รสนา โตสิตระกูล อภิปรายเรื่องการเจรจาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาขององค์การการค้าโลก และการเจรจาเอฟทีเอ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเรียกร้องให้รัฐมนตรีกรอบการเจรจาให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียประโยชน์
ขอบคุณค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันใคร่ขออภิปรายในกรอบการเจรจาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับองค์การการค้าโลกนะคะ ซึ่งดิฉันเองก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปราย ไปก่อนหน้านี้ว่ากรอบการเจรจาที่ได้มีการเสนอมานั้นก็ไม่มีรายละเอียดเท่าไร แล้วก็ดูเสมือน จะเป็นการตีเช็คเปล่าให้กับทางคณะผู้เจรจา ทีนี้ดิฉันเห็นว่าในกรอบการเจรจาโดยส่วนใหญ่ ขององค์การการค้าโลกนั้นเป็นการเจรจารอบ ๆ โดยเฉพาะการเจรจารอบโดฮา ในปี ๒๕๔๔ แล้วหลังจากนั้นก็ปรากฏว่ามีความขัดแย้งกันมาก เนื่องจากประเด็นในเรื่องของผลประโยชน์ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศ ที่กำลังพัฒนานั้นขัดแย้งกันอย่างมาก จึงทำให้เกิดประเด็นในลักษณะของการไปเจรจา ในรูปแบบของทวิภาคีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในประเด็นของการเจรจาทวิภาคีนั้น โดยส่วนใหญ่แล้ว ประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะกำหนดมาตรฐานหลายอย่างที่ทำให้ตัวเองได้ประโยชน์มากกว่า ประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่เสมอนะคะ ซึ่งข้อตกลงที่เหนือกว่านั้นที่เขาเรียกกันว่า ทริปส์พลัส (TRIPs Plus) คือเหนือกว่าสิ่งที่เคยตกลงกันในการตกลงของดับบลิวทีโอ
ทีนี้ในประเด็นตรงจุดนี้ยกตัวอย่างในกรณีของการเจรจาเอฟทีเอ ระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกาเองเคยเสนอเรียกร้องประเทศไทยว่า ให้มีการผูกขาดข้อมูลทางยานะคะ ซึ่งเราเรียกว่า ดีอี (DE) หรือว่า ดาต้า เอ็กคลูซิวิตี้ (Data Exclusivity) อันนี้ก็จะสร้างปัญหาให้กับการสาธารณสุขของประเทศไทยค่อนข้างมาก เพราะว่ามันจะเป็นการกีดกัน การแข่งขันทางการค้าของยาสามัญ ซึ่งทางประเทศสหรัฐอเมริกา เคยเรียกร้องว่าขอให้มีลักษณะที่เรียกว่าการผูกขาดข้อมูลยาเพิ่มขึ้นจากสิทธิบัตรยา ซึ่งโดยปกติแล้วสิทธิบัตรยานั้นก็ได้รับการคุ้มครองอยู่แล้ว ๒๐ ปี การเรียกร้องให้มี การผูกขาดข้อมูลยาเพิ่มขึ้นเป็นตั้งแต่ ๕-๑๓ ปีนั้น ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหากับประเทศไทย โดยเฉพาะนักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับประเด็นนี้ได้ทำข้อมูลขึ้นมาว่าถ้าหากว่าประเทศไทย ยอมที่จะทำข้อตกลงในการที่จะมีการผูกขาดข้อมูลทางยาเพิ่มขึ้น ๕-๑๓ ปี จะส่งผลกระทบ ต่อราคายาที่จะเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ในประเทศไทย คือถ้าหากว่าเรายอมที่จะให้มี การผูกขาดข้อมูลทางยานอกเหนือจากสิทธิบัตรยา ซึ่งมีการคุ้มครองอยู่แล้ว ๒๐ ปี ถ้าหากว่า เรายอมให้มีการผูกขาดเพิ่มขึ้น ๕ ปี ก็จะทำให้ราคายานั้นจะเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๓ ในอีก ๒๐ ปี ข้างหน้า ถ้าหากผูกขาดเป็นระยะเวลา ๑๓ ปีนั้น ก็จะทำให้ราคายานั้นเพิ่มขึ้นถึง ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้ราคายาของเรานั้นเราจะต้องสูญเสียเงินในเรื่องของยาที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ถ้าหากคิดเป็นตัวเลข เป็นมูลค่า ถ้าหากเราให้มีการผูกขาดข้อมูลยา ๕ ปี ค่าใช้จ่ายด้านยา เราจะเพิ่มขึ้นจากการประเมินถึง ๑๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ถ้าหากว่ามีการยอมให้ผูกขาด เพิ่มขึ้น ๑๐ ปี ค่าใช้จ่ายด้านยาเราจะเพิ่มขึ้นถึง ๓๒๕,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะคะ อันนี้จะทำให้ ส่วนแบ่งตลาดของยาที่จะผลิตภายในประเทศของเรานั้นก็จะลดลงด้วย ซึ่งก็จะมีมูลค่า ตั้งแต่ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาทไปจนถึง ๙๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้เป็นข้อมูลจากงานวิจัย ของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในส่วนนี้เป็นเรื่องที่จะก่อให้เกิดผลเสีย ด้วยเหตุนี้ดิฉันเองอยากตั้งข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีนะคะ ถ้าหากว่า ท่านจะกรุณาบันทึกเอาไว้ว่าในการไปเจรจาตกลงกับใครก็ตามนั้น ต้องขอให้มีสาระสำคัญ ในการกำกับที่ชัดเจนกับคณะเจรจาว่าจะต้องไม่เจรจาในเนื้อหาที่เกินไปกว่าความตกลง การค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาหรือที่เราเรียกกันว่า ความตกลงทริปส์ในปี ๑๙๙๑ หรือปี ๒๕๔๔ เพราะมิเช่นนั้นแล้วถ้าหากว่าทางคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายคณะเจรจา ไปเจรจาตกลงโดยไม่มีกรอบที่ชัดเจนนั้น ดิฉันคิดว่าประเทศไทยจะเสียประโยชน์เพราะว่า ไม่แต่เฉพาะเรื่องยาอย่างเดียว แต่ว่ามันยังมีประเด็นอื่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องของสิทธิบัตร พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ซึ่งเป็นเรื่องของการที่ประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถเข้ามาแย่งชิงทรัพยากร แล้วก่อให้เกิดการผูกขาด ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่เราได้เห็นว่าในการเจรจาการค้าโลกรอบโดฮาแล้วหลังจากนั้นไม่สามารถ เจรจากันได้อีก เพราะว่าการขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์นั้นมหาศาลมาก ระหว่างประเทศ ที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่ เพราะฉะนั้นประเทศไทยนั้นจะต้องระมัดระวัง ในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก และดิฉันเองไม่อยากเห็นการที่รัฐสภาจะอนุมัติกรอบการเจรจา ในลักษณะที่เป็นการตีเช็คเปล่า ซึ่งท่านจะไปเจรจาต่อมิอะไรโดยที่ไม่ได้มีกรอบที่ชัดเจน ดิฉันเองอยากจะขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี อยากจะขอให้ท่าน ได้ช่วยยืนยันว่าการที่ท่านจะไปเจรจานั้น จะต้องไม่เกินจากกรอบที่เราเคยตกลงกันไว้ เมื่อปี ๒๕๔๔ ซึ่งถ้าหากว่าท่านยืนยันอันนี้ได้ดิฉันก็ยินดีที่จะลงมติเห็นชอบด้วย แต่ถ้าหากว่า ท่านไม่สามารถให้ความชัดเจนในส่วนนี้ ดิฉันก็คงไม่สามารถที่จะให้ความเห็นชอบกับ กรอบการเจรจาในหัวข้อนี้ได้ ขอบพระคุณค่ะ