อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความตกลงด้านมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองภายใต้คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านมาตรฐานและคุณภาพของอาเซียน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบรับรองสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการตรวจสอบที่มีที่มาที่ไปของการผลิตสินค้า และเรียกร้องการมีมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เท่ากันในกลุ่มอาเซียน เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการของอาเซียนและประเทศไทย และหารือเกี่ยวกับการผลิตสินค้าตามมาตรฐานอาเซียนและสากล โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการผลิตสินค้ายาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีคำถามต่อท่านรัฐมนตรีในฐานะตัวแทน คณะรัฐมนตรีที่นำเสนอกรอบการเจรจาความตกลงด้านมาตรฐานและการตรวจสอบรับรอง ภายใต้คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านมาตรฐานและคุณภาพของอาเซียน และกรอบการเจรจา ความตกลงด้านมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองรายสาขา รวม ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์ ผ่านท่านประธาน
คำถามแรกนั้น เป็นคำถามต่อเนื่องจากการดำเนินการในกรณีที่ประเทศไทย ในฐานะสมาชิกของอาเซียนได้ดำเนินการเจรจาและมีความตกลงภายใต้มาตรฐาน และการตรวจสอบรับรองของเอซีซีเอสคิว (ACCSQ) หรือว่าในเรื่องของมาตรฐานและคุณภาพ ของสินค้าและบริการตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๕๐ ซึ่งก่อนหน้านี้ภายใต้ ๘ กลุ่มผลิตภัณฑ์ เราได้มี ความตกลงครอบคลุมและดำเนินการแล้วอยู่ ๒ กลุ่มผลิตภัณฑ์ ก็คือ ๑. บริภัณฑ์ทางด้าน ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องสำอาง และยังเหลือการเจรจาที่มาขอความเห็นชอบ กรอบการเจรจาจากรัฐสภาในวันนี้อีก ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์
คำถามที่ ๑ ก็คือจาก ๒ กลุ่มผลิตภัณฑ์ เราได้ดำเนินการโดยมีปัญหา อย่างหนึ่งอย่างใด ผมไม่ถามถึงประโยชน์นะครับ เพราะทราบดีว่าเป็นประโยชน์มากกว่า หรือว่าเป็นคุณมากกว่าโทษ แต่แน่นอนไม่มีอะไรได้แล้วไม่เสีย ดังนั้นในส่วนของเรื่องกลไก ของการตรวจสอบรับรอง แล้วก็ตัวอย่างข้อพิพาทหรือว่าข้อโต้แย้งจาก ๒ กลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นทางด้านของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมโดยตรง กับ ๒. คือเป็นผลิตภัณฑ์ ทางด้านเวชกรรม เวชภัณฑ์ทางด้านของเครื่องสำอาง ซึ่งอยู่คนละหน่วยงานนะครับ ทั้งในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ในส่วนนี้ เป็นคำถามแรก
คำถามที่ ๒ ก็คือว่าในขณะที่คณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นชอบ อีก ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์ แน่นอนที่สุดคราวนี้ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการเต็มกรอบเจรจา และเป้าหมาย ๘ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่อาเซียนมีความประสงค์จะให้ลดอุปสรรคทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทีบีที (TBT) หรือว่าเอสพีเอส (SPS) คือมาตรการที่เป็นข้อกีดกัน ทางการค้าทางด้านเทคนิค หรือว่าเทคนิเคิล แบร์รีเออร์ (Technical Barrier) หรือว่าในส่วน ของที่เป็นมาตรฐานทางด้านสุขอนามัยพืชและสัตว์ที่เรียกว่า เอสพีเอส ตรงนี้เองครับ ที่จะต้องมีผลกระทบ เพราะว่าภายใต้ ๖ กลุ่มสินค้าที่จะมีการขอกรอบเจรจานั้น ก็มีผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ซึ่งเกี่ยวข้องกับเกษตรกร ผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งถือได้ว่า เป็นอุตสาหกรรมฐานของเรา ๑ ใน ๓ ฐานสำคัญก็คือความเป็นดีทรอยต์ออฟเอเชีย (Detroit of Asia) ของเรา ผลิตภัณฑ์ยางแน่นอนทั้งภาคใต้ ภาคตะวันออก ของภาคกลาง แล้วก็ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสานและตอนนี้ภาคเหนือด้วยก็มีการปลูกยางจำนวนมาก แล้วก็ ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีการเพิ่มมูลค่าด้วยแนวเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการที่จะมี นวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นผลิตภัณฑ์ยานยนต์ขึ้นมาครับ ผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ซึ่งถือว่าเรานั้น ก็พัฒนาก้าวไกลพอสมควรนะครับ ในเรื่องของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์
สุดท้าย คือผลิตภัณฑ์ยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งขณะนี้ ถือว่าเป็นดาวรุ่งภายใต้ความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ผ่านมาก็ถือว่าที่เป็น เทรดดิชันนอล เฮอร์บอร์ (Traditional Herbal) นั้น เป็นผลิตภัณฑ์ที่เรามุ่งหวังว่าจะเป็นจุดแข็ง เหมือนอย่างที่ประเทศเกาหลีได้ประสบความสำเร็จในเรื่องของผลิตภัณฑ์โสมและอื่น ๆ หรือว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขณะนี้ในระบบการค้าของเรา แล้วก็ กำลังขยายในระบบแฟรนไชส์ (Franchise) ออกไปนั้นเป็นระบบการขายตรง แฟรนไชส์ และขายตรงของเราก็กำลังก้าวหน้าอย่างมากถึงขั้นมีแฟรนไชส์ อะคาเดมี (Franchise Academy) ขึ้น ตรงนี้อยากเรียนถามว่ามีผู้ประกอบการทั้งหมดกี่ราย โดยเฉพาะในส่วนเอสเอ็มอี (SME) ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัทใหญ่ ๆ นั้นมีขีดความสามารถสำหรับภาคในการแข่งขัน ในระดับอาเซียน (ASEAN) นั้นเราสู้ได้ แต่ว่าในส่วนเอสเอ็มอีใน ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์นั้นมีจำนวน อยู่เท่าไรใน ๖ คลัสเตอร์ (Cluster) ดังกล่าว และมาตรการเยียวยามีอะไรบ้าง และได้เตรียมการไว้ อย่างไรนะครับ
คำถามถัดมาคือ ในฐานะที่เป็นกรอบความร่วมมือของอาเซียน แล้วก็ปี ๒๕๕๘ เราจะก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งความเป็นประชาคมอาเซียนนั้นจะอยู่บน ๓ เสาหลัก ก็คือ
๑. ประชาคมความมั่นคงอาเซียน
๒. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
๓. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน
ใน ๓ เสาหลักนั้นจะครอบคลุมใน ๓ ฐานด้วยกัน คือ
๑. ด้านของความตกลงทางการค้า
๒. ความตกลงภาคบริการ
๓. ความตกลงว่าด้วยการลงทุน
ทั้ง ๓ ฐานของความเป็นประชาคมอาเซียนนั้นจะเกี่ยวข้องครอบคลุม ๘ กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ครับ ทั้งสินค้าและบริการใน ๘ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ขณะนี้เดินหน้าไปแล้ว ๒ กลุ่ม อีก ๖ กลุ่มมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ผมเชื่อว่าความเป็นประชาคมอาเซียน หรือความเป็นครอบครัวเดียวกัน ความเป็น ๑ ประชาคมที่ถือว่าเป็นมอทโท (Motto) สำคัญ ของอาเซียน เราไม่ประสงค์จะให้มีข้อพิพาทบาดหมาง แต่แน่นอนความพิพาทบาดหมาง ย่อมเกิดขึ้น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจเอกชนเมื่อมีผลประโยชน์ทับซ้อน ผลประโยชน์ขัดแย้งกัน ดังนั้นก็ถามทางรัฐบาลว่าในแนวทางระงับข้อพิพาทซึ่งถือว่าเป็นแนวตั้งรับของ ๑๐ ประเทศ สมาชิกอาเซียนนั้นเราใช้กลไกอะไร เพราะว่าที่นำเสนอข้อมูลมายังรัฐสภานั้นยังไม่เห็น ความชัดเจนนะครับว่ากรณีของการระงับข้อพิพาทนั้นจะใช้กลไกอะไร แล้วก็ความตกลงอะไร แน่นอนที่สุดว่าความตกลงที่จะดำเนินต่อไปภายใต้กรอบเจรจาที่มาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ครั้งนี้ ผมมีความเชื่อไม่ต่างจากคณะรัฐมนตรีนะครับว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศของเรา และต่ออาเซียนโดยรวม แต่อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนดังกล่าวนั้นมันก็มีอุปสรรคแล้วก็ เป็นปัญหาที่จำเป็นเหลือเกินที่ทางคณะรัฐมนตรีจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกรัฐสภา ผมเองในฐานะที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดทั้งที่เคยรับผิดชอบโดยตรงหรือว่าโดยอ้อมก็ตาม และขณะนี้ก็ทำหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาดังกล่าว ก็มีข้อสังเกตที่จะฝากถึง คณะรัฐมนตรีครับ โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะตัวแทน คณะรัฐมนตรี
ประการที่ ๑ ก็คือในยุทธศาสตร์ของประชาคมอาเซียน ซึ่งอยู่บนฐานของ ๔ ด้าน ท่านต้องตอบโจทย์ให้ได้นะครับว่าการเจรจา ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์นั้น จะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศไทยอย่างไร และสนองตอบต่อ ๔ ยุทธศาสตร์ของประชาคมอาเซียนอย่างไร
๑. ก็คือยุทธศาสตร์การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน อันนี้สำคัญมาก เพราะใน ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์นั้น ถือได้ว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศผู้นำใน ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังกล่าว เราจะได้ประโยชน์และใช้ประโยชน์จากความตกลงด้วยการเจรจาอย่างชาญฉลาด ภายใต้ผลประโยชน์ร่วมกันของอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศอย่างไร เช่น ในเรื่องของความร่วมมือ ด้านอาหาร เกษตร และป่าไม้ นี่เป็นสาขาหนึ่งในยุทธศาสตร์ของความเป็นตลาด และฐานการผลิตเดียวกันว่าการตรวจรับรอง และการกำหนดมาตรฐานนั้น จะเอื้อประโยชน์ ต่อฐานการผลิตอาหารที่ประเทศไทยนั้นมีจุดแข็งอย่างไร และความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งถือได้ว่าเป็นเสมือนทรัพย์สิน มรดกที่สำคัญอย่างยิ่ง ในอนาคต ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องดูแลในเรื่องของป่าไม้ จะมีส่วนสำคัญต่ออนาคต ของเรามากน้อยแค่ไหนก็อยู่กับในเรื่องของการเจรจาที่รัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อไป
ยุทธศาสตร์ของการเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ ๒ ของอาเซียน หรือการเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ที่เท่าเทียมกัน รวมถึงการเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก ผมคิดว่านี่คือ สิ่งที่เป็นข้อสังเกตที่ฝากว่ากรอบการเจรจาใน ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งก็เท่ากับ ๘ กลุ่ม หลังจาก ๒ กลุ่มเราได้ดำเนินการไปแล้วนั้นก็ถือได้ว่าเต็มร้อย ตรงนี้ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ จาก ๔ ยุทธศาสตร์ของประชาคมอาเซียน หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไร เพราะก่อน หน้านี้ต้องเรียนว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่ายครับ อันนี้เป็นปีที่ ๔๕ เป็นปี ๔๕ หลังจากที่เกิด อาเซียนขึ้น แล้วก็ผมจำได้ว่าเมื่อเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรก เดือนแรกเลยครับ เดือนตุลาคม ปี ๒๕๓๕ เออีเอ็ม (AEM) ก็คือ อาเซียน อิคอนอมิค มินิเทอะ (ASEAN Economic Minister) และได้มีการประชุมร่วมกัน แล้วก็เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมีความตกลง ในความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะในเรื่องการลดอุปสรรคทางการค้า เพราะฉะนั้น ปี ๒๕๓๕ จึงเป็นปีของการเริ่มต้นสิ่งที่เราคิดว่าเขตการค้าเสรีอาเซียนจะต้องบรรลุผล ปี ๒๕๓๕ จึงถือว่าเป็นก้าวแรกของการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ที่เราเรียกในเวลาต่อมาว่า อาฟตา (AFTA) แน่นอนที่สุดว่าการค้ายังมีปัญหาทั้งในตัวสินค้าและบริการ ไม่ใช่แต่เพียง การลดภาษีหรือการลด ละ เลิกอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีที่เราเรียกว่ามาตรการกีดกัน เพราะแต่ละ ประเทศก็ยังระมัดระวังตลาดภายใน ระมัดระวังผู้ผลิตภายใน ระมัดระวังเศรษฐกิจภายใน ระมัดระวังผู้บริโภคของตัว เพราะฉะนั้นก็ยังเป็นปัญหาในช่วงเริ่มต้น ซึ่งท่านรัฐมนตรี คงจะต้องรับทราบในสิ่งเหล่านี้ว่าไม่ได้เดินได้สะดวกง่ายดาย แต่ว่าแต่ละปี แต่ละเดือนที่ผ่านมา อาเซียนได้บทเรียน อาเซียนได้เข้าใจกันและกันมากขึ้น เราจึงสามารถทำความตกลงว่าด้วย การค้าได้สำเร็จ และเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา จึงได้เริ่มแบบสมบูรณ์หลังจาก ปี ๒๕๓๕ และมาสำเร็จในปี ๒๕๕๓ และเหลืออีกเพียง ๔ ประเทศ ก็คือกลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) ที่จะลดมาตรการทางภาษีหรือ ๐ ในสินค้าเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวสินค้า และบริการที่ค้าขายต่อกัน ที่เราต้องการให้มีการเปิดเสรีนั้น ยังมีปัญหาเรื่องความแตกต่าง ทั้งเชิงคุณภาพ แล้วก็มาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาหารและยา ตรงนี้เองที่นำมา ซึ่งความตกลงในเรื่องของมาตรฐานและการตรวจสอบรับรอง เพราะฉะนั้น อาเซียนและประเทศไทยจึงได้ดำเนินการในการให้มีคณะทำงาน ให้มีสิ่งที่เราเรียก คณะที่ปรึกษาว่าด้วยมาตรฐานและการรับรอง แล้วก็มีคณะกรรมการอีก ๑๐ กว่าคณะครับ เพื่อดูแลทั้งตัวผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ รวมไปถึงกลไก เช่นหน่วยงานของรัฐ ความจริงเรื่องนี้ เป็นเรื่องใกล้ตัวมากท่านประธาน เป็นเรื่องใกล้ตัวมากที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ ของพี่น้องชาวไทย และในฐานะของตัวแทนปวงชนชาวไทย ก็ใคร่ประสงค์ที่จะฝากความเห็น ไปถึงคณะรัฐมนตรีเมื่อจำเป็นจะต้องไปเจรจา หน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมการขนส่งทางบก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และยังครอบคลุมเกี่ยวข้องกฎหมาย หลายฉบับที่ไปผูกพันภาระทั้งทางกฎหมายและข้อเท็จจริงกับหลายกระทรวง ทบวง กรม เช่นพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่กระทรวงอุตสาหกรรมดูแล มอก. ครับ เพราะสินค้าอุตสาหกรรมทั้งที่เราจะส่งออก นำเข้า คำว่า มาตรฐาน สำคัญมาก แต่เป็นมาตรฐาน ของใคร แต่ละประเทศก็จะมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน บางประเทศพัฒนาแล้ว อย่างอาเซียน โดยส่วนใหญ่ก็มีระดับมาตรฐานที่เป็นสากล มีไอเอสโอ (ISO) และอื่น ๆ แต่ว่าในส่วนของ ประเทศอาเซียนที่ระดับความพัฒนาที่ต่างกัน มีระดับก้าวหน้าของกฎหมายและหน่วยงาน และประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ในการตรวจสอบ และข้อกำหนด ต่าง ๆ นั้นก็มีระดับที่แตกต่างกัน คำถามก็คือในระดับหน่วยงานเหล่านี้ ในระดับศักยภาพ ของแต่ละหน่วยงานที่เราต้องการจะให้มีมาตรฐานการตรวจสอบเดียวกัน และมีความสามารถ ในการตรวจสอบรับรองเดียวกันของอาเซียนนั้น ท่านจะทำอย่างไรในเมื่อตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมา เช่นคณะกรรมการอาหารและยาของ ๑๐ ประเทศอาเซียนยังมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก หรือว่ามาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร นอกจากนั้นอย่างพระราชบัญญัติยา พระราชบัญญัติอาหาร ที่เรามีอยู่ รวมทั้งพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์หรือว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พระราชบัญญัติการมาตรฐานแห่งชาติ และอื่น ๆ กฎหมายและหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพียงบางส่วนที่ผมได้ยกตัวอย่างมานี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจรจาทั้งสิ้น แต่ประเด็น ที่ห่วงใยและกังวล ก็คือว่ามันมีความต่างระดับมากเหลือเกินในประเทศอาเซียนด้วยกัน ท่านมีกรอบเวลาไหมครับ
คำถามที่ ๔ ก็คือกรอบเวลาของการเจรจาจะเสร็จสิ้นลงเมื่อใด มีมายสโตน (Mine stone) หรือไม่ และจะทันต่อปี ๒๕๕๘ หรือไม่ และผมคิดว่าประเทศไทยเราล่ามามากแล้ว ต่อเรื่องนี้ ทั้งที่ความจริงถ้าเทียบแล้วเราเป็นประเทศชั้นนำในอาเซียน ถ้าพูดถึงมาตรฐาน ของสินค้าและบริการ รวมทั้งการตรวจสอบรับรองเราถือว่าเป็นประเทศชั้นนำชั้นหนึ่ง ของอา เซียนก็ว่าได้ นอกจากนั้นแล้วประเด็นในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค และการคุ้มครอง ตลาดของเรา ท่านรัฐมนตรีคงทราบนะครับว่ามีกลุ่มผู้ผลิตในประเทศร้องเรียนถึงสินค้า จากบางประเทศ เช่นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบางประการที่เข้ามาทุ่มตลาดของเราด้วยการขาย ที่ต่ำกว่าทุน แล้วก็ต่ำกว่าราคาตลาด ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของโรงงานของเรา จนโรงงาน ของเราได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างมาก ผมไม่ประสงค์ที่จะเอ่ยชื่อประเทศ และเอ่ยชื่อ ตัวสินค้านะครับ โดยใช้การส่งผ่านประเทศอาเซียน โดยการใช้ถิ่นกำเนิดที่จัดตั้งบริษัท เช่นสำนักงานใหญ่ภูมิภาคในอาเซียนมีมาตรการที่เรียกว่า มาตรการดูแลสินค้าประเทศที่สาม ที่ใช้ฐานถิ่นกำเนิดอาเซียนอย่างไร ที่เราเรียกว่า ซับสแตนเชียล แอพพลิเคชั่น (Substantial application) ตรงนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่การเจรจานั้นไม่ใช่ดูเฉพาะในส่วนของการตรวจสอบ รับรองตัวสินค้า แต่ต้องดูถึงที่มาที่ไปของการผลิตสินค้านั้นด้วย มิเช่นนั้นแล้วการเจรจาและความตกลงที่เกิดขึ้นเท่ากับเป็นการเปิดประตูให้สินค้าและฐาน การผลิตของเราและตลาดของเรานั้นถูกโจมตีโดยประเทศนอกกลุ่มอาเซียน แต่สวมเสื้อคลุม อาเซียน
สุดท้าย ก็คือประโยชน์ที่ผมคิดว่าเราจะได้เมื่อเราตั้งใจที่จะเป็นตลาด และฐานการผลิตเดียวกัน แน่นอนที่สุดว่าการมีมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองภายใต้ กฎหมายข้อบังคับแล้วก็แนวปฏิบัติที่มีมาตรฐานที่เท่ากันแล้วก็เสมอกันจะเป็นประโยชน์ ต่อการยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการของอาเซียนและของประเทศไทยโดยรวม
๒. ก็คือจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตสินค้าของเรา ให้ได้สู่มาตรฐานของอาเซียนและสากล ซึ่งจะทำให้เรามีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ตรงนี้เองจึงเป็นจุดแข็งของความตกลงกรอบการเจรจาที่ทางคณะรัฐมนตรีได้นำเสนอมา ในวันนี้ แล้วก็ต้องเรียนว่าบทเรียนของ ๒ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ผมได้ตั้งเป็นคำถามแรกเลยนะครับ แล้วก็จะเป็นข้อระมัดระวังของคณะรัฐมนตรี และเป็นข้อกังวลว่าจาก ๒ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เรา เดินหน้าไปแล้วกับอีก ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มาขอความเห็นชอบ มีอยู่กลุ่มเดียวที่ผมค่อนข้าง ห่วงใยและอยากให้ทางคณะรัฐมนตรีได้ดูแลเป็นพิเศษ ก็คือผลิตภัณฑ์ยาแผนโบราณ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรงนี้มันมาจากสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในระบบอุตสาหกรรมโดยทั่วไป แต่ว่า จะอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน จะอยู่ในกลุ่มโอทอป (OTOP) จะอยู่ในกลุ่มที่ผมเรียกว่า เป็นธุรกิจจุลภาค ไมโครบิซิเนส (Micro business) เล็กกว่าเอสเอ็มอีเสียอีก และมีมาตรฐาน การผลิตที่ยังน้อยอยู่ด้วยข้อจำกัดของทุนทรัพยากรและการบริหาร รวมทั้งเทคโนโลยีโนฮาว (Know-how) และเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นยาแผนโบราณหรือว่าในส่วนของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรงนี้อยากให้ทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ตัวใหญ่คิดเล็ก ตัวเล็กคิดใหญ่ เพราะฉะนั้นในเรื่องของผลิตภัณฑ์ยาแผนโบราณจริง ๆ ก็เป็นเรื่องของความหลากหลาย ทางชีวภาพที่ประเทศไทยของเราอยู่ในประเทศโซนร้อนเรามีมากมายเหลือเกิน เรามีประวัติศาสตร์ แล้วก็มีความเป็นมา แล้วก็มีมรดกทั้งตัวยาเอง ตัวพืช ตัวสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์วัตถุดิบที่เป็น ท้องถิ่นจริง ๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาล ผมเป็นห่วงนะครับ แต่ว่าห่วงมากกว่าคืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่แล้วเขามีกำลังวังชา แต่ที่สำคัญก็คือว่ากลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มที่มาจากฐานรากเหง้าของประเทศจริง ๆ มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น มาจาก ความสามารถของเรา แล้วก็สิ่งที่เป็น โลเคิล คอนเทนท์ (Local content) ทั้งหมด วัตถุดิบ ทั้งหมดมาจากพื้นฐานของเรา แล้วก็ยังเป็นเทรนด์ (Trend) ของโลก ถือว่าเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่เป็นสินค้าดาวรุ่งของโลกทีเดียว ผลิตภัณฑ์สินค้าคุณภาพ สุขภาพ นี่เป็น ๑ ในเทรนด์ เรียกว่า เมกะเทรนด์ (Mega-trend) ของโลก ดังนั้นถึงแม้เล็กที่สุด เป็นส่วนที่เล็กที่สุด เป็นสาขาธุรกิจ ที่เล็กที่สุดแต่ว่าเป็นความยิ่งใหญ่และอนาคตของประเทศ ก็ฝากทางคณะรัฐมนตรีได้กรุณา นำข้อสังเกตความห่วงใย แล้วก็อยากให้ตอบคำถาม เพราะว่าเรื่องของเอ็มอาร์เอ (MRA) สแตนดาร์ด แอนด์ มิวชัล เรคเคิกนิชชัน อะกรีเมนท์ (Standard and Mutual Recognition Agreement) เป็นเรื่องที่เราล่าช้ามามากครับ ผมคิดว่าในกรอบเวลาซึ่งเป็นคำถามสุดท้าย ท่านรัฐมนตรีจะให้ความชัดเจนเพื่อให้ความสบายใจกับรัฐสภานะครับว่าเราจะดำเนินการได้ทัน อย่างน้อยทันต่อสิ้นปี ๒๕๑๗ เพราะเมื่อเราเริ่มศักราชใหม่ในปี ๒๕๑๘ ขอให้เป็นก้าวแรก และมิติใหม่ของประเทศไทยและอาเซียนที่ความตกลงที่ถือว่าเป็นกลไกสำคัญสำหรับ มาตรฐานของความเป็นอาเซียนนั้น โดยเฉพาะด้านการค้า การบริการ และการลงทุนนั้น จะอยู่ที่ตรงนี้ครับ ความตกลงนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นฐานรากสำคัญแล้วก็หวังว่า รัฐบาลจะดำเนินการได้ทันต่อกำหนดการดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและขอให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยกรุณาตอบคำถามทั้ง ๔ ข้อนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ