลของการศึกษาในเชิงประเมินผล จากประเทศที่ทําไปแล้ว แล้วกลับมารายงานกับรัฐสภาแห่งนี้ ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่กับสภาแต่กับประเทศชาติโดยส่วนรวม และที่สําคัญก็คือสมาชิกรัฐสภาก็จะได้สามารถ ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขออนุญาตย้ํา เพื่อบอกไปยังท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ทุกคนรักประเทศไทย ทุกคนอยากเห็นประเทศไทยเดินหน้า ทุกคนอยากเห็นประเทศไทยประสบความสําเร็จ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาครับ ผมหวังว่าท่านรัฐมนตรีคงจะรับฟังข้อเสนอในเชิงสร้างสรรค์ แล้วไม่ได้คิดเป็นเกมการเมืองแต่อย่างใด เพราะว่าการเมืองที่เราเล่นกันนั้นมันมากเกิน พอแล้ว เราต้องการที่จะให้ประเทศชาติของเราเดินหน้าแล้วเราช่วยกัน ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ