รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕

ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เสนอกรอบการเจรจาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับองค์การการค้าโลก ให้ที่ประชุมพิจารณา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าร่วมประชุมเพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้รับฟัง ติดตาม และร่วมมือ หารือ ตลอดจนแสดงความเห็นในเชิงสนับสนุนหรือคัดค้าน เพื่อปกป้องและรักษาประโยชน์สูงสุดของประเทศ

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นผู้นำเสนอ กรอบการเจรจาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับองค์การการค้าโลก ต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบเจรจา มีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

กรอบเจรจาดังกล่าวคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๕ เป็นกรอบเจรจาเศรษฐกิจการค้าในลักษณะบูรณาการ เพื่อปกป้อง และขยายผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการค้าในเวทีพหุภาคีโดยรวมของประเทศไทย ให้มีความทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งมีสาระสำคัญครอบคลุมเนื้อหา ๓ ประเด็นหลัก ด้วยกัน คือ

๑. การเจรจาการค้ารอบโดฮา (Doha) ภายใต้ปฏิญญารัฐมนตรีโดฮา ครอบคลุม ประเด็นการเจรจาการค้ารอบโดฮาขององค์การการค้าโลก โดยประเด็นการเจรจาในส่วนนี้ มีสาระเป็นไปตามนัยที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้ องค์การการค้าโลกฉบับเดิมไปแล้วเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

๒. การดำเนินการและกรอบการเจรจาในกรอบความตกลงว่าด้วยการก่อตั้ง องค์การการค้าโลก เป็นการดำเนินงานในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิกองค์การ การค้าโลก ซึ่งรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก เห็นชอบพระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การการค้าโลกไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๗ ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เช่น การเจรจาเพื่อระงับข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก การเจรจาเพื่อปรับปรุงความตกลงภายใต้องค์การการค้าโลก เป็นต้น

๓. การเจรจาเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์การการค้าโลก ปัจจุบันมีการเจรจา ในประเด็นใหม่ ๆ ที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับการค้าเพิ่มมากขึ้น เช่น ความมั่นคง ทางอาหาร การค้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

สำหรับเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการจัดทำกรอบการเจรจา องค์การการค้าโลกฉบับใหม่นี้ เนื่องจากกรอบการเจรจาการค้าโลกพหุภาคีภายใต้องค์การ การค้าโลกฉบับเดิมครอบคลุมเฉพาะประเด็นการค้าภายใต้การเจรจารอบโดฮา แต่ไม่รวมถึง ประเด็นที่ไม่อยู่ในภายใต้การเจรจาการค้ารอบโดฮา อาทิ การดำเนินงานการเจรจาในกรอบ ความตกลงว่าด้วยการก่อตั้งองค์การการค้าโลก รวมถึงการเจรจาเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประเด็นการเจรจาที่สมาชิกองค์การการค้าโลก ยังไม่ได้กำหนดรายละเอียดหรืออาจจะยังไม่มีแผนงานล่วงหน้า แต่เมื่อประเด็นที่เกิดขึ้น ได้ถูกเสนอขึ้นโดยสมาชิกหรือแม้แต่ในเวทีอื่น ๆ ที่อาจถูกนำมาใช้ในการเจรจาหรือหารือ ในองค์การการค้าโลก ซึ่งหลายเรื่องมีกำหนดเวลาที่แน่นอนชัดเจนที่สมาชิกองค์การการค้าโลก จำเป็นจะต้องตอบสนองโดยเร็ว ดังนั้นประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก จำเป็นต้องเข้าร่วมประชุมเพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศไทยนั้นได้รับฟัง ติดตาม และร่วมมือ หารือ ตลอดจนแสดงความเห็นในเชิงสนับสนุนกรณีที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย ในเชิงคัดค้าน กรณีที่จะสร้างผลกระทบต่อไทย เพื่อปกป้องและรักษาประโยชน์สูงสุดของประเทศ ในภาพรวมภายใต้เงื่อนไขเวลาอันจำกัด ทั้งนี้หากประเทศไทยไม่สามารถเข้าร่วมการเจรจา ดังกล่าวได้ ประเทศไทยจะเสียโอกาสในการแสดงความคิดเห็นสนับสนุนหรือคัดค้าน การเจรจา ประเทศไทยนั้นจะเสียโอกาสในการผลักดันให้ผลการเจรจาสามารถเป็นประโยชน์ ต่อประเทศไทย รวมถึงประเทศสมาชิกอื่น ๆ ขององค์การการค้าโลกอาจมีความตกลงกัน ซึ่งผลความตกลงดังกล่าวนั้นอาจส่งผลต่อการเจรจาของประเทศไทย ทำให้มีความยากลำบากขึ้น รวมถึงสามารถแก้ไขข้อตกลงต่าง ๆ ได้ยาก และในที่สุดประเทศไทยก็จะได้รับเพียงโอกาส ที่จะพิจารณาและจะยอมรับผลการเจรจานั้นหรือไม่ อย่างไรก็ดีการเข้าร่วมรับฟัง หรือแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ในการเจรจาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง กับองค์การการค้าโลก อาจจะเข้าข่ายที่ต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดทำร่างกรอบเจรจาฉบับนี้เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความคล่องตัว ในการดำเนินงานอย่างทันต่อเหตุการณ์ มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง ในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อภาพรวมของประเทศไทย เพื่อให้การ ดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่ม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๔ ผมจึงขอเสนอให้รัฐสภาได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบ กรอบการเจรจาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับองค์การการค้าโลก ทั้งนี้เมื่อผลการเจรจาในแต่ละประเด็นเสร็จสิ้นแล้วกระทรวงพาณิชย์จะได้นำผลการเจรจา เสนอต่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการต่อไป

และผมก็ขออนุญาตนำเสนอข้อผูกพันเปิดตลาดการค้ารายการ ชุดที่ ๘ ภายใต้กรอบการตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียนต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบ โดยที่มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียนหรือที่เรียกย่อ ๆ เอฟาส (AFAS) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ กำหนดให้สมาชิกทยอยเปิดตลาดบริการให้แก่กันเป็นระยะ ๆ โดยการยื่นข้อผูกพันเปิดตลาดเป็นชุด ๆ ต่อมาอาเซียนได้จัดทำแผนงานการจัดตั้งประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ มีการกำหนดเป้าหมาย การเปิดตลาดบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนของประเทศสมาชิก ลงทุนในธุรกิจบริการที่เสนอผูกพันได้ถึงร้อยละ ๗๐ ในปี ๒๕๕๘ เมื่อการประชุมสุดยอด ผู้นำอาเซียน ครั้งที่ ๑๗ ในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ อาเซียนได้ร่วมมือลงนามพิธีสารอนุวัติ ข้อผูกพันเปิดตลาดการค้ารายการ ชุดที่ ๘ ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกจัดทำตารางข้อผูกพัน ให้เรียบร้อยแล้วก็ยื่นต่อฝ่ายเลขาธิการอาเซียนให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๕๕ โดยข้อผูกพัน จะเป็นส่วนหนึ่งของพิธีสารและภาคผนวกท้ายพิธีสาร สาระสำคัญของข้อผูกพันเปิดตลาด การค้ารายการ ชุดที่ ๘ ของประเทศไทยครอบคลุมประเด็นหลักดังนี้

๑. การอนุญาตให้ต่างชาติซึ่งอยู่นอกอาณาเขตประเทศไทยสามารถให้บริการ ข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศไทย โดยให้บริการผ่านสื่อ เช่น โทรศัพท์ โทรสาร หรืออินเทอร์เน็ต

๒. การอนุญาตให้คนไทยเดินทางไปใช้บริการในต่างประเทศ

๓. การให้ต่างชาติเข้ามาจัดทำธุรกิจในประเทศไทย แต่จำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้น ต่างชาติดังนี้ ไม่เกินร้อยละ ๗๐ ในสาขาบริการด้านวิชาชีพ บริการด้านธุรกิจ บริการ ด้านคอมพิวเตอร์ บริการด้านโทรคมนาคม บริการด้านโสตทัศน์ บริการด้านวิจัยและพัฒนา บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ บริการให้เช่า บริการด้านการจัดจำหน่าย บริการด้านก่อสร้าง บริการด้านการศึกษา บริการด้านสุขภาพ บริการด้านท่องเที่ยว และบริการด้านนันทนาการ และกีฬา ไม่เกินร้อยละ ๕๑ ในสาขาบริการวิชาชีพและบริการด้านการขนส่งทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ ทั้งนี้สาขาบริการที่มีการเปิดตลาดจะมีเงื่อนไขอื่นตามกฎหมายเฉพาะสาขา เช่นในสาขาวิชาชีพต้องเป็นไปตามที่สภาวิชาชีพกำหนดเป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้มีการระบุเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมซึ่งใช้กับทุกสาขาบริการอีกด้วย เช่น การสงวนกฎหมายที่ดิน การระบุเงื่อนไขในการจัดตั้งธุรกิจ การระบุสัญชาติของผู้ขอรับ ใบอนุญาตดำเนินการให้เป็นคนไทย และการสงวนมาตรการทางภาษี เป็นต้น ซึ่งถือเป็น มาตรการปกป้องภายในประเทศ ทั้งนี้ข้อผูกพันทั้งหมดไม่เกินกว่าขอบเขตของกฎหมายไทย ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน โดยประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันได้โดยไม่ต้องแก้ไข กฎหมายใด ๆ

ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ การเปิดตลาด ด้านการค้าบริการในอาเซียนให้อยู่ในระดับที่เพิ่มสูงขึ้นจะก่อให้เกิดการเสริมสร้างความเชื่อมโยง ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญที่สมาชิกทุกประเทศจะต้อง ดำเนินการเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและเป็นการสร้าง ความเชื่อมันของอาเซียนต่อประชาคมโลกมากขึ้น ทั้งนี้ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ จากการใช้ศักยภาพด้านการค้าบริการที่มีอยู่ในการเจาะตลาดด้านบริการในประเทศอาเซียนอื่น ที่จะต้องเปิดตลาดตามข้อผูกพันของตนให้กับประเทศไทย นอกจากนี้การยื่นข้อผูกพัน เปิดตลาดการค้ารายการ ชุดที่ ๘ ยังมีความสำคัญต่อประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุน ในธุรกิจภาคบริการจากต่างชาติเข้ามาสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน เกิดกระบวนการการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ในด้านการจัดการ ตลอดจนพัฒนาเชิงธุรกิจ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการของไทย เร่งปรับตัวในการพัฒนาประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจของตนให้สามารถที่จะแข่งขัน กับต่างชาติได้ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคและผู้ใช้บริการโดยตรง เพื่อให้การดำเนินการ ดังกล่าวเป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมจึงเสนอให้รัฐสภาได้โปรดพิจารณาเห็นชอบข้อผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการ ชุดที่ ๘ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน ขอบคุณครับ