หม่อมราชวงศ์พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ พูดถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับรองมาตรฐานสินค้าในอาเซียน เพื่อให้สินค้าสามารถเคลื่อนย้ายอย่างเสรีและลดการตรวจสอบซ้ำ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการระงับข้อพิพาทในอาเซียน การฝึกอบรมและพัฒนาห้องปฏิบัติการทดสอบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ไทยมีคุณภาพตามมาตรฐานของอาเซียนและนานาชาติ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนปี ๒๐๑๕
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอชี้แจงข้อซักถามของท่านสมาชิกรัฐสภา ผ่านท่านประธาน ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาซักถามแล้วก็ให้ ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคม อาเซียน แล้วก็ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลในเรื่องมาตรฐาน อุตสาหกรรมของประเทศนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าเรื่องที่นำเสนอ ท่านสมาชิกรัฐสภาพิจารณาในวันนี้เป็นเรื่องที่ดีกับประเทศเราทำต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ทุกรัฐบาลก็พยายามที่จะดูแลในเรื่องของกรอบมาตรฐานนี้มาโดยตลอดครับ การพิจารณาในวาระที่สองนั้นก็เป็นเรื่องที่ทำมาจากรัฐบาลที่แล้ว ทำแล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔ แล้วเราก็ดำเนินการพยายามที่จะเสนอเรื่องนี้ให้ได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภา ก็เพิ่งจะได้รับการพิจารณาในวันนี้ ก็อยากจะกราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่กรุณาบรรจุในวาระ หลักในเรื่องนี้ทั้งหมดผมขอชี้แจงอย่างนี้ครับ เริ่มต้นด้วยกรอบ ๓ เสาหลัก ของอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นในเรื่องของเออีซีที่เราพูดถึงเรื่องของการเคลื่อนย้ายเสรี ของสินค้า ของบริการ ของแรงงาน ของเงินทุนและการลงทุน เวลาเราพูดการเคลื่อนย้ายเสรี ของสินค้านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อสินค้าสามารถที่จะส่งจำหน่ายจาก ๑ ประเทศไปยัง อีก ๑ ประเทศได้ ก็จำเป็นที่จะต้องมีมาตรฐานที่สอดคล้องกันในอาเซียนถึงจะสามารถ ส่งสินค้าให้เคลื่อนย้ายอย่างเสรีได้ หลักการที่นำเสนอในวันนี้ คือหลักการเจรจาตามวาระที่หนึ่งนั้น หลักที่สำคัญคือ ทุกประเทศในอาเซียนเห็นพ้องกันว่าทุกประเทศควรใช้มาตรฐานสากล เพื่อส่งเสริมการค้าขายระหว่างกัน นอกจากนั้นแล้วอาเซียนเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ ที่สุดของโลก เพราะฉะนั้นถ้าทุกประเทศในอาเซียนใช้มาตรฐานสากลก็จะเป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่เฉพาะในอาเซียนเท่านั้น แต่ว่าประเทศที่เป็นคู่ค้าของอาเซียนก็จะรับในเรื่องของสินค้า ของอาเซียนที่มีมาตรฐานด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นหลักการก็คือใช้มาตรฐานสากล ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานไอเอสโอที่จะใช้กับเรื่องของยานยนต์ ใช้กับเรื่อง ของผลิตภัณฑ์ยาง ใช้กับผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์นะครับ หรือมาตรฐานที่เราเรียกว่า ไออีซี อินเตอร์เนชั่นแนล อิเล็กทรอเทคนิเคิล คอมมิสชั่น (IEC International Electrotechnical Commission) ใช้กับไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ยูเอ็นอีซีอี อันนี้ก็เป็นเรื่องของยานยนต์เช่นกัน ใช้ฟาร์มาโคเพีย (Pharmacopoeia) ในเรื่องของอุตสาหกรรมยา ใช้โคเด็กซ์ ใช้เอฟเอโอ (FAO) ในเรื่องของอุตสาหกรรมอาหาร หลักง่าย ๆ ว่าสินค้านั้นตรวจมาตรฐานจากห้องแล็บ ของประเทศใดที่ได้รับการรับรองทุกประเทศในอาเซียนก็จะรับรองตามนั้นด้วย ยกตัวอย่าง เช่นถ้าเกิดประเทศไทยให้การรับรองสินค้าหนึ่งประเภทยกตัวอย่างเป็นโคมไฟยานยนต์ รถยนต์ผ่านแล็บจากประเทศไทยก็สามารถส่งขายในอาเซียนได้หมด เช่นเดียวกันถ้าเกิดสินค้านั้น ผลิตในประเทศอินโดนีเซียและผ่านการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการที่เป็นมาตรฐาน ของประเทศอินโดนีเซียตามมาตรฐานไอเอสโอหรือไออีซีก็แล้วแต่ ทุกประเทศในอาเซียน ก็จะยอมรับซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นหลักการในเรื่องการขอมติในครั้งนี้ ขอความเห็นชอบในครั้งนี้ก็คืออยากจะให้ ทุกประเทศใช้มาตรฐานสากลในการรองรับมาตรฐานสินค้าของอาเซียน ตรงนี้ประโยชน์จะเกิดขึ้น จะมีอะไรบ้างก็เรื่องของการลดการตรวจสอบซ้ำ ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งรับรองเวลาส่งไปขาย อีกประเทศหนึ่งก็ไม่ต้องตรวจซ้ำอีก ตรงนี้ก็จะลดต้นทุนแล้วก็เร่งรัดในเรื่องของการนำเข้า ส่งออกให้กระบวนการรวดเร็วขึ้นด้วย ส่วนกรอบเจรจานี้ที่มีท่านสมาชิกหลายท่านยกประเด็นมา ถามว่าทำไมถึงยังไม่มีรายละเอียดปรากฏนะครับ ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าขณะนี้ยังไม่มี รายละเอียดปรากฏ มีเป็นกรอบกว้าง ๆ เท่านั้นเองนะครับ แต่ว่าเมื่อไรก็ตามที่มีการเจรจาแล้ว และบรรลุผลการเจรจารายละเอียดเหล่านั้นก็มีรายละเอียดมานำเสนอ ท่านสามารถดู ตัวอย่างได้จากระเบียบวาระที่ ๒ ที่ขอความเห็นชอบในเรื่องของกรอบเจรจาไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ตรงนั้นมีรายละเอียดครบถ้วนว่าเจรจาแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งตรงนั้นก็จะต้องมาขอคำรับรอง จากรัฐสภานี้อีกครับว่าสิ่งที่ไปเจรจาแล้วมีรายละเอียดดังเช่นวาระที่สอง เมื่อสภาเห็นชอบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจะเอาไปดำเนินการปฏิบัติได้ครับ จึงจะมีไฟนอลเทค (Final tech) ออกมา แล้วก็ไปขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็มาขอสัตยาบัน จากสภาแห่งนี้ในการดำเนินงานต่อไป อันนั้นเป็นกระบวนการ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ที่ท่านมีถามว่าทีมเจรจาแต่ละรายสาขานั้นมีองค์ประกอบ อย่างไรบ้างนั้นนะครับ อยากจะกราบเรียนว่าหัวหน้าทีมนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการ ระดับ ๙ บริหารระดับต้น ระดับสูงขึ้นไป แล้วก็มีทั้งนักวิชาการ มีผู้เชี่ยวชาญ จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปเป็นทีมที่เจรจานะครับ
สำหรับปัญหาอุปสรรคที่มีหลายท่านถามว่ามีปัญหาอะไรบ้าง ในหลายผลิตภัณฑ์ เราไม่มีปัญหาในเรื่องการรองรับมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยานยนต์ เรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็ขณะนี้สิ่งที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการอยู่ก็คือเรื่องของการจัดตั้งให้มีห้องปฏิบัติการทดสอบ ที่ขึ้นทะเบียนกับอาเซียน เป็นห้องปฏิบัติการมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากสถาบันมาตรฐาน นานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นไอเอสโอ จะเป็นยูเอ็นอีซีอี หรือเป็นไออีซีก็แล้วแต่ ซึ่งเมื่อห้องปฏิบัติการ เหล่านั้นได้รับการรับรองเราก็สามารถนำผลทดสอบเหล่านั้นไปใช้ใน ๑๐ ประเทศอาเซียน ได้ทั้งหมด
ประเด็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของมาตรฐานที่ท่านถามว่าจะพูดในเรื่อง ของมาตรฐานการสมัครใจด้วยหรือเปล่านะครับ ยืนยันครับว่าใช้เฉพาะเรื่องของมาตรฐาน ที่เป็นมาตรฐานภาคบังคับเท่านั้น ไม่ครอบคลุมเรื่องมาตรฐานการสมัครใจ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็จะดูในเรื่องของสิ่งที่มีผลกระทบโดยตรงกับเรื่องของความปลอดภัยในด้านของคุณภาพ แล้วก็ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
ประเด็นในเรื่องของการระงับข้อพิพาทที่ท่านสมาชิกได้ถาม อาเซียนมีกระบวนการ ระงับข้อพิพาท ซึ่งกระบวนการนั้นเรียกว่า โพรโตคอล ออน เอ็นแฮนซ์ อาเซียน ดิสพิวต์ เซทเทิลเมนท์ แมกกานีซึม (Protocol on Enhanced ASEAN Dispute Settlement Mechanism) ซึ่งกระบวนการนั้นเห็นชอบร่วมกันตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๗ และนอกจากนั้นแล้วคณะกรรมการรายสาขานั้น ก็มีคณะกรรมการร่วมอีกในการดูแล เรื่องของกระบวนการระงับข้อพิพาท แล้วก็มีข้อตกลงกันว่ากระบวนการระงับข้อพิพาทนั้น ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๖ เดือน ตัวเลขที่ท่านสมาชิกถามครับว่าเอสเอ็มอี ในแต่ละรายสาขามีมากน้อยเพียงใด และได้มีการดำเนินการมาตรการในการช่วยเหลือ อย่างไร ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในส่วนของผลิตภัณฑ์ยามีประมาณ ๑,๖๐๐ ราย ยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประมาณ ๒,๔๐๐ ราย เครื่องมือแพทย์ประมาณ ๒๗๐ ราย อาหารแปรรูป ๔๖,๐๐๐ ราย ยานยนต์และชิ้นส่วนประมาณ ๑,๖๐๐ ราย แล้วก็ผลิตภัณฑ์ยางประมาณ ๑,๙๐๐ ราย
ส่วนมาตรการในการที่จะดูแลให้เอสเอ็มอีของไทยนั้นสามารถผลิตได้ ตามมาตรฐาน ก็มีตั้งแต่เรื่องของการฝึกอบรมให้เข้าใจถึงมาตรฐานของอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรฐานนานาชาตินะครับ นอกจากนั้นแล้วก็เป็นเรื่องของการพัฒนาห้องปฏิบัติการทดสอบ ห้องปฏิบัติการสอบเทียบ หน่วยตรวจสอบรับรองต่าง ๆ ให้มีระบบงานที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งขณะนี้ห้องปฏิบัติการทดสอบที่เรามีปัจจุบันก็มีทั้งในส่วนราชการของภาครัฐ เช่น ของ สมอ. ของกรมวิทยาศาสตร์บริการ ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ห้องปฏิบัติการทดสอบนั้น ปัจจุบันเรามีอยู่ ๒๗๙ แห่งนะครับ ห้องปฏิบัติการทดสอบสินค้าเกษตรและอาหารมี ๗๐ แห่ง ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ๓๒๐ แห่ง สอบเทียบเครื่องมือวัดมี ๑๒๗ แห่ง ซึ่งเหล่านี้ก็สามารถที่จะเป็นเครื่องมือในการที่จะให้ คำรับรองมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์สินค้าของไทยได้ และนอกจากนั้นแล้วห้องปฏิบัติการ เหล่านี้ในกรณีนี้ที่ประเทศเพื่อนบ้านมีผลิตภัณฑ์และอยากจะมาใช้บริการทดสอบของเรา ประเทศเพื่อนบ้านที่ยังไม่มีห้องแล็บเหล่านั้น เช่น ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเมียนมาร์ ประเทศเวียดนาม ก็สามารถใช้ห้องปฏิบัติการของเราในการรับรองได้ด้วยเช่นเดียวกันครับ
สำหรับประเด็นเรื่องการรับฟังความคิดเห็นจากสังคม และจากประชาชน อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าดังที่ผมได้เรียนตอนต้นแล้วว่ากระทรวงอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับงบประมาณในการรับฟังความคิดเห็น แล้วก็ได้ดำเนินงานทั้งหมด ซึ่งรับฟังความคิดเห็นกว่า ๘๐๐ ราย โดยสรุปรวมความเห็นนั้นไม่มีข้อคัดค้านในการเจรจา กับกรอบเจรจาเรื่องมาตรฐาน แล้วก็ได้รับความเห็นรายละเอียดเพิ่มเติมในเชิงวิชาการอีกด้วย ในรายละเอียดสรุปการฟังความเห็นประชาพิจารณ์นั้น ผมได้รับทราบมาจากเจ้าหน้าที่ว่า ได้มีการส่งให้กับวิปของทั้ง ๒ ฝ่ายเรียบร้อยแล้ว ก็เชื่อว่าในรายละเอียดเหล่านั้นก็จะเป็น ประโยชน์ในการไปประกอบการเจรจามาตรฐานต่อไปด้วย
ท้ายที่สุด ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในรายละเอียดทั้งหมด ที่เราดำเนินการนั้น เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในวาระแรกนั้นก็เพื่อที่จะดำเนินการเพื่อให้มี กรอบมาตรฐานแล้วก็สามารถที่จะใช้มาตรฐานสากลร่วมกันทั้งอาเซียน สำหรับวาระที่สองนั้น ก็ขอให้ท่านพิจารณาในเรื่องการให้สัตยาบันความตกลงในเรื่องของระเบียบบริภัณฑ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียนนะครับ ซึ่งได้เจรจาเสร็จแล้ว หลังจากที่ท่านให้คำรับรองนั้น เราก็จะดำเนินการแจ้งเลขาธิการอาเซียนต่อไป แล้วก็ดำเนินการตามระเบียบการควบคุม บริภัณฑ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ได้ ส่วนระยะเวลาที่จะดำเนินการ อาเซียนได้ตกลงกันไว้ว่า จะดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนปี ๒๐๑๕ ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อตกลงร่วมกันของทุกประเทศ ที่อยู่ในอาเซียน ก็ขออนุญาตกราบเรียนนะครับ และผมก็จะรับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะทั้งหมด ไปพิจารณาประกอบนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะส่งเสริมในเรื่องการให้ประชาชน เข้าใจในเรื่องของอาเซียนมากขึ้น แล้วก็จะไปดำเนินการแจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ดำเนินการนะครับ นอกจากนั้นแล้วส่วนในเรื่องของงบประมาณที่ได้รับในการส่งเสริม ในเรื่องของอาเซียนนั้น อยากจะกราบเรียนความคืบหน้าเล็กน้อยนะครับว่า ในปีนี้ได้ดำเนินการ คืบหน้าคัฟเวอร์ (Cover) เกือบ ๆ จะถึงเป้าแล้วครับ เป้าหมายเราตั้งไว้ที่ประมาณ ๘,๐๐๐ ราย ตอนนี้ก็ได้ ๔,๐๐๐ รายเศษ ตัวเลขที่ได้นำเสนอขั้นต้นไปแล้วนั้นที่เป็นตัวเลขยังน้อยอยู่นั้น นั่นเป็นตัวเลขของไตรมาสแรกเท่านั้นนะครับ ขณะนี้ดำเนินการเกินครึ่งแล้ว ก็เชื่อว่า จะบรรลุเป้าหมายได้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนแล้วขอให้รัฐสภาได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบ กรอบการเจรจาและรับรองสัตยาบันของวาระที่หนึ่งและวาระที่สอง กราบขอบพระคุณครับ