รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕

อิทธิเดช แก้วหลวง อภิปรายเรื่องตนเองในฐานะสมาชิกรัฐสภา พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงราย และหารือเกี่ยวกับข้อกังวลเรื่องการขนส่งทางบกระหว่างไทย-ลาว-จีน รวมถึงการปรับปรุงพิธีการของกรมศุลกากรและการจัดระเบียบด่านชายแดน

นายอิทธิเดช แก้วหลวง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอิทธิเดช แก้วหลวง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วผมเองคงจะเป็นท่านสุดท้ายที่จะอภิปราย ในวันนี้นะครับ แล้วก็เกรงใจท่านเพื่อนสมาชิก แต่เนื่องด้วยผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในพื้นที่

และอีกประการหนึ่งนั้นครับ ผมเป็นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย ของกระทรวงคมนาคมอยู่ ๒ ฉบับ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรอบข้อตกลงดังกล่าว ท่านประธานครับ กรอบการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงด้านการขนส่งทางบก ระหว่างไทย-ลาว-จีน ผมจะไม่ อภิปรายซ้ำประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว แต่ผมจะขออภิปรายตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ พอสังเขป แต่เดิมนั้นผมบอกว่าสุภาษิตโบราณบอกว่า ถ้าเจอแขกกับเจองู จะต้องตีแขกก่อน แต่เดี๋ยวนี้ สุภาษิตที่บ้านผมบอกว่าถ้าเจอแขกกับเจอจีน ต้องตีจีนก่อน ต้องขอประทานอภัยอย่างยิ่งที่พูด เรื่องนี้ เมื่อปี ๒๕๔๔ รัฐบาลประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศลาว และประเทศจีน ไปทำข้อตกลงในการใช้แม่น้ำโขงร่วมกันครับ ผมคิดว่า ฯพณฯ รัฐมนตรีที่มาเป็นตัวแทน ของคณะรัฐมนตรีวันนี้นั้นท่านไปที่เชียงแสนบ่อยครับ ซึ่งเชียงแสนเองนี้ก็เป็นพื้นที่เป็นบ้าน ของพวกผมเอง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ถึงวันนี้ครับ เพื่อนบ้านไม่ว่าประเทศพม่า ไม่ว่าประเทศลาว ต้องไปกู้เงินเอดีบี (ADB) มาสร้างท่าเรือ ประเทศไทยขณะนี้สร้างท่าเรือเสร็จแล้ว ๒ ท่า แต่ผู้ที่เดินเรือทั้งหมด ๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นเรือจีนหมดครับ เพราะฉะนั้นกรอบการเจรจา เพื่อจัดทำความตกลงด้านการขนส่งทางบก ระหว่างไทย-ลาว-จีน ครั้งนี้ ผมอยากจะอภิปราย เพื่อเป็นข้อสังเกตให้กระทรวงคมนาคมนั้นระมัดระวังในการไปทำข้อตกลงต่าง ๆ วันนี้ รถโดยสารที่เรียกว่า รถบัส มีรถวิ่งจากคุนมิงมาที่เวียงจันทน์ แต่เป็นรถจีนหมดเลยนะครับ เขาเรียกว่า รถตู้นอน ประเทศจีนเองพยายามที่จะเป็นฝ่ายเร่งเร้าให้ฝ่ายไทยดำเนินการ ทำความตกลงด้านการขนส่งทางบกร่วมกัน ดังนั้นแล้วไม่ว่าการประกอบการขนส่งจะต้องให้ ความเป็นธรรมเสมอภาคทั้ง ๓ ประเทศ และผมมั่นใจเลยครับว่าที่เราทดลองใช้ในเส้นทาง อาร์เก้า (R9) ระหว่างเวียดนาม-ลาว-ไทย เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ผมว่าผู้ประกอบการไม่น้อยครับ ที่เป็นผู้ประกอบการต่างชาติ และไปเป็นนอมินี (Nominee) เป็นผู้ประกอบการของ สปป. ลาว เสียเอง นั่นคือส่วนหนึ่ง สมมุติว่ามีการใช้ทางถนนร่วมกันที่อาร์สาม ผู้ประกอบการ สมมุติว่า มีรถบรรทุกชาติละ ๔๐๐ คัน ผมมั่นใจว่า ๘๐๐ คัน จะต้องเป็นของประเทศจีนแน่ ๆ ครับ เพราะประเทศจีนก็จะตั้งนอมินีอยู่ที่ สปป. ลาว นี่คือส่วนหนึ่งต้องฝากไว้เป็นข้อสังเกต ดังนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นการขนส่งผู้โดยสาร หรือการขนส่งสินค้าก็แล้วแต่นี่ ผมอยากให้ไปตกลง ด้วยความเป็นธรรมและเสมอภาคครับ อย่าให้เกิดกรณีเช่นการใช้แม่น้ำโขงร่วมกันครับ ทุกชาติสร้างท่าเรือใช้งบประมาณมหาศาลครับ แต่สุดท้ายผู้ประกอบการขนส่งหรือเรือโดยสาร เรือบรรทุกสินค้าทั้งหลาย ๙๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นเรือสัญชาติจีน นี่คือข้อ ๑

ท่านประธานครับ อีกส่วนหนึ่งที่ท่านสมาชิกหลายท่านให้ความเป็นห่วงว่า และเส้นทางอื่น เช่น เส้นทางอาร์13 (R13) เส้นทางอาร์13 ที่พาดผ่านประเทศลาวทั้งหมด ถ้าพูดถึงโมฮัน หรือบ่อเต็นที่ชายแดนจีนก็คือเส้น ๑๓ หรือเรียกว่า เส้นอาร์13 ซึ่งพาดตรง ลงมาถึงเวียนจันทน์ แล้วก็สามารถเชื่อมต่อมาประเทศไทยโดยใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ ๑ ที่จังหวัดหนองคายเช่นกันว่าอยู่ในข้อตกลงอันนี้หรือไม่ เส้นทางอาร์สามเอที่กำลัง จะกล่าวถึงตอนนี้และเส้นทางอาร์สามบี จริง ๆ แล้วเส้นทางอาร์สามบีนั้นเดินทางไปยัง ประเทศจีนใกล้ที่สุดสะดวกที่สุดครับ แต่เนื่องด้วยการปิดด่านพรมแดนของจีนที่ต้าล้อ เมืองลา ดังนั้นแล้วเรามาพูดถึงเรื่องอาร์สาม วันนี้อาร์สาม โดยประการทั้งปวงแล้วผมคิดว่า กระทรวงคมนาคมไปตกลงกับเพื่อนบ้านไว้ในการที่จะทำจุด เขาเรียกว่า การอำนวยความสะดวก ในพื้นที่ด่านชายแดนร่วมกัน หรือที่เรียกว่า ซิงเกิ้ล วินโดว์ อินสเปกชั่น นั้น หรือเป็นจุดที่ทำพิธีการร่วมกัน หรือที่เรียกว่า ซีซีเอ (CCA) นั้น ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ครับ ในกรณีที่จะไปตรวจร่วมกันในประเทศขาเข้า คณะกรรมการที่พิจารณากฎหมายฉบับนี้แล้ว ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าน่าจะตั้งไว้ ณ จุดที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออก กรณีที่เราไปตรวจปล่อยสินค้า

ข้อที่ ๑ จุดตรวจร่วมกันที่ประเทศขาเข้า สมมุติว่าเราผ่านไปในอาร์สามเอ ถ้าเราอยู่ที่เชียงของและเราเอาสินค้าข้ามไปแล้วก็ไปตรวจที่ห้วยทราย ผู้ประกอบการเจ๊งหมด แต่ในข้อตกลงเดิมของซีบีทีเอนั้นบอกว่าให้ไปตรวจประเทศขาเข้า จริง ๆ แล้วทางปฏิบัติ ต้องตรวจสินค้า ณ ประเทศขาออก และวันนี้ที่บ่อเต็นของประเทศลาวเองก็ดี สินค้าไทย สินค้าจีน ไปกองอยู่ตรงนั้นเยอะมาก ทั้ง ๆ ที่ถ้าเป็นจุดปล่อยร่วมกัน น่าจะเป็นจุดปล่อย ในจุดที่ส่งออกไม่ใช่จุดที่นำเข้า นี่คือข้อหนึ่งที่ผมขออนุญาตกราบนำเรียนในวันนี้ เป็นข้อสังเกตในการที่จะไปทำข้อตกลงต่าง ๆ

ข้อที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องสินค้าผ่านแดนครับ เพราะเพื่อจัดทำความตกลง ด้านการขนส่งทางบก ระหว่างไทย-จีน-ลาว ไม่ใช่เฉพาะสินค้าประเทศไทยกับประเทศลาว หรือของประเทศจีนอีกต่อไปแล้วครับ เพราะเป้าหมายของประเทศจีนจริง ๆ แล้วเป้าหมาย ก็คือประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซียด้วย ดังนั้นแล้วการทำข้อตกลงดังกล่าวผมอยากให้เน้น ถึงเรื่องกระบวนการในการให้กรมศุลกากรปรับปรุงพิธีการสำหรับการดำเนินเกี่ยวกับสินค้า ผ่านแดน หรือที่เรียกว่า ทรานซิส กู๊ด (Transit goods) เพราะว่ากรณีดังกล่าวจะทำให้ต้องมี การกำหนดมาตรฐานที่มากยิ่งกว่าการอำนวยความสะดวกโดยทั่วไปด้วยซ้ำไป นี่คือสิ่งหนึ่ง ที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนไว้ในโอกาสนี้นะครับ

ส่วนการจัดระเบียบต่าง ๆ เกี่ยวกับด่านชายแดนที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่สะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ ๔ ห้วยทราย-เชียงของนั้น ผมอยากให้กระทรวงคมนาคม แยกพื้นที่ควบคุมร่วมกันออก สมมุติว่าส่วนหนึ่งเป็นสินค้าก็ควรจะแยกพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับ การควบคุมสินค้า อีกส่วนหนึ่งคือการควบคุมเรื่องของคน ซึ่งเรื่องของคนมันจะไปเกี่ยวข้อง ในเรื่องของสุขอนามัย เรื่องของสาธารณสุขเยอะแยะไปหมดครับ และวันนี้หน่วยงานเหล่านั้น มีความพร้อมแล้วหรือยังครับ จริง ๆ แล้วเจ้าภาพที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้รถ ใช้ถนน การทำด่านพรมแดนทั้งหลายกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพทั้งสิ้น

สุดท้ายนี้ ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ผมยินดี แล้วก็ให้การสนับสนุนรัฐบาลในการรีบไปทำกรอบข้อตกลงเจรจาดังกล่าว และผมหวัง เป็นอย่างยิ่งครับว่าอย่าให้เหมือนกับที่เราเคยไปตกลงกับประเทศจีนไว้ในกรณีที่ใช้แม่น้ำโขง ร่วมกันในปี ๒๕๔๔ และสุดท้ายผู้ที่ยึดเอาแม่น้ำโขงทั้งหมด ก็คือประเทศจีน ฝากท่านประธาน ไว้โอกาสนี้ครับ