นคร มาฉิม หารือเรื่องการอนุมัติอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศที่อาจกระทบต่อประเทศไทย และเรียกร้องการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย นคร มาฐิม ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการค้นคว้าและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศ นคร มาฐิม จึงเรียกร้องให้มีการทำข้อตกลงระหว่างประเทศที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากอนุสัญญา หรือความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และความตกลงและอนุสัญญาที่ยังไม่ได้ มีผลบังคับ จํานวน ๑๐ ฉบับที่ทางรัฐบาลได้เสนอเพื่อขอความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ท่านประธานที่เคารพ เป็นความสําคัญ อย่างยิ่งยวดที่ความผูกพันใด ๆ ที่จะมีผลบังคับและผูกพันระหว่างรัฐไทยกับประเทศอื่น ๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนปวงชนชาวไทยแล้วก็ปกป้อง รักษาผลประโยชน์ให้กับชาติไทยและประชาชนทั้งประเทศ แน่นอนครับ เจตนารมณ์ ของมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้นกําหนดไว้เพื่อที่จะ คุ้มครองสิทธิหรือประโยชน์ หรือปกป้องไม่ให้รัฐไทย หรือประเทศ หรือคนไทยได้รับ ผลกระทบ หรือได้รับความเสียหายใด ๆ ที่รัฐบาลไทยจะไปทําข้อตกลงหรือผูกพันระหว่าง รัฐไทยกับประเทศอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแล้วรัฐสามารถที่จะดําเนินการเพื่อที่จะให้ ประเทศของเราผูกมัดเป็นไปตามข้อตกลงหรือพันธกรณี หรืออนุสัญญาใด ๆ ที่มีขึ้นได้ ถ้าเกิดว่าการพิจารณานั้นเป็นไปอย่างครบถ้วน รอบด้าน แล้วก็ส่งผลให้เกิดประโยชน์กับ ทั้ง ๒ ฝ่ายที่เป็นคู่สัญญาต่อกัน หรือว่าเป็นภาคีต่อกัน แต่กฎหมายหลายฉบับตามที่ ทางรัฐบาลได้เสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในครั้งนี้อาจจะได้รับผลกระทบ หรือเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องส่งผลให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคู่ค้าและภาครัฐ รวมไปถึง ภาคเอกชนที่จะต้องไปทํานิติกรรม ทําสัญญา ทําธุรกิจทางการค้าจะต้องได้รับผลกระทบ ท่านประธานที่เคารพครับ มีกฎหมายหลายฉบับที่เราจําเป็นที่จะต้องปรับปรุง อนุวัต หรือแก้ไขเพิ่มเติมถ้าเกิดว่าอนุสัญญา การเจรจา การผูกมัดระหว่างประเทศของเรา กับประเทศอื่น ๆ ที่เสนอมานี้ผ่านความเห็นชอบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประมวลรัษฎากร ซึ่งถือว่า เป็นหลักในการเก็บภาษีหรือรายได้ของประเทศ รวมไปถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่นพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีรัษฎากร พระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๖๓) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๙ รวมไปถึงกฎหมายที่สําคัญอีก ๒ ฉบับ ซึ่งกระทบต่อประเทศ แล้วก็ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ก็คือพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ แล้วก็พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กระทบต่อทิศทาง หรือนโยบาย หรือว่าการบริหารจัดการด้านพลังงาน ด้านปิโตรเลียมหรือความมั่นคงของ ประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะภาษีเงินได้ปิโตรเลียมแล้วก็พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน ผมขออนุญาตที่จะขยายเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงการเริ่มต้น ทําข้อตกลงในเรื่องอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ ประเทศไทยเราเริ่มทําตั้งแต่ ปี ๒๕๐๗ เป็นต้นมา จนถึงปี ๒๕๔๔ ท่านประธานที่เคารพครับ จนถึงปัจจุบันเรามีแค่เพียง ๕๕ ประเทศ เหตุผลอะไรที่ทําให้ ๑๘๐ ประเทศ หรือ ๒๐๐ ประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทําไมประเทศของเราจึงยังไม่ทําข้อตกลงหรืออนุสัญญาภาษีซ้อนทั้งหมดทั้ง ๒๐๐ ประเทศ ที่เป็นสมาชิกของยูเอ็น (UN) แต่เราเลือกทําตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ จนถึงปัจจุบันเพียง ๕๕ ประเทศ ก็เพราะหลักคิดที่ว่า
อันที่ ๑ เราจะต้องคํานึงถึงกฎข้อตกลงใด ๆ ระหว่างประเทศไทยกับสหประชาชาติ หรือยูเอ็น
อันที่ ๒ ประเทศไทยจะต้องคํานึงถึงประเทศที่จะมาทําอนุสัญญาหรือเป็นภาคี หรือว่าทําข้อตกลงใด ๆ จะต้องให้ประเทศนั้น ๆ ให้เกียรติแล้วก็เคารพต่อกันและกัน ที่สําคัญประเทศของเราจะต้องรู้ตื้นลึกหนาบางของประเทศคู่สัญญาอย่างดี อย่างละเอียด อย่างถ่องแท้ว่าประเทศใดก็แล้วแต่ ถ้าเกิดว่ามีการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน ประเทศใดก็แล้วแต่ ถ้าเกิดว่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือประเทศใดก็แล้วแต่ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการค้า ที่ไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะเราจะต้องร่วมมือกันต่อต้าน นั่นก็คือการค้ายาเสพติดหรือว่า สิ่งผิดกฎหมาย หรือว่าถูกประเทศต่าง ๆ ได้ขึ้นแบล็กลิสท์ไว้ ประเทศควรที่จะคํานึงเพื่อที่จะ ไม่ให้รัฐของเราจะต้องผูกโยงไปกับประเทศที่อาจจะถูกกล่าวหาจากสากลได้ว่ามีประวัติ โปร่งใสมากน้อยแค่ไหน อยู่ในแบล็กลิสท์อย่างไรหรือไม่ แล้วก็อาจจะทําความเสียหาย ให้เกิดขึ้นกับประเทศของเรา หรือว่าภาพลักษณ์ หรือว่าภาพพจน์ของประเทศได้ อันนี้ก็คือ สิ่งที่รัฐสภาจะต้องคํานึงแล้วก็ให้การพิจารณาอย่างรอบด้านทุกระดับเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ในทางข้อมูล แล้วเราจะได้สบายใจว่าเวลารัฐไทยไปผูกพันกับประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นแล้ว จะไม่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทยที่เป็นไปในทางลบหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ของประเทศได้ อันนี้ก็คือสิ่งที่ควรคํานึง บางประเทศที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปราย ไปก่อนหน้านี้ผมจะไม่ได้ย้อนถึง แต่ว่ารายละเอียดเท่าที่มีอยู่ที่รัฐบาลเสนอต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ ไม่มีรายละเอียดเพียงพอเลย ท่านบอกแต่เพียงว่าเรามีความจําเป็นที่จะต้องทําการตกลงในเรื่องของการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวข้องจากภาษีเก็บจากเงินได้ แล้วก็ รายละเอียดไม่มีที่มาที่ไปเท่าที่ควร นอกจากท่านจะบอกว่ามีหลักสากลเป็นอย่างไร คําแปล ในข้อตกลงเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้วรายละเอียดที่จะนํามาสู่การตัดสินใจว่าเราจะยอมตกลงผูกพันโดยผ่านกลไก ของรัฐสภาตามกฎหมายสูงสุดหรือไม่ รัฐบาลไม่ได้เสนอมา หรือว่าฝ่ายรัฐบาลโดยหน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องไปเจรจา ไปตกลงอย่างไรกับประเทศต่าง ๆ ท่านก็ไม่นํารายละเอียดเสนอต่อ ที่ประชุมของรัฐสภา เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ แน่นอนครับ หลายประเทศผมเห็นด้วยว่า ควรที่จะต้องทําข้อตกลงเพื่อความคล่องตัวแล้วก็เพื่อสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน แต่ว่า บางประเทศผมเองยังมีข้อสงสัยอยู่ ยังมีข้อเคลือบแคลงอยู่ ท่านพอที่จะนําเอาบางประเทศ ไปพิจารณาทบทวนแล้วก็เสนอทุกแง่มุมให้กับสมาชิกรัฐสภาได้พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะลงมติให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ความเห็นชอบได้หรือไม่ ก็ขอถือโอกาสนี้นําเรียน ต่อท่านประธานรัฐสภา กราบขอบพระคุณครับ