รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕

เกียรติ สิทธีอมร หารือเรื่องกรอบการเจรจาในอาเซียน โดยชี้ว่าเอกสารที่นำเสนอไม่ชัดเจน และไม่สอดคล้องกับมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายที่ขัดขวางการนำเข้าสินค้าจากนอกอาเซียน เพื่อไม่ให้ผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาในประเทศไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องมาตรฐานส่งออกอาหารไทย การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และยาแผนโบราณ การเจรจาความตกลงด้านมาตรฐานและการตรวจรับรองผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วน มาตรฐานอุตสาหกรรมของไทย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยแสดงความไม่เข้าใจและความกังวลเกี่ยวกับกรอบการเจรจาที่ไม่ชัดเจนและไม่มีความยอมรับร่วมกัน

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมจะขออภิปรายในประเด็นเรื่องกรอบการเจรจาทั้ง ๒ ฉบับ ไปพร้อม ๆ กัน ตามที่ท่านประธานท่านที่แล้วได้ขอความเห็นจากทางสมาชิกไปแล้วนะครับ ก่อนอื่นผมอยากกราบเรียนนะครับว่า คำชี้แจงของท่านรัฐมนตรีตอนที่เริ่มเลยครับ ไม่ทราบว่า ท่านได้คำนึงถึงความสอดคล้องของมาตรา ๑๙๐ หรือเปล่านะครับ เพราะว่ามาตรา ๑๙๐ เขียนไว้ชัดนะครับ ท่านจะต้องมีความชัดเจนว่าก่อนที่จะไปทำหรือก่อนที่จะเสนอ ร่างกรอบการเจรจานี่ท่านต้องศึกษาครับว่าผลจากการเจรจาจะกระทบใครบ้าง และท่านมี โครงการในการที่จะไปดูแลเยียวยากับกลุ่มต่าง ๆ อย่างไรบ้าง ท่านต้องมีการรับฟังความเห็น ของภาคต่าง ๆ รวมถึงประชาชนนะครับ แต่ผมไม่เห็นในเอกสารที่นำเสนอสมาชิกนะครับ สิ่งเหล่านี้ไม่มีความชัดเจนนะครับ เรื่องที่นำเสนอจริง ๆ แล้วดูเหมือนเป็นเรื่องที่ ตรงไปตรงมาง่าย ๆ แต่ในความเป็นจริงครับท่านประธาน เป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างมาก และการเจรจานี้ค่อนข้างที่จะมีความยากลำบาก และประเทศจะเสียโอกาส ถ้าผู้เจรจา ไม่เข้าใจว่าเป้าหมายที่สำคัญของการเจรจาสำหรับประเทศไทยคืออะไร ผมสังเกตเห็นนะครับ ในฉบับแรกที่พูดถึงเรื่องมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองภายใต้คณะกรรมการที่ปรึกษา ด้านมาตรฐานและคุณภาพของอาเซียน และรวมไปถึงมาตรฐานและการตรวจสอบรายสาขา ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์ เห็นได้ชัดนะครับ ในกรอบเจรจาที่เสนอมานี่ ๖ กลุ่มครับ มันมี ๖ มาตรฐาน คงจะแยกกันทำครับ แต่ในที่สุดความครบถ้วนของบางกลุ่มนี้ตกหายไป เดี๋ยวผมจะลง ในรายละเอียดครับ เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อท่านรัฐมนตรีไปใช้ในการปรับปรุงต่อไปนะครับ คำถามผมก็มีอยู่ว่ากรอบต่าง ๆ นี่จริง ๆ เมื่อก่อนผมเป็นสมาชิกของ กนศ. อยู่ ประเภทที่ส่งมา หลาย ๆ มาตรฐานผมให้ปรับเป็นมาตรฐานเดียวกันหมดครับ ก่อนที่จะมาเสนอสภา เพราะไม่เช่นนั้นรัฐมนตรีจะชี้แจงลำบากครับ แล้วก็ข้อมูลที่เกี่ยวกับการศึกษาทั้งหมด ต้องแนบมาด้วยครับ รวมทั้งกรอบการเจรจาที่เป็นภาษาอังกฤษต้องแนบมาด้วย ใน ๖ กลุ่ม ท่านไม่ได้แนบมาครับ ก็ไม่ทราบว่าเป็นกรอบเจรจาที่ท่านขอแล้วเขียนแยกกันมานี่นะครับ มันเป็นกรอบที่ยอมรับของสมาชิกอาเซียนหรือเปล่า ท่านไม่ได้แนบมาเลยครับ หรือเอกสาร ที่ส่งมาให้ผมมันไม่มี ผมก็ไม่ทราบครับ แต่ผมไม่มีครับ ผมก็ตรวจสอบไม่ได้ครับ เพราะผม เคยเจอนะท่านประธานครับ บางกรณีที่เขียนเป็นภาษาไทย พอขยับเป็นภาษาอังกฤษนี่ มันมีการใช้ถ้อยคำซึ่งผิดเพี้ยนไปก็มีครับ ท่านจะเสนอแค่นี้ผมคิดว่าไม่สมบูรณ์นะครับ แล้วก็ยัง ไม่สอดคล้องกับมาตรา ๑๙๐ เป้าหมายที่ท่านเขียนไว้ เป้าหมายจริง ๆ นี่เราต้องการอะไรครับ ในการไปเจรจาสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าเราต้องการไปเจรจาให้เกิดผลประโยชน์ของประเทศไทย มากที่สุด แต่แน่นอนครับ มาตรฐานอุตสาหกรรม มาตรฐานผลิตภัณฑ์ มาตรฐานอาหาร ของประเทศไทยเราเองมีความแตกต่างกับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างมาก และถ้าไปไกลกว่านั้น ก็คือยังแตกต่างกับมาตรฐานสากลในระดับพหุภาคีอีกมากทีเดียว เพราะฉะนั้นก่อนที่จะไปถึงจุด ที่ท่านบอกว่าผมจะไปเริ่มเจรจาแล้วนี่ท่านต้องมีความชัดเจนครับว่าภายในประเทศท่านต้องทำ อะไรบ้างที่จะเตรียมความพร้อม อันไหนที่เป็นมาตรฐานที่ต่ำกว่าท่านต้องยกระดับ ถูกไหมครับ ยกระดับเสร็จแล้วเราบอกว่าเอามาตรฐานนี่ละครับไปเป็นมาตรฐานที่จะใช้ในอาเซียน แต่ท่านไม่มีแนวคิดเหล่านี้ปรากฏในเอกสารนะครับ ท่านเขียนแต่กรอบมาว่าแต่ละอัน ท่านอยากจะเจรจาอะไร เป้าหมายที่เขียนไว้กับถ้อยคำที่ใช้คำว่า ขอบข่าย บางครั้งปนกันครับ บางอันเป้าหมายไปเขียนในขอบข่าย แต่ขอบข่ายไปเขียนในเป้าหมาย อันนี้ก็ต้องให้ ท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไปนี่นะครับให้ท่านชี้แจงให้ชัดนะครับ อ่านแล้วมีความสับสน พอสมควร อย่างเช่นในเอกสารภาพรวมนี้บอกเป้าหมายไม่ได้มีเขียนในเรื่องการยอมรับร่วม อันนั้นคือเป้าหมายที่สำคัญนะครับ เวลาไปเจรจาเป้าหมายคือการยอมรับร่วมครับ แต่ท่านไปปรากฏอยู่ในขอบข่าย ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับว่าทำไมไปอยู่ในขอบข่าย นั่นคือเป้าหมายของการเจรจาเลยครับ ถ้าวันนี้ท่านเดินไปเจรจาแล้วท่านไม่ได้รับการยอมรับร่วม ถามว่าท่านจะเดินต่อหรือเปล่า ตรงนี้ละครับ ผมคิดว่าในแง่ของเอกสารยังไม่สะท้อนชัดเจน ให้สมาชิกรัฐสภารับทราบว่าเป้าหมายของการเจรจาท่านเป็นอย่างไรบ้าง เรื่องที่ยากก็คือ มาตรฐานที่แตกต่างอย่างที่ผมเกริ่นไปแล้ว ผมก็ต้องตั้งคำถามว่าจะมีการให้แต้มต่อ กับประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยกว่าประเทศไทยไหม จะมีการให้แต้มต่อไหมครับ ถ้าไม่มี การให้แต้มต่อถามต่อไปเลยครับว่าท่านจะไปเจรจาแล้วมันจะนำมาใช้ได้หรือเปล่า ในกรณี ของประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนเองทุกคนทราบดี ระดับการพัฒนาเขายังไปไม่ถึงครับ บางประเทศยังไม่มีองค์กรตรวจสอบ ยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ ถ้าไม่มีการให้แต้มต่อ กฎระเบียบนี้จะทำงานได้ไหมที่ท่านไปขอเจรจานี้ครับ ตรงนี้ไม่ได้มีปรากฏอยู่ในเอกสาร ของท่านนะครับ และรวมไปถึงระยะเวลาที่ท่านจะใช้ในการเจรจา ระยะเวลาในการที่ท่านจะใช้ ในการปรับปรุงมาตรฐานภายใน ท่านจะทำอะไร อย่างไร ไม่มีรายละเอียดเลยครับท่านประธาน พอไม่มีรายละเอียดนี่พวกผมเองคนไหนที่ให้ความสำคัญกับกรอบอาเซียนไม่ค่อยสบายใจ หรอกครับว่าท่านกำลังจะเดินไปสู่โต๊ะเจรจา ท่านกำลังจะเอาอะไรไปเจรจา ท่านยังไม่ทราบ เลยครับ ยังไม่มีการประเมินของประเทศไทยเปรียบเทียบกับสมาชิก ๑๐ ประเทศว่าใคร อยู่ตรงไหน อย่างไร เพราะท่านไม่มีครับ วันนี้ท่านมาขอผม ขอสมาชิกอนุมัติกรอบหน่อย ผมต้องตั้งคำถามว่าท่านไปเจรจาอะไรในแต่ละเรื่องครับ ขอความชัดเจนจริง ๆ นะครับ และผมเป็นห่วงมากนะครับ ถ้าท่านเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาด้วยเอกสารเพียงแค่นี้ครับ ประเทศไทย เดือดร้อน เดือดร้อนจริง ๆ ครับ

ต่อไปในเรื่องความปลอดภัย เผอิญท่านเสนอมา ๖ กลุ่ม มันมีทั้งสินค้า เกษตรกรรมหรือเกี่ยวโยงกับเกษตรกรรมและสินค้าอุตสาหกรรมด้วยนะครับ แต่มาตรฐาน ของเราเองก็มีมาตรฐานอยู่หลายระดับ ท่านกำลังจะบอกว่าท่านจะเอามาตรฐานอะไร เป็นหลักครับในการที่จะไปใช้เจรจา ถ้าท่านบอกว่าในความปลอดภัยอาหารท่านจะใช้ มาตรฐานโคเด็กซ์ (Codex) ท่านต้องเขียนครับว่าท่านจะเอาโคเด็กซ์ คือมาตรฐานระดับ พหุภาคีความปลอดภัยอาหารโลก แต่ถ้าท่านใช้โคเด็กซ์ก็ต้องถามว่าประเทศไทยจะสามารถ ส่งออกสินค้าอาหารไปประเทศที่เขายังไม่ปฏิบัติตามโคเด็กซ์ได้อย่างไร และถึงแม้เราจะส่งไป ในกรอบของกลุ่มสมาชิกอาเซียน หมายความว่าประเทศไทยจะต้องปรับกฎระเบียบภายใน ของเราให้สอดคล้องกับมาตรฐานอะไร และมันจะมีผลกระทบกับตลาดที่เราส่งสินค้าไป ณ วันนี้หรือไม่ ท่านประธานคงทราบดีนะครับ เรื่องความปลอดภัยอาหารแต่ละประเทศ มีมาตรฐานของตัวเองครับ และมักจะไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ส่วนใหญ่จะมีกรอบ หรือมีระดับมาตรฐานที่สูงกว่า หรือผิดเพี้ยนไปในเรื่องความปลอดภัยอาหาร และเป้าหมาย และการออกแบบความปลอดภัยอาหารของแต่ละประเทศครับ หลาย ๆ เรื่องเป็นเรื่อง การกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี ผมก็ยังไม่เห็นทิศทางเลยนะครับว่าท่านวันนี้กำลังจะปรับประเทศไทย ไปอยู่ตรงไหน ผมถึงบอกเรื่องนี้ฟังดูผิวเผินมันดูเหมือนเรื่องง่าย แต่ในความเป็นจริง ท่านต้องบอกให้ทราบว่ายุทธศาสตร์ของประเทศไทย เช่น อาหารจะทำอย่างไร ยาจะทำอย่างไร เครื่องมือแพทย์จะทำอย่างไร เรื่องยาง ยางแปรรูป จะทำอย่างไร แต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ท่านอ้างถึงมียุทธศาสตร์ที่ไม่เหมือนกันในการเจรจา แต่ท่านไม่เขียนครับ กระบวนการที่ท่านจะดำเนินการต่อไปที่จะต้องมีคนได้รับผลกระทบ การปรับตัว การเยียวยา ผมกล่าวในตอนเกริ่นนำไปแล้วนะครับว่าท่านไม่ได้เขียนรายละเอียดไว้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญครับ

อีกประการที่มีความสำคัญอย่างมากครับ การที่จะสร้างมาตรฐานขึ้นใหม่ ท่านจะต้องแก้กฎหมายหลายฉบับครับ ท่านไม่มีเขียนไว้เลยครับว่ากฎหมายฉบับไหน ท่านต้องแก้บ้าง เพราะถ้าท่านไปเจรจาตกลงในข้อกำหนดที่ขัดกับกฎหมายที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำได้หรือครับ ตรงนี้ท่านไม่มีรายละเอียดเลยนะครับ ง่าย ๆ เลยครับ มาตรฐานส่งออกอาหาร ของประเทศไทย ท่านบอกวันนี้อยากจะได้การยอมรับร่วมกัน ท่านทราบไหมครับว่ามาตรฐาน ของเรา กฎหมายของเราฉบับหนึ่งกำหนดไว้ว่าเราต้องส่งไปตรวจที่กระทรวงสาธารณสุข ถึงแม้เป็นอาหารส่งออกนะครับ เราตรวจภายใน ๑ ครั้งใช้เวลาเกือบอาทิตย์ครับ พอส่งไป ประเทศที่เป็นตลาดตรวจซ้ำอีกครับ กฎหมายฉบับนี้ท่านจะแก้หรือเปล่า ถ้าไม่แก้ปฏิบัติไม่ได้ครับ ท่านไปเจรจาผมก็ไม่ทราบว่าผลลัพธ์ได้มาอย่างไร จะปฏิบัติได้หรือไม่การนำเข้าของสินค้า หรือผลิตภัณฑ์จากนอกอาเซียนมีผลอย่างไรครับ วันนี้แต่ละประเทศ ๑๐ ประเทศมีมาตรฐาน ๑๐ แบบ ๑๐ อย่าง และกระทบกับการนำเข้าของประเทศไทยจากกลุ่มสินค้าที่มาจาก นอกประเทศไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่เข้ามาในประเทศไทยกระทบไหมครับ ขอให้ท่านตอบให้ชัดนะครับ จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง เพราะท่านเขียนไว้มันดูดีนะครับว่า ต้องการให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดภูมิภาคและตลาดโลกได้อย่างมั่นคงและขยายตัว เห็นไหมครับ ไม่ใช่เฉพาะตลาดภูมิภาคนะครับ ตลาดโลกด้วยนะครับ มั่นคงและขยายตัว แต่ถ้าท่านไปยอมรับ ในข้อกำหนดซึ่งมีมาตรฐานสูงกว่าที่เราปฏิบัติอยู่ ณ วันนี้ แล้วเราได้รับผลกระทบท่านจะทำ อย่างไรครับ ตรงนี้ขอความชัดเจนนะครับ

ประการต่อมา ผมอยากจะยกตัวอย่างที่ท่านเขียนไว้นะครับ อย่างเช่น กรณียาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในกรอบการเจรจาท่านไม่ได้เขียนเลยครับ การยอมรับร่วมกัน ตกไปหรือเปล่าครับ ทำไมตัวอื่นท่านมีละครับ การยอมรับร่วมกันตั้งแต่ต้น เลยครับ แต่ทำไมยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีครับ แสดงว่ากลุ่มสินค้า ผลิตภัณฑ์นี้ต้องไปตรวจซ้ำหรือ เห็นไหมครับ ผมถึงเรียนท่านประธานไปตั้งแต่ต้นว่า ดูเหมือนว่า ๖ ฉบับนี้ คนทำ ๖ กลุ่มทำ แล้วไม่มีความสอดคล้อง แล้วผมไม่เชื่อนะ ท่านอาจจะผ่าน กนศ. มาก็ได้ครับ แต่ผมไม่เห็นในรายงานนี้ฉบับอ้างอิงถึงการอนุมัติโดย กนศ. เลยครับ เรื่องเหล่านี้ กนศ. ตั้งมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ก่อนที่จะนำเข้าสภาต้องผ่าน กนศ. ครับ ไม่อย่างนั้นท่านตั้ง กนศ. เอาไว้ทำไมครับ คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไม่มีนะครับ ในที่สุด ขึ้นอยู่กับคำตอบของคณะรัฐมนตรีครับท่านประธาน แต่ถ้าคำตอบก็คือว่าไม่ได้ผ่านกระบวนการ ขั้นตอนที่ถูกต้อง การนำเสนอไม่ถูกต้อง ยังไม่ครบถ้วนตามมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานต้องใช้ ดุลยพินิจว่าจะให้พวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาสามารถที่จะลงความเห็นหรือลงมติได้หรือเปล่า

ตัวอย่างต่อไปครับ กรอบเจรจาความตกลงด้านมาตรฐานและการตรวจรับรอง ผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ท่านทราบไหมครับว่าเครื่องมือแพทย์นี่จริง ๆ แล้วในโลกปัจจุบันนี้ มันมีทั้งเครื่องมือแพทย์ที่เป็นเครื่องมือใหม่และเครื่องมือที่ใช้แล้ว ท่านมีนโยบายอย่างไรครับ รัฐบาลมีนโยบายอย่างไรเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ที่ใช้แล้ว ท่านไม่เขียนครับ ถ้าท่านไม่ไปเจรจา ไม่ลงในรายละเอียดถึงเครื่องมือแพทย์ที่ใช้แล้ว ถามหน่อยครับว่ามันจะเป็นประโยชน์ไหมครับ สำหรับประเทศไทยที่อาจจะมีความก้าวหน้าทางวิทยาการทางการแพทย์นะครับ มีเครื่องไม้ เครื่องมือที่เราใช้มาเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี แล้วเราเริ่มที่จะมีเงินในการที่จะไปซื้อสินค้าใหม่ ๆ ซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มาใช้ และมีความจำเป็นที่จะต้องขายต่อไป ไม่อยู่ครับ ตรงนี้ทำไมไม่อยู่ ในกรอบการเจรจาของท่านครับ จะเอาอย่างไรก็ได้นะครับ ถ้าบอกว่าอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ บอกไม่ต้องการเห็นเครื่องมือแพทย์เก่ามาขายในประเทศในภูมิภาคนี้ ถ้าเป็นความเห็นร่วมกัน ก็เอาอย่างนั้นละครับ แต่การที่ท่านไม่ได้เขียนไว้เลย ผมก็ไม่ทราบครับ เดาไม่ถูกครับว่านโยบาย ของรัฐบาลคืออะไรแน่

พอไปเรื่องอาหารแปรรูปครับ ท่านก็ไม่เขียนเรื่องความยอมรับร่วมกันอีกแล้ว เป้าหมายของการเจรจาไม่เขียนเรื่องการยอมรับร่วมกันนะครับ เห็นไหมท่านประธาน ผมก็เลย สับสนครับ ในหนังสือปะหน้าเขียนบอกจะเอาเรื่องความยอมรับร่วมกัน แต่ในกรอบการเจรจา ไม่เขียนครับ พอไม่เขียนก็ต้องถามว่าหัวหน้าคณะเจรจาจะไปเจรจาต้องคำนึงถึงเป้าหมาย การยอมรับร่วมกันหรือเปล่า ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดนะครับ และเป็นเรื่องที่ต้องไปถึง ให้ได้ในการเจรจา ตรงนี้ท่านไม่เขียนครับ กรอบการเจรจารายการแต่ละรายการสั้นมากครับ ท่านรัฐมนตรีต้องกลับไปดูครับ กรอบการเจรจาอื่น ๆ ยาวกว่านี้มากเลยครับ ทำไมครั้งนี้มันสั้น จนผิดปกติ ผมก็ไม่เข้าใจครับ รีบทำกันไปนิดหนึ่งหรือเปล่า หรือไม่ผ่าน กนส. เลยไม่มีใคร ช่วยดู ผมก็ไม่ทราบครับท่านประธาน

มาเรื่องผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วน เรื่องนี้เฉพาะเลยครับ ประเทศไทย ผลิตทั้งชิ้นส่วนที่เป็นแบรนด์เนม (Brand name) และเป็นชิ้นส่วนที่สามารถใช้กับหลาย ๆ ยี่ห้อ ร่วมกันได้ หรือชิ้นส่วนเทียบเท่า นโยบายคืออะไร การยอมรับร่วมกันเฉพาะแบรนด์เนม หรือเปล่า และสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์เทียบเท่าปีหนึ่งเราส่งออกเป็นหมื่นล้านบาทนะครับ ไม่อยู่ในกรอบการเจรจาของท่านนะครับ พอไม่อยู่ ผมก็ต้องตั้งคำถามว่านโยบายรัฐบาล คืออะไรแน่ ท่านจะส่งเสริมเฉพาะแบรนด์เนมหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต สินค้าหรือชิ้นส่วนยานยนต์เทียบเท่าอย่างมากทีเดียว และปัจจุบันนี้ท่านประธานทราบไหมครับ ในสมัยยุคที่แล้วสำนักงานผู้แทนการค้าพาเขาไปเปิดตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก และคาดว่าภายใน ๓ ปี ๕ ปี จะขายได้ไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท นี่ครับ เทียบเท่าทั้งสิ้นเลยครับ ถ้าการเจรจาเราไม่มีรายละเอียดตรงนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าเป้าหมายท่านไปเจรจา ที่ท่านบอกว่า จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมันจะครบถ้วนหรือครับ ค่อนข้างจะเห็นว่าขาดตกบกพร่อง ไปมากนะครับ

ผมขอมาความตกลงว่าด้วยการปรับระบบกฎระเบียบการควบคุมบริภัณฑ์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน กระทรวงอุตสาหกรรมน่าจะทราบดีนะครับ วันนี้สำหรับมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์หรือสินค้าอุตสาหกรรม ท่านมีมาตรฐานอยู่ ๒ แบบ

แบบที่ ๑ คือภาคบังคับ

แบบที่ ๒ คือแนะนำ

ปัญหาของประเทศไทยมาโดยตลอดเลยครับ ที่เป็นภาคบังคับ ระดับ ๑๐๐-๒๐๐ รายการเท่านั้นเอง แต่ที่แนะนำ ๖๐๐-๗๐๐ รายการ แต่ท่านทราบไหมครับว่า กรอบความตกลงระหว่างประเทศมาตรฐานแนะนำเขาไม่มาบังคับใช้ ที่ท่านจะต้องทำก็คือ ผลักดันให้มาตรฐานสินค้าที่ท่านใช้คำว่า แนะนำ นี่นะครับ กลายเป็นมาตรฐานบังคับ ความก้าวหน้าในการกำหนดมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมแต่ละรายการใช้เวลายาวนานมากครับ หลายสิบปีที่ผ่านมาท่านแทบจะไม่ได้ออกมาตรฐานใหม่ที่เป็นมาตรฐานบังคับเลย เราเคยมี ความพยายามนะครับ เผอิญเวลามีไม่พอ ตอนเป็นรัฐบาลชุดที่แล้วพยายามให้เร่งออกมาตรฐานบังคับให้มากขึ้น อันนี้กระทบกับข้อตกลงระหว่างประเทศทุกฉบับ รวมไปถึงกรณีของประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ กระทบหมดครับ เพราะมาตรฐานที่ท่านจะพึงใช้ภายใต้ข้อตกลงคือมาตรฐานบังคับเท่านั้นเอง ทีนี้ในกรณี ของประเทศญี่ปุ่นมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เขาเป็นมาตรฐานบังคับร่วม ๑,๐๐๐ รายการ แต่ว่าประเทศไทยมี ๑๐๐-๒๐๐ รายการ เสียเปรียบทันทีครับเวลาไปลงนามข้อตกลง และวิธีเดียวที่จะทำให้ไม่เสียเปรียบ ก็คือการที่กระทรวงอุตสาหกรรมเองโดยสำนักงาน มาตรฐานอุตสาหกรรมจะต้องเร่งออกมาตรฐานภาคบังคับด้วยเหตุผลของการคุ้มครอง ผู้บริโภคอย่างรวดเร็วที่สุด ทำง่าย ๆ ครับ ท่านรัฐมนตรีครับ มาตรฐานอะไรที่เราผลิตได้ สวมมาตรฐานที่เราผลิตได้เข้าเป็นมาตรฐานเชิงบังคับเลยครับ จะทำได้เร็ว ไม่จำเป็นจะต้อง ไปนั่งออกมาตรฐานใหม่ ค่อย ๆ ทำในลักษณะวิชาการดึงผู้เชี่ยวชาญคณะโน้น คณะนี้ ประเทศโน้น ประเทศนี้มาร่วมออกแบบมาตรฐานอุตสาหกรรมไม่ต้องครับ หลาย ๆ ประเทศ เขาจะทำให้เร็วสวมมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ผลิตได้เลยครับ เพราะมาตรฐานเหล่านั้น เป็นมาตรฐานที่เราสามารถส่งออกไปต่างประเทศก็ได้เป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว ทำอย่างนั้นจะได้ ไม่เสียเวลา เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านรัฐมนตรีต้องมีความชัดเจน อันนี้ก็เป็นกระทรวงของท่านเอง โดยตรง ท่านก็ต้องบอกให้ได้ครับว่าท่านมีแผนในการปรับปรุงมาตรฐานอุตสาหกรรม ของสินค้าที่ผลิตภายในประเทศอย่างไรบ้างในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มจากตรงนั้นก่อนนะครับ

อีกประการหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากในทุกเวที ณ วันนี้ คือเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ การที่ท่านเปิดให้เขาขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในประเทศได้ ใครเป็นคนกำจัดขยะ ภาระของการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นของใคร ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในมาตรฐานสหภาพยุโรป ณ วันนี้ ผู้ส่งสินค้าเข้าประเทศเป็นผู้รับภาระ ประเทศไทยจะเอาอย่างไร กลุ่มประเทศอาเซียนจะเอาอย่างไรในเรื่องนี้ และรวมไปถึงว่ามันจะมีผลกระทบอย่างไร กับสินค้าที่นำเข้าจากนอกภูมิภาคอาเซียน และต้องคำนึงด้วยนะครับ ข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับทุกประเทศที่ไม่ใช่เป็นสมาชิกอาเซียนมีผลกระทบไหมครับ ผมไม่เห็นในเอกสารของท่าน ในเมื่อเอกสารของท่านไม่ได้เขียนชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ ก็ต้องขอให้ท่านตอบเพื่อให้เราสามารถตัดสินได้ว่าเราจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

ประการสุดท้าย ยิ่งมีข้อตกลงมาก ยิ่งมีข้อพิพาทมาก ยิ่งมีการไม่ปฏิบัติตามมาก อันนี้ก็ตรงกับที่ท่านอลงกรณ์อภิปรายไปเป็นข้อเป็นห่วงอย่างยิ่งครับว่ากลไกในการระงับ ข้อพิพาทของอาเซียนเองจะมีอย่างไรบ้าง ท่านจะใช้มาตรฐานอย่างไร ภายใต้กรอบ ดับบลิวทีโอ (WTO) เรามีกระบวนการที่ค่อนข้างชัดเจน แต่ของอาเซียนยังไม่ชัด และถ้าท่านเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่คำนึงถึงกลไกระดับข้อพิพาท ระงับข้อพิพาท ตรงนี้ก็จะเป็นปัญหา แต่จริง ๆ ท่านเขียนไว้ เหมือนกัน ระงับข้อพิพาทบ้าง เฟรมเวิร์ก อะกรีเมนท์ (Framework Agreement) เท่านั้นเอง กรอบการเจรจาบางอันถ้าพูดถึงเรื่องระงับข้อพิพาท แต่ไม่ครบทุกกรอบครับ พอไม่ครบ ทุกกรอบก็ต้องถามท่านว่าเป้าหมายของรัฐบาลคืออะไรแน่

ประการสุดท้าย เมื่อก่อนนี้เราพยายามหามาตรฐานว่ากรอบเจรจาอย่างเดียว คงไม่พอ ควรจะมีการมอบหมายชัดเจนให้สังคมรับรู้ชัดเจนว่าใครคือหัวหน้าคณะผู้เจรจา และคณะประกอบด้วยใครบ้างครับ แล้วก็เป็นหน้าที่ของหัวหน้าคณะผู้เจรจาที่จะต้อง นำรายละเอียดมาเสนอครับ มาเสนอที่ใคร ที่ กนส. หรือที่รัฐบาลว่าจะมียุทธศาสตร์และยุทธวิธี ในการเจรจาอย่างไรบ้าง ถ้าท่านทำอย่างนั้นได้ นี่ครับ คือความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และการมีผู้รับผิดชอบชัดเจนในการดำเนินการในขั้นต่อไป ในขั้นนี้ผมไม่เห็นในกรอบ หรือเอกสารที่ท่านเสนอมาในเรื่องที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับการเจรจายุทธวิธี ในการเจรจาเพื่อให้ได้เป้าหมายที่ท่านต้องการ ตรงนี้ก็ขอความชัดเจนจากท่านรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณครับ