รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการขนส่งทางบกระหว่างไทย-ลาว-จีน และขอให้รัฐมนตรีเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการขนส่งทางบกในพื้นที่สามประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการขนส่งสินค้าข้ามแดน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสินค้าเน่าเสีย และขอให้รัฐบาลเตรียมการในลักษณะที่ทำงานเชิงรุกในการเตรียมพื้นที่สำหรับการขนส่งสินค้าเหล่านี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมี ๓-๔ คำถามที่จะถามผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี ที่ดูแลในเรื่องนี้และเป็นผู้เสนอกรอบการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงด้านการขนส่งทางบก ระหว่างไทย-ลาว-จีน ๓-๔ คำถามดังกล่าวนั้นก็อยู่ในกรอบที่มาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ก่อนอื่นต้องเรียน ท่านประธานว่าผมได้มีโอกาสได้รับรู้ถึงความผูกพันของประเทศไทยกับเรื่องของการขนส่ง ข้ามพรมแดนตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ สมัยที่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งครั้งนั้น ประเทศไทยได้เข้าสู่การเป็นภาคีของความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาค แม่น้ำโขงที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า ซีบีทีเอ หลังจากนั้น ๑๐ ปีต่อมาผมก็มีโอกาสได้เห็น ถึงการเริ่มต้นในการเปิดดำเนินการขนส่งข้ามพรมแดนภายใต้ความตกลงซีบีทีเอเมื่อปี ๒๕๕๒ ในขณะนั้นผมเป็นประธานคณะกรรมการโลจิสติกส์ (Logistic) ของรัฐบาล นั่นก็คือการเปิด เส้นทางตะวันตก ตะวันออก หรือที่เราเรียกว่า ระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก ตะวันออก หรือว่า อีสต์-เวสต์ อีโคโนมิค คอร์ริดอร์ (East-West Economic Corridor) เป็นการเชื่อมจากมะละแหม่ง เมียวดี แม่สอด ผ่านไทยที่จังหวัดมุกดาหาร สุวรรณเขตของลาวแล้วก็ออกไปที่ประเทศเวียดนาม ตรงนี้ถือได้ว่าเป็นแกนสำคัญของการเชื่อมโยงภายใต้ประกาศในปี ๒๕๕๒ ที่ประเทศไทย เป็นประธานอาเซียน และครั้งนั้น ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ก็เป็นประธานอาเซียน เราได้มีการประกาศชะอำ-หัวหิน เดแคลเรชั่น (Cha Am-Hua Hin Declaration) ในปี ๒๕๕๒ ประกาศให้อาเซียนเป็นประชาคมแห่งความเชื่อมโยงที่เรียกว่า เป็นคอมมิวนิตี้ ออฟ คอนเนกทิวิตี (Community of Connectivity) ตรงนี้เองคือจุดเปลี่ยน ที่สำคัญที่ทำให้แม้แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาในการประชุมดับบลิวอีเอฟ (WEF) หรือว่า เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (World Economic Forum) ภาคพื้นเอเชียตะวันออกที่ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพนั้น ได้เน้นหัวข้อสำคัญก็คือการเชื่อมโยงหรือว่า คอนเนกทิวิตี้ นั่นหมายความว่า การขอกรอบเจรจาครั้งนี้จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้ประโยชน์จากเส้นทางที่เราเรียก กันสั้น ๆ ว่า อาร์สามเอ ความจริงท่านประธานได้ยินชื่อนี้มานานนะครับ เราพูดย่อ ๆ กันมานาน อาร์สามเอนั้นตัวอาร์ (R) มาจากคำว่า โรด (Road) แปลว่า ถนน ๓ คือ ๓ ชาติ คือ ประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศจีน และเอ (A) ก็คือเอเชีย (ASIA) เป็นอาร์สามเอหรือว่าถนน ๓ ชาติแห่งเอเชีย เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรือว่า จีเอ็มเอส (GMS) เป็นระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ครับ เมื่อสักครู่นี้ผมพูดถึงแนวขวางนะครับ ก็คือตะวันตก ตะวันออก แต่การขอกรอบเจรจาครั้งนี้มุ่งเฉพาะเจาะจงไปที่ในเรื่องของแนวตั้ง ก็คือเส้นทางเหนือ-ใต้ แล้วก็จำกัดเฉพาะ ๓ ประเทศเท่านั้นในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง ก็คือมีไทย-ลาว-จีน ความจริงเส้นอาร์สามเอนั้น เสียดายที่ว่ามาขอกรอบจำกัด เฉพาะส่วนนี้ ซึ่งท่านรัฐมนตรีอาจจะชี้แจงหรือขยายความมากกว่านี้ก็ได้นะครับ อาร์สามเอ ความจริงมันมีอาร์สามบี (R3B) อยู่ด้วย อาร์สามบี ก็คือ ประเทศจีน ประเทศพม่า ประเทศไทย ซึ่งความจริงตอนนี้ประเทศพม่าก็เริ่มเปิดประเทศครับ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงเสนอเฉพาะ ในส่วนของอาร์สามเอ ด้วยข้ออ้างว่าสะพานมิตรภาพ แห่งที่ ๔ คือที่อำเภอเชียงของ อำเภอห้วยทราย จะแล้วเสร็จ เพราะฉะนั้นก็จะขอกรอบการเจรจาเพื่อที่จะทำความตกลงในส่วนจุดผ่านแดน ๓ ชาตินี้ แต่ว่าเมื่อทางรัฐบาลขอมาเพียงแค่นี้ ก็จะพิจารณาเพียงแค่นี้ แต่คราวต่อไปผมคิดว่า ถ้าหากทางรัฐบาลจะใช้ความรอบคอบก็ควรเสนอกรอบการเจรจาในส่วนเส้นทางที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวโยง เพราะอย่างไรก็ตามก็อยู่ในกรอบจีเอ็มเอสเช่นเดียวกันนะครับ สำหรับเส้นทาง ดังกล่าวนั้นต้องเรียนท่านประธานว่าปัจจุบันใช้เดินรถอยู่แล้วครับ ผมเองได้มีโอกาสเดินทาง ข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่งอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ของเราไปยังห้วยทราย จังหวัดบ่อแก้ว ของเขา แล้วก็ไปสิ้นสุดพรมแดนลาวที่บ่อเต็น แล้วก็ข้ามไปยังด่านโมฮันของประเทศจีน เพื่อเดินทางผ่านสิบสองปันนา จะเลี้ยวขวาไปเชียงรุ้ง หรือจิ่งหงก็แล้วแต่นะครับ แล้วก็ขึ้นไปยังคุนมิง เส้นทางนี้เราเรียกว่า คุน-มั่น กงลู่ หรือว่า คุนมิง-กรุงเทพฯ จึงเป็นเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ ฝากท่านรัฐมนตรีไปพิจารณา ก็คือก่อนที่สะพานจะเสร็จนั้น ปัจจุบันเรายังไม่ได้บรรลุถึงความตกลง ซึ่งไม่ต้องรอสะพานเสร็จ ก็ใช้ความตกลงดังกล่าวได้ ถ้าหากว่าเรารับความเห็นชอบแล้วก็เร่งรัดในการดำเนินการ ฝ่ายจีน ฝ่ายลาว ฝ่ายไทยนั้นมีความประสงค์เจตจำนงตรงกันที่จะใช้เส้นทางอาร์สามเอนั้น เป็นเส้นทางเพื่อการขนคนและของ เพื่อการท่องเที่ยว การค้าและการไปมาหาสู่เชื่อมโยง ระหว่างกัน ตรงนี้เป็นเส้นทางสายไหมเหนือ-ใต้ที่สำคัญ เพราะว่าคุนมิงเองซึ่งเป็นเมืองเอก ของมณฑลยูนนานนั้นถือได้ว่าเป็นมณฑล ๑ ใน ๒ นอกจากกวางสีแล้ว ที่ทางประเทศจีน ถือได้ว่าเป็นเมืองท่าหน้าด่านสำคัญในการเจาะมายังเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีระยะทางจากคุนมิงมาถึงกรุงเทพฯ ประมาณ ๑,๘๐๐ กว่ากิโลเมตร ครึ่งหนึ่งอยู่ใน ประเทศไทย แต่ว่าเส้นทางบนลาวตลอดเส้นทางผ่านประเทศลาวนั้น ต้องฝากท่านรัฐมนตรีว่า มันเป็นถนนที่สร้างบนภูเขาดินครับ ในยามหน้าฝนแทบจะใช้ไม่ได้เลยเพราะว่าถนนจะพัง หรือไม่ก็ดินภูเขาถล่มมาปิดเส้นทาง ตรงนั้นโชคดีว่ามีเหมืองแร่อยู่ เพราะฉะนั้นก็ได้อาศัย รถแบกโฮ (Backhoe) รถตักของเหมืองแร่ในการไปดันเปิดถนน และบางช่วงบางตอน ถนนก็พังไป ๑ เลนเป็นหุบเหว ในส่วนนี้ถ้าจะให้เกิดความแข็งแรงแล้วก็ใช้ประโยชน์ได้ทุกฤดูกาล และสามารถที่จะรองรับทั้งรถส่วนบุคคล รถโดยสารโดยเฉพาะรถพ่วง รถคอนเทนเนอร์ (Container) นั้น จะต้องทำความตกลงกับประเทศจีนแล้วก็ธนาคารเอเชีย ในการที่จะต้อง ลงทุนใหม่ลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นภูเขาดินอันตรายมาก และตรงนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่เข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีถ้ามีโอกาสหรือท่านได้มีโอกาสเดินทางไปแล้วก็คงเห็น ตรงกันว่าการจะใช้เส้นทางถนนสายนี้นั้นถนนต้องใช้ได้ตลอดด้วย และเป็นถนนที่ปลอดภัย แล้วก็ใช้ได้ทุกฤดูกาล

ประเด็นแรก ที่ผมฝากถึงท่านรัฐมนตรีเป็นคำถามก็คือว่า ก่อนที่สะพาน จะแล้วเสร็จเราได้มีการใช้เส้นทางนี้เดินทางอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าความตกลงดังกล่าว ถ้าสามารถบรรลุความตกลงเราสามารถให้สัตยาบันทั้งภาคผนวกและพิธีสารซึ่งมีทั้งหมด ๒๐ ฉบับ เราเพิ่งให้สัตยาบันไปได้ ๑๔ ฉบับ ขณะนี้ก็ต้องเร่งรัดทั้งการออกกฎหมายภายใน การขอกรอบการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงจากรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ นั้น ก็อย่ารอว่า ให้สะพานเสร็จก่อน ความจริงเรามีแพขนานยนต์นะครับ หรือการเดินทางข้ามจากเชียงของ ไปห้วยทรายได้อยู่แล้วทุกวันนี้ แล้วก็เรื่องของการค้าไม่มีใครปิดกั้นได้หรอกครับ เรื่องของ การท่องเที่ยวไม่มีใครปิดกั้นได้ เพราะฉะนั้นจะใช้ประโยชน์อย่างไร และเร่งรัดได้อย่างไร ก่อนที่สะพานจะเสร็จ ตรงนี้ก็เป็นคำถามที่ ๑

ประเด็นถัดมา ก็คือว่าในกรอบการเจรจาที่ขอความเห็นชอบมีอยู่ ๓ เรื่อง ที่จะขออนุญาตตั้งเป็นคำถามเพื่อให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง

๑. ก็คือในเรื่องของซิงเกิ้ล อินสเปกชั่น (Single inspection) ความจริงการที่ ธนาคารแห่งเอเชียมีความเห็นถึงรัฐบาลไทยแล้วก็รัฐบาลลาว และรัฐบาลจีนว่าภายใต้ ความตกลงซีบีทีเอนั้นก็ยังไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้ เพราะว่ามีหลายประเทศที่ยังไม่ได้ ให้สัตยาบันต่อภาคผนวกและพิธีสาร. โดยเฉพาะอย่างประเทศไทยเป็นต้นนั้น เพราะฉะนั้น การที่จะให้เกิดการค้าขาย การเดินทางท่องเที่ยวไปมาหาสู่ระหว่างกันในระเบียงเศรษฐกิจ เหนือ-ใต้ หรือว่า นอร์ธ เซ้าท์ อีโคโนมิค คอร์ริดอร์ (North-south economic corridor) ก็ควรที่จะต้องเร่งรัดในเรื่องของการทำความตกลงและจุดผ่านแดนก็คือตรงนี้ครับ ก็คือจุดเชียงของ-ห้วยทราย ระหว่างไทย-ลาว และจุดที่ ๒ ก็คือระหว่างบ่อเต็นของฝั่งประเทศลาวกับโมฮั่นของฝั่งประเทศจีน เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะทำให้ความตกลงนั้นเกิดเป็นผลมากทั้งในบวกและลบกับประเทศไทยนะครับ ก็คือในเรื่องของการตรวจร่วม การตรวจร่วมนั้นเรายังไม่มีเลยนะครับ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำ ให้การอำนวยความสะดวกในพิธีการข้ามแดนก็ดี การอำนวยความสะดวกในการตรวจภายใต้ ซีไอคิว (CIQ) ก็คือทั้งในส่วนของตรวจคนเข้าเมือง ทั้งส่วนศุลกากร แล้วก็ตรวจในเรื่องโรคพืช และสัตว์นั้น จำเป็นที่เราจะต้องใช้การตรวจร่วม ๒ ประเทศครับ ท่านรัฐมนตรีได้มีโอกาส ไปยกตัวอย่างการตรวจร่วม ซึ่งเป็นระบบที่ในกรอบจีเอ็มเอสได้ทำแล้วก็คือระหว่างประเทศกัมพูชา กับประเทศเวียดนามที่บ๋าแว็ต-ม็อกไบ๋ ซึ่งเป็นด่านที่จะเข้าโฮจิมินห์นะครับ ตรงนั้นเขาได้ทำ การตรวจร่วมระหว่างกัน แต่ว่าของเราเมื่อทางรัฐบาลมาขอกรอบการเจรจา ผมคิดว่าก็ควร ที่จะเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าเราสามารถที่จะให้มีการตรวจร่วมได้มันก็ทำให้ ลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาค่าโสหุ้ยของทั้งภาครัฐแล้วก็เอกชน และทำให้การค้าชายแดนของเรานั้น ขยายตัวมากขึ้น เพราะการค้าชายแดนปีหนึ่ง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับ ๔ ประเทศ ที่ประเทศไทยมีพรมแดนติดต่อ รวมทั้งที่ขอกรอบการเจรจาครั้งนี้ด้วย ก็คือลาว เพราะฉะนั้น ซิงเกิ้ล อินสเปกชั่น นั้นถือได้ว่าเป็นความสำคัญ ส่วนที่ ๒ คือในเรื่องของศูนย์ราชการ ซึ่งไม่ทราบว่าทางท่านรัฐมนตรีจะช่วยกรุณาชี้แจงหน่อยนะครับ ก็คือการเตรียมความพร้อม ในเรื่องของศูนย์ราชการ บริเวณด่านพรมแดนเชียงของ-ห้วยทราย รวมทั้งโลจิสติกส์ ปาร์ค (Logistics park) นอกเหนือจากซิงเกิ้ล อินสเปกชั่น ของในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศุลกากร และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตรวจโรคพืช โรคสัตว์ ของประเทศจีนนั้นเขาก็มีกระทรวง ที่เรียกว่า เอคิวเอสไอคิว (AQSIQ) ก็เหมือนของเราที่กรมวิชาการทำหน้าที่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผม ได้เคยรับทราบมาแล้วก็ค่อนข้างกังวลใจ ก็คือในประเด็นของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของเรา ที่ทำหน้าที่ในการตรวจร่วมครับ ศุลกากรไม่น่าห่วงครับ เพราะว่ามีกำลังพอสมควรครับ แต่หน่วยที่ตรวจโรคพืช โรคสัตว์นี้ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ซึ่งแน่นอนเป็นเรื่องที่เราต้องคุ้มครอง ผู้บริโภคของเราด้วยนะครับ ในเรื่องอาหารปลอดภัย หรือว่า ฟู้ดเซฟตี้ (Food safety) ซึ่งตรงนี้ทางด่านภาคเหนือทั้งหมดเคยได้รับการชี้แจงว่าได้มีเจ้าหน้าที่บางหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและยาเพียงแค่ ๒ คนเท่านั้นเอง ซึ่งในส่วนนี้มันไม่พอหรอกครับ เพราะฉะนั้นก็ถือว่ากรอบการเจรจาในหัวข้อว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า บริเวณจุดผ่านแดนก็ดีครับ

๒. คือการขนส่งสินค้าข้ามแดน ประเด็นนี้เข้าใจว่าทางรัฐบาลคงต้องตระหนักว่า สินค้าเน่าเสียที่เรียกว่า เพอริชาเบิ้ล กู้ด (Perishable goods) เป็นสินค้าที่สำคัญมาก ไม่ใช่เรียกว่าเป็นสินค้าสดก็แล้วกัน แล้วก็มีปริมาณไม่ว่าผัก ผลไม้ หรือว่าเนื้อสัตว์ในส่วนนี้ มีทั้งที่เราส่งเข้าไปผ่านประเทศลาวไปยังประเทศจีนและที่ผ่านประเทศจีนส่งผ่านประเทศลาว เข้ามายังประเทศไทย เราคาดหวังว่าสินค้าในภาคต่าง ๆ ของเรานะครับ ตั้งแต่ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคอีสาน รวมทั้งภาคเหนือ ยกตัวอย่างเช่นลำไยและผลไม้ของเรา จะสามารถขนส่งผ่านเส้นทางนี้ด้วยรถคอนเทนเนอร์ขึ้นไปถึงคุนมิงแล้วก็ผ่านเข้าไปเสฉวน ผ่านไปถึงฉงชิ่ง ผ่านไปถึงกุ้ยโจว ผ่านไปถึงซินเจียง หรือแม้แต่ผ่านไปถึงมณฑลที่ไกลที่สุด อย่างทิเบต เป็นต้น ตรงนี้จึงเป็นเส้นทางสายไหมของโอกาสครับ แต่ว่าสิ่งที่สำคัญคือเขาก็มีสิทธิ ที่จะส่งสินค้าเข้ามายังเรานะครับ แต่ว่าเจ้าหน้าที่ของเราแล้วก็สถานที่ราชการบริเวณเหล่านั้น ไม่ได้เตรียมพื้นที่เลยครับ ผมไปตรวจดูเคยถามศุลกากร ศุลกากรบอกไม่มีที่เลยครับ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเตรียมการในลักษณะที่รัฐบาลจะต้องทำงานเชิงรุกในเรื่องนี้

สุดท้าย คือคำถามถึงเรื่องของการยอมรับรถ ซึ่งเป็นกรอบเจรจาที่ทางรัฐบาล เสนอนะครับ เพราะในส่วนนี้เรายังไม่สามารถดำเนินการได้ ติด ๆ ขัด ๆ มาตลอดครับ แล้วก็ระบบที่เราใช้ท่านรัฐมนตรี จะใช้ระบบโควตาหรืออย่างไร เพราะว่ามันจะมีรถ ๓ ประเภทเป็นอย่างน้อยนะครับ คือรถส่วนบุคคล รถโดยสาร รถขนส่ง ซึ่งรถขนส่งก็มีทั้งสิบล้อ รถพ่วง รถลาก รถคอนเทนเนอร์ เราจะใช้ระบบอย่างไรเมื่อความตกลง เช่นไปเจรจาแล้วเขาบอกว่า เอาฝ่ายละ ๒๐๐ คัน ๒๐๐ คันจะมาจัดระบบโควตาอย่างไร ในการที่จะไม่ถูกครหาว่า มีความไม่เป็นธรรม หรือว่าปริมาณดังกล่าวเราใช้ฐานคำนวณอย่างไรในการเจรจาครับ เพราะว่าเราต้องการขนส่งเพื่อส่งออกผ่านประเทศลาวไปประเทศจีนตอนใต้ และตะวันตก ของประเทศจีนจำนวนมาก แต่ถ้าหากว่ารถขนส่งเราไม่พอ ก็เป็นปัญหาต่อเป้าหมายของประเทศ ในการขยายการส่งออก แล้วก็เป้าหมายที่เราต้องการจะให้เราเป็นศูนย์กลางที่เรียกว่า เป็นโลจิสติกส์ ฮับ (Logistic Hub) นั้น มันก็ยากจะเกิดขึ้นถ้าหากว่าตัวยานพาหนะของเรานั้น ถูกจำกัด ก็ฝากประเด็นนี้เป็นคำถามไปถึงท่านรัฐมนตรีครับ ผมต้องขอถือโอกาสเป็นกำลังใจ สำหรับทางคณะรัฐมนตรีที่ได้ทำงานกันอย่างต่อเนื่องในเรื่องนี้ แล้วก็อยากให้เร่งรัดจริง ๆ ครับ เพราะว่าความตกลงหลายเรื่องเดินคืบหน้าไปเกินกว่าเออีซี บลูปริ้น (AEC Blu eprint) ครับ หรือว่าเมื่อเทียบกับกรอบของจีเอ็มเอส ในส่วนของการขนส่งของเรา ความตกลงที่ตกลงไป หรือยังไม่ได้ตกลง แต่ว่ามีกรอบเวลาไว้ เราทำได้ไม่ทัน และที่สำคัญก็คือว่าเรายังไม่ได้ ใช้ประโยชน์อย่างที่เราคาดหวังเลยครับ ทั้งที่ตรงนี้เรามีความต้องการในการที่จะขนส่งสินค้า ขนส่งคน ทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและการค้าให้มากที่สุด แต่ว่ายังติดขัดเหมือนคอขวดอยู่ตรงนี้ ก็ฝากความกังวลตรงนี้ แล้วก็ยินดีให้การสนับสนุนนะครับท่านประธาน เพราะว่าจะเป็น ประโยชน์ในการที่จะทำให้เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้นั้น มันปรากฏเป็นจริง แล้วก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าอย่าลืมอาร์สามบี ระหว่างจีน-พม่า-ไทย ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของถนน ๓ ประเทศเอเชียเช่นเดียวกัน ขอบคุณท่านประธานครับ