กษิต ภิรมย์ หารือเรื่องการมีส่วนร่วมของสมาชิกรัฐสภา และขอเวลาในการหารือเพียงแค่ 2-3 ประเด็น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการภารกิจที่เคียงข้างเพื่อรองรับการเจรจาและวางมาตรฐาน และเรียกร้องความร่วมมือสามเส้าระหว่างรัฐบาล ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของประเทศไทยให้มาตรฐานของสินค้าไทยเป็นที่เลื่องลือทั่วโลก
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีแค่ ๒-๓ ประเด็นเท่านั้นเองครับใช้เวลาไม่มาก
ประเด็นแรก ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม ก็คือว่าในกระบวนประเทศอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศนั้น ประเทศไทย มีความหลากหลายทางด้านอุตสาหกรรมการผลิต รวมทั้งอาหารมากที่สุด ฐานเศรษฐกิจ ของเรากว้างขวาง มีการพัฒนามาเป็นเวลายาวนาน แล้วก็ได้เป็นประเทศที่ส่งออกในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา คิดว่าก้าวหน้ากว่าประเทศอาเซียนอื่น ๆ อาจจะแค่ยกเว้นประเทศสิงคโปร์ ซึ่ง ณ วันนี้เขาก็หนักไปทางด้านการค้าขายบริการมากกว่าการที่จะผลิตสิ่งของ เพราะฉะนั้น จัดได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่นำอยู่ในหมู่อาเซียน นอกจากนั้นแล้วรายได้ของประเทศไทย คือจีดีพี (GDP) ประมาณ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์นั้นขึ้นอยู่กับการค้าต่างประเทศ ซึ่งหมายความว่า สินค้าส่งออกของประเทศไทยนั้นไปยังประเทศที่เขาได้ตั้งมาตรฐานไว้สูงมาก อาทิ ประเทศสหรัฐอเมริกาเหนือ สหภาพยุโรป ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศไต้หวัน ประเทศออสเตรเลีย แล้วก็ประเทศนิวซีแลนด์ เพราะฉะนั้นจากการที่เรามีประสบการณ์ อันยาวนานแล้วเราก็ค้าขายกับต่างประเทศนี้ก็หมายความว่าคุณภาพสินค้าของไทย ได้มาตรฐานสากล และเราก็มีประสบการณ์กับองค์กรกลางของโลก ทางด้านอาหารก็มีโคเด็กซ์ ทางด้านสินค้าอุตสาหกรรมทั่ว ๆ ไปก็มีไอเอสโอ นอกเหนือจาก กฎเกณฑ์ของดับบลิวทีโอ โออีซีดี (OECD) ที่กรุงปารีสต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น นอกจากนั้น แล้วมีหอการค้าต่างประเทศตั้งอยู่ที่ประเทศไทยก็ประมาณ ๓๐ กว่าหอการค้า เพราะฉะนั้น องค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าที่เราต้องขายในอาเซียนแล้วขายไปที่โลกนั้นเรามีอยู่ มากมาย เพราะฉะนั้นคำถามที่ผมอยากจะถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผ่านท่านประธานสภาก็คือว่าแล้วไฉนเราถึงไม่เป็นตัวนำของอาเซียนในการที่จะวาง มาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม ขอใช้ภาษาอังกฤษนิดหนึ่งว่าทำไมเราไม่ เซท สแตนดาร์ด (Set Standard) เพราะว่าเอกสารที่ส่งมาให้เราอ่านที่สภานั้นมันดูหงอย ๆ ครับ มันหลวม ทั้งที่เพื่อน ส.ส. ของผมหลายคนได้ปรารภไว้ มันแทบจะไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความพร้อม ของเราในเรื่องการที่จะไปเจรจาความกับอาเซียนอีก ๙ ประเทศ เพื่อจะได้มีมาตรฐาน ของอาเซียน ผมขอย้ำต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมผ่านท่านประธานสภาว่า เราจะต้องเป็นตัวนำ และจะต้องเอาประสบการณ์ที่มีอยู่ ข้อมูลที่มีอยู่นั้นมาเป็นเอกสาร เจรจาในแต่ละตัวสินค้าหลัก ๆ จะต้องมีเอกสารเหล่านี้ที่เกี่ยวกับมาตรฐานนี่อยู่ในมือ ของคณะผู้แทนไทยที่จะไปเจรจาในกรอบของอาเซียน ถ้าเผื่อทำอย่างนี้ไม่ได้ก็หมายความว่า เราจะทำงานกันแบบสุกเอาเผากินแบบชุ่ย แล้วผมก็ค่อนข้างจะแน่ใจว่าข้าราชการประจำ ที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีขีดความสามารถมากกว่านั้นครับ และที่บอกว่าจะไปปรึกษาหารือ กับสภาอุตสาหกรรมหรือสภาหอการค้า ไม่จำเป็นต้องมาพูดอย่างนั้น ควรจะมาบอกว่า ได้ปรึกษาหารือแล้ว แล้วก็สามารถที่จะร่วมกันดำเนินการ เรามีท่าทีเรียบร้อยแล้วว่า ในสินค้าหลัก ๆ นั้นเราจะมีมาตรฐานเพื่ออาเซียนอย่างไร เราจะเป็นตัวนำ และจะเป็น ผู้กำหนดครับ นำศักดิ์ศรีแล้วก็ขีดความสามารถของประเทศไทยมาให้ประชาชนชาวไทยทราบ และให้เป็นที่ตระหนักภายในอาเซียนด้วย นั่นก็เป็นประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ คู่ขนานไปกับการเจรจาเพื่อวางมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมนั้น มันจะต้องมีภารกิจเคียงข้างนะครับ ขอใช้คำภาษาอังกฤษว่า พาราเรล แอคทีฟวิตี้ (Parallel activity) ซึ่งเพื่อน ๆ สมาชิกก็ได้พูดไว้แล้วหลายท่านด้วยกันผมขอเน้นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ คือเงินทุนเพื่อจะให้มีการวิจัย พัฒนาการค้นคว้าทั้งหลาย รวมทั้งห้องแล็บ ห้องทดลอง บุคลากรที่จะต้องพร้อม แล้วก็การที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม อาชีพของท่านก่อนนั้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านมาจาก ศูนย์นวัตกรรม ท่านอย่าสอบตกในเรื่องนี้เป็นอันขาดนะครับ แล้วในฐานะที่ท่านได้มาเป็น เสนาบดีที่กระทรวงอุตสาหกรรมแล้วท่านจะต้องโยงให้ได้ระหว่างภาควิชาการ คือบรรดา มหาวิทยาลัยทั้งหลาย ภาคอุตสาหกรรมผู้ผลิต แล้วก็รัฐบาล ขอให้มีความร่วมมือสามเส้า ในการที่จะพัฒนาขีดความสามารถของประเทศไทย แล้วก็ให้มาตรฐานของสินค้าไทยนั้น เป็นที่เลื่องลือ ไม่ใช่แค่แต่ในอาเซียน แต่ว่าทั่วโลกด้วย อันนี้ท่านต้องทำ แล้วก็สมมุติว่า ถ้าท่านถูกปลดออกจากตำแหน่งพรุ่งนี้ ผมหวังว่าเมื่อท่านกลับไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านยังจะสามารถที่จะนำพาให้มีความร่วมมือสามเส้าอันนี้ให้ได้ เพราะการวิจัยค้นคว้าพัฒนา เป็นหัวใจที่สำคัญของอนาคตของประเทศไทย เพราะว่าที่ผ่านมาเรามักจะซื้อปัญหาของคนอื่น เราซื้อแฟรนไชส์ หรือไม่เราก็ไปขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของเขา ซึ่งที่เกี่ยวกับประเด็นนี้นี่ ผมก็อยากจะฝากคณะรัฐมนตรีด้วยทั้งหมดนะครับว่าประเด็นปัญหาเกี่ยวกับทุจริตคอร์รัปชัน มันมีอยู่ และจากการทุจริตคอร์รัปชันก็ทำให้การบังคับใช้กฎหมายมันไม่ได้เต็มที่ เมื่อบังคับ ใช้กฎหมายไม่ได้เต็มที่ มาตรฐานของสินค้าไทยมันก็ไม่มีมาตรฐาน แล้วก็มาตรฐานของสินค้า ที่จะมาจากต่างประเทศมันก็ไม่มีมาตรฐาน เพราะมันมีการทุจริตคอร์รัปชัน มีการลอกก๊อบปี้ (Copy) เป็นที่เลื่องลือว่าประเทศไทยก็เป็นศูนย์กลางของอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะฉะนั้น จะต้องทำงานกันอย่างเต็มที่ในการที่จะให้โรงงานอุตสาหกรรมทำงานที่ดี ก็หมายความว่า โรงงานอุตสาหกรรมต้องซื่อสัตย์สุจริตนะครับ ออกมากระทรวงอุตสาหกรรมต้องประสาน กับตำรวจในการที่จะดูแลว่ากฎหมายมีการบังคับใช้ และทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานที่ กฎหมาย หรือว่ากฎเกณฑ์ของอาเซียนจะได้พึงกำหนดไว้ นอกจากนั้นแล้วที่เกี่ยวกับมาตรฐานนะครับ ผมก็ยังไม่ได้เห็นว่าได้มีการพูดอะไรเกี่ยวกับ กรมศุลกากร เพราะว่าพิกัดก็ดี การนิยามคำก็ดี มันต้องควบคู่ไปกับเรื่องมาตรฐาน แล้วก็การวิจัย ค้นคว้าเพื่อพัฒนาเพื่อจะให้ได้มาตรฐานก็ต้องนำเอากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามาด้วย นอกจากนั้นแล้วที่เราเป็นห่วงกันมากเพื่อน ๆ ส.ส. หลายคนได้พูดเรื่องเอสเอ็มอี ธุรกิจขนาดกลางและย่อมที่เขาจะได้รับผลกระทบ สินค้าที่ถูกหรือดีกว่าอาจจะเข้ามาจาก ประเทศมาเลเซีย หรือประเทศฟิลิปปินส์ หรือว่าสินค้ายังไม่ได้มาตรฐาน เรื่องการค้นคว้าวิจัย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งอีกอันหนึ่ง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือกองทุน ณ วันนี้เรามีธนาคารรัฐประมาณ ๖ แห่งด้วยกัน จะเป็น ธ.ก.ส. จะเป็นเอสเอ็มอี จะเป็นธนาคารกรุงไทย จะเป็นธนาคารออมสิน ก็ชะลอหรือว่า ยุติการใช้เงินของธนาคารเหล่านี้เพื่อนโยบายประชานิยมที่เอาภาษีราษฎรไปผลาญกันเล่นนี่ แล้วก็นำเงินเหล่านี้มาช่วยบริษัทธุรกิจขนาดกลางและย่อม คือเอสเอ็มอีของเรา ให้เขาสามารถที่จะตั้งไข่ได้ แข่งขันได้ และสามารถที่จะผลิตสินค้าได้มาตรฐานสากล นอกเหนือจากมาตรฐานของอาเซียน อันนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการ แล้วก็นอกจากนั้นแล้ว ทางรัฐบาลโดยเฉพาะทางกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง ก็น่าจะประสานงานกับ ทางบรรดาธนาคารพาณิชย์ ซึ่ง ณ วันนี้ทุก ๆ ธนาคารเขาก็มีฝ่ายเอสเอ็มอีว่าธนาคารของรัฐ แล้วก็งบประมาณของรัฐจะไปร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์อย่างไรในการที่จะมีทุน ให้บริษัทเอกชนขนาดกลางและย่อมนั้นสามารถที่จะพัฒนาตัวเองแล้วก็ต่อสู้ได้ นี่ก็เป็น รายย่อย ๆ นะครับเกี่ยวกับกิจการคู่ขนานที่จะต้องทำไปในระหว่างที่กระทรวงอุตสาหกรรม จะนำทีมไทยไปเจรจาในการที่จะกำหนดมาตรฐานสินค้าของอาเซียน
ส่วนประเด็นสุดท้ายในเอกสารทั้งหมดที่พูดมาทั้งหมดนี้ ยังไม่เห็นคำว่า สำนักเลขาธิการอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งมีเลขาธิการเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ โดยการประชุม ทั่ว ๆ ไปแล้วของฝ่ายประเทศสมาชิก ณ วันนี้น่าจะมอบหมายให้สำนักเลขาธิการอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตาทำเอกสารทำงาน ภาษาอังกฤษใช้คำว่า เวิร์คกิ้งเปเปอร์ (Working Paper) หรือจะเป็นเอกสารที่จะเป็นอะไร ๆ คล้าย ๆ กับร่างเอกสารเกี่ยวกับมาตรฐานของสินค้า ยางพารา หรือจะอิเล็กทรอนิกส์ หรือจะอื่น ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าแทนที่ประเทศสมาชิก จะเหนื่อยกันทั้ง ๑๐ ประเทศหรือมากันมือเปล่าสู่ที่ประชุมนั้นน่าที่จะได้มอบหมาย ให้สำนักเลขาธิการอาเซียนทำเอกสารพื้นฐานเพื่อเป็นบรรทัดฐานหรือจะเป็นอะไร ฐานในการที่จะได้มีการเจรจาโดยคณะผู้แทนของอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ แล้วก็น่าที่จะมี การเชิญผู้เชี่ยวชาญของโลกจะเป็นขององค์กรโคเด็กซ์ หรือไอเอสโอ หรือของดับบลิวทีโอ หรือแม้กระทั่งของอันแทค (UNTAC) ของสหประชาชาตินั้นมาให้คำแนะนำด้วยเกี่ยวกับ มาตรฐานสินค้าต่าง ๆ ก็เป็น ๓ ประเด็นหลัก ๆ ที่อยากจะขอเสนอต่อท่านประธานสภาไปยัง รัฐบาลแล้วก็ขอความกรุณากระทรวงอุตสาหกรรมข้าราชการจะต้องทำงานให้มันหนักแน่น อย่าดูถูกปัญญาของบรรดาผู้แทนราษฎรของประชาชนที่นี้ ๖๐๐ กว่าคนนะครับ เอาแต่ละเรื่อง ก็เอกสารแผ่นเดียว อย่างนี้มันไม่ค่อยจะงดงามเท่าไรนะครับ เรามีความหวังดีต่อประเทศชาติ ด้วยกัน แล้วก็เห็นว่าการตั้งมาตรฐานสินค้าเป็นเรื่องฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ไม่มีอะไรที่จะ โต้เถียงกันเพียงแต่อยากจะทำงานให้มันดีขึ้น แต่ว่าเอกสารที่ส่งมาแล้วนี่มันค่อนข้างจะเหงา แล้วก็ไม่มีความเป็นมืออาชีพครับ สมัครเล่นเหลือเกินครับ ขอให้ท่านรัฐมนตรีช่วยปรับปรุง วิธีการทำงานด้วยครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ