รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

สุรจิต ชิรเวทย์ วิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญที่เสนอมาก่อน โดยระบุว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากมีสาระที่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอและไม่เหมาะสมกับประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์การเมืองที่มีการครอบงำของพรรคการเมืองและผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ และเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับบทบัญญัติของส.ส. และองค์กรอิสระ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม

ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสมุทรสงคราม กระผม ก็อยากจะขอเรียนว่ารัฐธรรมนูญเป็นของแก้ได้นะครับ แต่ต้องทําให้ถูกวิธีที่กําหนดไว้ แล้วก็ ที่เสนอมาทั้ง ๓ ร่างนี้ กระผมเห็นว่าเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่น่าจะทําได้ แล้วก็ จะก่อให้เกิดปัญหายืดเยื้อกันไปอีกยาวนานนะครับ ในอดีตที่ผ่านมาช่วงแรก ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผู้เปลี่ยนแปลงก็เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเอง ด้วยอุดมการณ์ ด้วยเจตนาดี แต่แล้วมันก็กลายเป็นการช่วงชิงอํานาจปกครอง ใครได้อํานาจ ก็ไปลิดรอนอีกฝ่ายหนึ่ง ไป ๆ มา ๆ ก็ลืมหลักการประชาธิปไตยกลายเป็นเรื่องการแย่งชิง อํานาจนะครับ แล้วถ้าประชาธิปไตยมันเกิดขึ้นได้โดยการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมก็คิดว่า ประเทศไทยคงเป็นประชาธิปไตยไปนานแล้ว เพราะถ้านับรวมทั้งฉบับชั่วคราวด้วย เราก็มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๙ ฉบับ น่าจะไปลงกินเนสส์ บุ๊ค (Guinness book) ได้แล้ว โดยเราแก้ไขน้อยกว่าที่ยกร่างใหม่ นั่นก็คือเราถอยไปนับ ๑ ใหม่เรื่อยไปเราก็เลยไม่เคย ไปถึงไหน ก็ไม่ต้องไปโทษใครไม่ว่าฝ่ายทหารหรือฝ่ายพลเรือนก็ใช้วิธีเดียวกันนะครับ ทีนี้ การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญผมเข้าใจว่ามันเริ่มขึ้นหลังปี ๒๕๓๕ หลังเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ซึ่งได้นํามาสู่ปัญหาในปัจจุบันนี้ โดยเราก็ยังกังวลอยู่กับประชาธิปไตย แบบตัวแทน แล้วก็ละเลยประชาธิปไตยแบบทางตรงซึ่งสามารถใช้ได้ในชุมชน เราไม่ได้ พยายามในเรื่องนี้เลยนะครับ หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬซึ่งประชาชนเบื่อหน่าย ทั้งนักการเมือง ทั้งฝ่ายทหารที่วนเวียนกันอยู่ในวงการเมือง สังคมก็เลยหมดความไว้วางใจ ก็เลยไปตั้ง สสร. มายกร่าง แล้วก็กันฝ่ายการเมืองออกไป สสร. ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงไม่ใช่ คนในแวดวงการเมืองก็เจตนาดี แต่ไม่เข้าใจนิสัยคนไทยก็อยากจะเห็นการเมืองไทย มีเสถียรภาพเหมือนมาเลย์ของดอกเตอร์มหาธีร์หรือประเทศสิงคโปร์ของนายลี กวนยู ก็เลยไปสร้างเงื่อนไขซึ่งเป็นปัญหาอันสําคัญต่อมา ก็คือการบังคับให้ ส.ส. สังกัด พรรคการเมือง ไม่อย่างนั้นลงสมัครไม่ได้ก็เป็นการลิดรอนเสรีภาพทางการเมืองอยู่แล้ว โดยไปเอาแบบอย่างมาจากประเทศเกาหลีซึ่งปัจจุบันประเทศเกาหลีเขาเลิกไปแล้วนะครับ เมื่อบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองแล้ว พรรคการเมืองก็ยังกุม ส.ส. อย่างเบ็ดเสร็จ โดยสามารถลงมติเพิกถอนสมาชิกสภาพของ ส.ส. ได้ พรรคการเมืองก็เลยไม่ใช่ พรรคการเมืองอีกต่อไปนะครับ ฝ่ายทุนก็เห็นโอกาสนี้ก็ระดมทุนเข้ามาผูกขาดอํานาจ ทางการเมือง โดยเข้ามาเป็นเจ้าของพรรคการเมือง เราจะเห็นว่าในพรรคการเมืองบางพรรค หัวหน้าพรรคเขายังไม่เรียกหัวหน้าเลยนะครับ แต่เขาเรียกนาย เหมือนกับนักการเมือง ท้องถิ่น กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาเรียกนายอําเภอว่านาย เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดว่านายนะครับ มันก็เลยกลายเป็นว่า ผู้มีหน้าที่รับใช้ราษฎรกลายเป็นนาย ส่วนราษฎรซึ่งเป็นนายจริง ๆ กลายเป็นบ่าวไป นี่ก็คือข้อพิสูจน์ว่า ๘๐ ปีมานี้เราไม่ได้ไปถึงไหนเลยนะครับ ในร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ร่างของ ๒ พรรคที่เสนอมาให้เหตุผลในการแก้ไว้ข้อหนึ่งว่า ในเหตุผล ของเขาว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําให้พรรคการเมืองอ่อนแอ แต่กระผมกลับเห็นว่าทุกวันนี้ พรรคการเมืองมีอํานาจมากเกินไป คือท่านมองในแง่ที่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีโทษรุนแรง ถึงเรื่องการยุบพรรค และเว้นวรรคกรรมการบริหารพรรคนะครับ ซึ่งประเด็นนี้ผมก็เห็นด้วย ว่ามันแรงเกินไป แต่ท่านก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องการเทคโอเวอร์ (Takeover) พรรคการเมือง ซึ่งกระทํากันได้อย่างเปิดเผยนะครับ แล้วก็การครอบงําเหล่านี้ก็แผ่ขยายลงไปจนถึง ระดับท้องถิ่นนะครับ ซึ่งเราก็ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อน เดี๋ยวนี้ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นขึ้นมา ก็จะได้เห็นการเมืองแบบวงศาคณาญาตินะครับ พร้อม ๆ กับการรับเหมาโครงการก่อสร้างต่าง ๆ สัมปทานต่าง ๆ คือถ้าไม่เลือกข้างก็ถูกกินนะครับ ผมคิดว่านี่ต่างหากที่เป็นสาเหตุที่เป็น ปัญหาการเมืองที่สั่งสมมานะครับ เพราะว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์อีกต่อไป แต่เป็น เรื่องผลประโยชน์ คนรุ่นก่อนเล่นการเมืองแล้วจน คนสมัยนี้เล่นการเมืองแล้วรวยนะครับ

ท่านอภิวันท์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านมีข้อเสนอแนะหลายข้อที่ผมก็เห็นด้วยว่า เป็นประเด็นที่น่าจะมาถกเถียงแก้ไขกันได้นะครับ แต่ในประเด็นมาตรา ๒๖๖ กับมาตรา ๒๖๗ ที่ห้าม ส.ส. ส.ว. แทรกแซงข้าราชการประจํา แล้วก็มีหลายท่านมองว่าเป็นอุปสรรค ต่อการช่วยเหลือประชาชน คือผมคิดว่าอันนี้ไม่ใช่อุปสรรคนะครับ เพราะว่าเราเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วเราก็สามารถทําการตรวจสอบฝ่ายบริหารผ่านระบบคณะกรรมาธิการ ผ่านการตั้งกระทู้ถามได้อยู่แล้วนะครับ แล้วก็ขนาดห้ามแทรกแซงอย่างนี้ก็ยังล้วงลูกกัน จนระบบราชการเละเทะไปหมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นกระผมจึงหวังว่าจะได้เห็นข้อเสนอ ในการแก้ไขตามแบบแผนวิธีการที่กําหนดไว้ตามเจตนารมณ์ในมาตรา ๒๙๑ ก็คือเสนอร่างมา พร้อมกับยกร่างรัฐธรรมนูญเลขมาตรากับเนื้อหามาเลยนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เราก็จะขัดหรือสุ่มเสี่ยงต่อประเด็นที่ผมได้กล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นก็คือ มันจะเป็นการยกเลิก รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แล้วก็เป็นการผิดต่อคําปฏิญาณ เสี่ยงต่อความผิดตามมาตรา ๖๘ และมาตรา ๑๕๔ เพราะกระผมดูแล้วว่าไม่มีความจําเป็นต้องจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ยิ่งฟังท่านชี้แจงก็ยิ่งเห็นว่าไม่จําเป็น ก็คือผมดูแล้วหมวดที่เป็นปัญหาน่าจะอยู่ในหมวด รัฐสภากับหมวดองค์กรอิสระนะครับ ซึ่งก็สามารถยกร่างมาถกเถียงอภิปรายกันได้ บทบัญญัติข้อกําหนดเรื่องการยุบพรรคซึ่งแรงไปนี่ ผมว่าหลายฝ่ายเริ่มตกผลึกแล้ว เป็นสิ่งที่ น่าจะแก้ไขได้ บทบัญญัติที่ไม่ให้ศาลเข้ามาเป็นกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ผมก็คิดว่า ตกผลึกกันแล้ว ศาลเองก็ไม่ได้ต้องการแบบนั้น แต่เราไปกําหนดให้ท่านเข้ามา ทําหน้าที่นั้นเองนะครับ บทบัญญัติให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ซึ่งลดเสรีภาพทางการเมือง ลดเสรีภาพในการรับสมัครเลือกตั้ง บทบัญญัติที่ให้พรรคสามารถมีมติเพิกถอน ส.ส. อันนี้ ก็น่าจะแก้ไขได้ แต่ว่าประเด็นปัญหาที่ผมไม่เห็นด้วยกับ ๓ ร่างที่เสนอมาก็เพราะว่า มันคลุมเครือ แล้วก็ให้ไปตั้ง สสร. มาทํา ผมว่ามันไม่จําเป็นต้องไปเปลืองงบประมาณขนาดนั้น สถานการณ์เมื่อปี ๒๕๔๐ กับปีปัจจุบันนี้มันไม่เหมือนกันนะครับ ผมคิดว่าสมาชิกทั้ง ๖๔๙ คน น่าจะพิจารณาสิ่งนี้ได้นะครับ ผมก็หวังว่าทางฝ่ายรัฐบาลและทั้งพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ที่เสนอมานี้ก็ไม่น่าจะทิฐิ น่าจะเอากลับไปปรับปรุงแก้ไข แล้วก็เสนอมาใหม่ได้นะครับ ขอบพระคุณครับ