อลงกรณ์ พลบุตร ชี้แจงข้อเสนอผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการไทยชุดที่ ๘ ภายใต้กรอบอาเซียน โดยขอให้รัฐมนตรีชี้แจงรายละเอียด 4 รูปแบบของการค้าบริการ พร้อมทั้งหารือประเด็นการจัดตั้งธุรกิจตามบัญชีข้อผูกพันดังกล่าวและสอบถามความคืบหน้าการลดข้อจำกัดในหมวดบริการ รวมถึงหารือเรื่องความพร้อมรองรับสาขาธุรกิจที่ไม่ใช่วิชาชีพภายใต้ข้อจำกัดเซฟการ์ด และเรียกร้องให้รัฐมนตรีชี้แจงแผนพัฒนาสถาบันธุรกิจเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเสรีอาเซียน อลงกรณ์ พลบุตร ยังได้หารือประเด็นการใช้สิทธิธุรกิจบริการภายใต้ความตกลงเอฟาส โดยแสดงความกังวลต่อการจัดตั้งบริษัทนอกอาเซียนเพื่อใช้เป็นช่องทางเข้าตลาด พร้อมขอสอบถามความคืบหน้ามาตรการ SBO เพื่อป้องกันปัญหาประตูหลัง
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้สิทธิพาดพิงนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าในรายงานที่ทางสภาได้นำเสนอตามที่ท่านรัฐมนตรีได้เสนอข้อเสนอผูกพันเปิดตลาด การค้าบริการของไทยชุดที่ ๘ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียนนั้น ผมเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้มาเสนอขอรัฐสภาในการให้ความเห็นชอบ ข้อเสนอ ผูกพันเปิดตลาด ชุดที่ ๘ เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ และวันนี้ทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ท่านใหม่ก็ได้นำเสนอตารางข้อผูกพันเพื่อที่จะให้ประเทศไทยนั้น ได้ดำเนินการภายใต้ความตกลงเอฟาส เป็นความตกลงการค้าบริการที่ประเทศไทย ได้ดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญภายใต้อาเซียน หรือเออีซี บลูปริ้นท์ ในส่วนนี้ผมไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ เพียงแต่ว่ามีประเด็นที่อยากให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง
ข้อแรก ก็คือว่าในเรื่องการค้าบริการนั้นมันมีอยู่ทั้งหมด ๔ หมวดด้วยกันครับ ก็คือ
ในรูปแบบที่ ๑ ก็คือการบริการข้ามพรมแดนซึ่งเป็นการค้าบริการที่เวลาเรา เจรจาการค้าก็จะรู้กันว่าเป็นการค้าบริการ หมวดที่ ๑
ในรูปแบบที่ ๒ คือการบริโภคในต่างประเทศเราเรียกว่า การค้าบริการ หมวดที่ ๒
ในรูปแบบที่ ๓ คือการจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการเราเรียกว่า การค้าบริการ หมวดที่ ๓
สุดท้ายก็คือในรูปแบบที่ ๔ คือการให้บริการโดยบุคคลธรรมดาหรือการค้าบริการ หมวดที่ ๔
ที่ผมจะถามก็คือในหมวดที่ ๓ เพราะว่าเราได้มีประเด็นที่ไปโยงกับกฎหมายภายใน ก็คือพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจคนต่างด้าว และเราก็มีบัญชี ๑ บัญชี ๒ บัญชี ๓ การจะอนุมัติ ตามความผูกพันในข้อที่ ๘ นั้นสำคัญมาก ผมถือว่าตรงนี้เป็นจุดสำคัญมากสำหรับธุรกิจบริการ ในประเทศไทย หรือว่าการที่เราเปิดให้บริการข้ามพรมแดนทั้งที่เราไปเปิดบริการก็ดี หรือต่างชาติมาเปิดให้บริการ เช่น บริการในเรื่องของโทรคมนาคม การสื่อสารหรือการให้บริการ การปรึกษาด้านอินเทอร์เน็ต หรือว่าเอาท์ซอร์สซิ่ง (Outsourcing) ทั้งหลาย ซึ่งอันนั้นเป็นหมวดที่ ๑ แต่ประเด็นที่เรากังวลกันมากก็คือในเรื่องของการจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งชุดบริการ ชุดที่ ๘ นี้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบวันนี้ในตารางข้อผูกพัน และเราแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการอาเซียน ที่จาการ์ตาได้ทราบก็จะทำให้เกิดความผูกพัน นั่นหมายความว่าธุรกิจของสมาชิกอาเซียนสามารถมาจัดตั้งในประเทศไทยได้ตามตาราง ข้อผูกพัน เช่น สาขาเร่งรัด ๔ สาขา สาขาโลจิสติกส์ อีก ๑ สาขา และที่สำคัญคือจากวันนี้ไป ๒ ปี ๖ เดือน ทุกสาขาคือเมื่อเป็นเออีซีหรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ทุกสาขาจะต้องเปิดทุกสาขา และข้อจำกัดทั้งหลายที่มีอยู่ในทุกสาขาจะต้องลดให้หมดครับ ที่ผมถามท่านรัฐมนตรีก็คือว่า ในส่วนของโมด (Mode) ๓ นี่ครับ
๑. เรื่องการจัดตั้งธุรกิจว่า ในบัญชี ๓ ขณะนี้ได้สอดคล้องต่อในส่วนของ ตารางข้อผูกพันชุดที่ ๘ เอฟาส ชุดที่ ๘ นี่ครับ มากน้อยแค่ไหน แล้วก็มีอะไรที่ติดขัด มีอะไร ที่ทำไม่ได้นะครับ
๒. ก็คือการเตรียมความพร้อมในการรองรับ เพราะว่าสาขาที่ไม่ใช่สาขาวิชาชีพ จะเป็นสาขาซึ่งเราสามารถใช้ข้อจำกัดที่เรียกว่า เซฟการ์ด (Safeguard) ได้ไม่มากนัก ไม่อย่างนั้นเราจะต้องชดเชย หรือไม่อย่างนั้นเราจะถูกตอบโต้ แล้วก็ไม่เป็นผลดีต่อภาพรวม ของอาเซียนในการที่จะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ตรงนี้เราได้มีการเตรียมความพร้อม มากน้อยแค่ไหน ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ตั้งที่เรียกว่า ดีบีดี อะคาเดมี (DBD Academy) นะครับ คือสถาบันพัฒนาธุรกิจไป ๓ สาขาเท่านั้น คือ สาขาโลจิสติกส์ สาขาอีคอมเมิร์ส (e-Commerce) แล้วก็สาขาแฟรนไชส์นะครับ อันนั้นก็เพื่อเตรียมความพร้อม แล้วก็ในส่วน ของเอสเอ็มอีเป็นสำคัญที่แน่นอนจะมีศักยภาพในการแข่งขันค่อนข้างที่จะอ่อนแอกว่าธุรกิจ ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ก็เป็นประเด็นคำถามที่อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเพื่อความมั่นใจ ของรัฐสภาสำหรับการที่เราจะเข้าไปผูกพัน และตรงนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญนะครับ เพราะว่าเราจะต้องให้สาขาธุรกิจที่เราเปิดนั้น อย่างน้อยต่างประเทศจะมาถือหุ้นเป็นหุ้นใหญ่ ในประเทศไทยได้ และโดยเฉพาะสาขาโลจิสติกส์ปีหน้าก็จะต้องให้เขาถือหุ้นได้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ได้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๒ ปี ๖ เดือนนั้นเราต้องเปิดทุกสาขา มีเวลาสั้นมาก ดังนั้นการเพิ่มขีดความสามารถ การพัฒนาผู้ประกอบการของเราและการพัฒนา สถาบันธุรกิจของเราจะต้องทำงานอย่างเร่งรัด อันนี้ก็เป็นในแง่ที่เป็นผลกระทบ
สุดท้ายก็คือเรื่องของการที่ต่างประเทศใช้สิทธิในธุรกิจบริการของเราครับ ก็คือประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกอาเซียนนี่ครับ แต่ว่ามาจัดตั้งธุรกิจ จัดตั้งบริษัทจำกัดนะครับ เช่นไปจัดตั้งในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเขาเปิดโอกาสอย่างเต็มที่ และถือว่าเป็นนิติบุคคลสัญชาติ สิงคโปร์ ซึ่งเท่ากับสามารถใช้สิทธิภายใต้ความตกลงเอฟาสได้ ตรงนี้จะมีมาตรการอย่างไร เพราะว่าสิ่งที่เราเกรงมากในเรื่องของธุรกิจบริการก็คือเรื่องของทุน เช่นอย่างการค้าปลีก ค้าส่งนี่ครับ เรื่องของโลจิสติกส์ ส่วนใหญ่แล้วเป็นของต่างชาติทั้งนั้นครับ ส่วนใหญ่จะมีลักษณะ ของนอมินี หรือว่าธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งเป็นเรื่องทั้งทุนเทคโนโลยี แล้วก็เรื่องการบริหาร จัดการ แม้ว่าประเทศไทยถือว่าท็อปทรี (Top tree) ในด้านธุรกิจบริการ เมื่อพิจารณาในภาพรวม ของ ๑๐ ประเทศแล้ว เราอยู่ในประเทศชั้นนำ แต่ว่าภายในอาเซียนแข่งด้วยกันไม่กลัว แต่ที่เรากังวลก็คือว่าการใช้ช่องทางนี้ภายใต้ความตกลงเอฟาสมาจัดตั้งธุรกิจ โดยยุโรปก็ดี โดยประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ก็ดี ที่มีทุนมากกว่า มีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมอยากถามท่านรัฐมนตรีนะครับว่าในเรื่องของเอสบีโอ (SBO) ไปถึงไหนแล้ว เพราะตรงนี้ จะเป็นความมั่นใจว่าจะไม่มีการเข้าประตูหลัง เอสบีโอ ขออภัยที่ต้องเอ่ยภาษาอังกฤษก็คือ ซับสแตนเชียล บิซิเนส ออพเพอร์เรชั่น (Substantial business operation) ให้ดูว่าไม่ว่าใคร จัดตั้งบริษัท บริการในประเทศอาเซียนประเทศใดก็ตามจะต้องมีกฎเกณฑ์ชัดเจนที่สามารถ ไปติดตามประเมินว่าบริษัทนั้นได้มีการทำธุรกิจอย่างแท้จริง และมีประเทศอาเซียนนั้น เป็นผู้จัดตั้งและผู้ถือหุ้นที่สำคัญตามนัยที่เราตกลงกัน ไม่ใช่เป็นประตูหลังที่เปิดโอกาส ให้บริษัทต่างด้าวที่ไม่ใช่ในกลุ่มอาเซียนนั้นได้เข้ามาใช้ประโยชน์ ตรงนี้เป็นข้อกังวล ที่ผมเองก็ยังไม่เห็นความชัดเจน ก็เลยขอถามเป็นคำถามที่ ๒ แล้วก็เป็นคำถามสุดท้าย ขอบคุณท่านประธานครับ