รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

วิชาญ มีนชัยนันท์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน และมีการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรป โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนในรัฐธรรมนูญเพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยและคงอยู่ได้ยาวนาน

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะมี การแก้ไขเพิ่มเติม แล้วก็มีร่าง ๓ ร่าง ผมเองได้ดูในส่วนเบื้องต้นแล้วนะครับ ทั้ง ๓ ร่างนั้น ก็มีเป้าหมายวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน แล้วก็เป็นเป้าหมายซึ่งผมเองคิดว่าตรงกับใจผม โดยเฉพาะการที่จะเลือกคนกลางขึ้นมาดําเนินการในการยกร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ ซึ่งในแต่ละรายละเอียดนั้นก็มีการเขียนไว้ชัดเจนว่าการได้มาของตัว สสร. โดยเฉพาะในเรื่อง ของการได้มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดถึง ๗๗ จังหวัด และยังมีจากการสรรหา จากตําแหน่งต่าง ๆ อีก ๒๒ ท่าน รวมเป็น ๙๙ ท่าน ดังนั้นในส่วนของรายละเอียดซึ่งบางที เพื่อนสมาชิกเอง ขออนุญาตว่าที่ถกเถียงกันซึ่งอาจจะมีสาระ หรือบางคนเป็นห่วงวิตกกังวล ในรายละเอียดหลายอย่าง อาทิเช่น ในเรื่องที่เมื่อสักครู่มีการถกเถียงกันในเรื่องที่อาจจะมี การพูดกล่าวล่วงเลยไปถึงหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์นั้น ผมคิดว่าพวกเราเองในฐานะ สมาชิกแห่งรัฐสภาแห่งนี้คงไม่มีใครหรอกครับที่จะไปล่วงเกิน ก้าวล่วงไปถึงพระราชอํานาจ ของพระองค์ท่าน และยืนยันครับว่าผมคนหนึ่งที่คงไม่ยอมให้มีการพิจารณาในส่วนของ สสร. ที่จะมีการเลือกตั้งเข้ามา แล้วก็จะมีการไปใช้ หรือการที่จะไปหยิบยกการร่างรัฐธรรมนูญ ลึกลงไปในรายละเอียดดังกล่าว ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับว่าตั้งแต่ช่วงเช้า มาจนถึงขณะนี้ทุกคนเองเป็นห่วงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ใช้ไปถึง ๑๘ ฉบับนั้น มีความบ่งบอกถึงว่าแล้วประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญเปลืองหรือเปล่า แล้วที่มาที่ไป ของรัฐธรรมนูญก็มีคนกล่าวเพียงแต่เนื้อหารายละเอียด แต่ผมเองฟังแล้วนะครับ เมื่อสักครู่ ท่าน พันเอก อภิวันท์ท่านเองได้อภิปรายไว้ดีมากครับ ส่วนผมเองนั้นก็คงจะขออนุญาตมาต่อ เอาช่วงเบื้องต้นนะครับซึ่งจะไม่ไปเกี่ยวข้องในส่วนของเนื้อหา เพราะตรงกับที่ผมจะอภิปราย แต่ขออนุญาตย้อนขึ้นไปสักหน่อยนะครับว่า ที่เราเป็นห่วงวิตกกังวลว่าประเทศไทยต่อจากนี้ไป เราจะเดินอย่างไร ในอดีตเราต้องพูดก่อนก่อนที่จะมาถึงปัจจุบัน อดีตประเทศไทยนั้น ปี ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นปีที่เราได้รับพระราชทานรัฐธรรมนูญจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ แล้วก็มี การใช้รัฐธรรมนูญเป็นฉบับแรก ซึ่งจะบอกได้เลยครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญปกครองแผ่นดินสยาม ปี ๒๔๗๕ หรือฉบับชั่วคราว ที่มี ๑๘ ฉบับนี้ ฉบับเริ่มต้นก็คือฉบับนี้ละครับ ต่อไปเป็นฉบับที่ ๒ ครับ คือรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรสยาม แล้วก็มารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ แล้วก็มาแก้ไขเป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ๒๔๙๐ หรือที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญตุ่มแดง ซึ่งคนร่างนั้นเกรงกังวลว่าจะมีการหยิบยกในเรื่องประเด็นดังกล่าว แล้วเกิดการพิพาทกัน ก็เอาไปซุกไว้ใต้ตุ่ม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ ๕ ปี ๒๔๙๒ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๕ ท่านประธานครับ ทั้งหมด ๑๘ ฉบับ ผมขออนุญาตไม่ได้อ่านทั้งหมดนะครับ แต่ไล่เรียงไปแล้ว ฉบับสุดท้ายที่เราใช้กันอยู่ คือ ฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านประธานทราบไหมครับว่าก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับ บ้านเมืองเราเป็นอย่างไรครับ ในต่างประเทศสมัยย้อนไปปี ๒๔๗๕ เขาบอกว่าการเลือกตั้งโดยระบอบประชาธิปไตยดีที่สุดครับ ในยุโรป ในประเทศอังกฤษที่เราชอบเอ่ยอ้างว่าเขาใช้รัฐธรรมนูญกันไม่ฟุ่มเฟือย จริงครับ เขามีขนบธรรมเนียมประเพณีมีระบบระเบียบตั้งแต่สมัยย้อนยุคไป ที่เขามีระบบขุนนาง แล้วก็มีระบอบกษัตริย์ แต่การที่เขามีรูปแบบของเขาในเรื่องของการพูดคุยกันเป็นรูป ของขุนนางต่าง ๆ และมีการลงคะแนนเสียง โดยมีกษัตริย์นั้นเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งอํานาจ และท้ายที่สุดอํานาจต่าง ๆ ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงครับ ท่านจะเห็นว่าประเทศต่าง ๆ มีอาณาจักรของตัวเอง บางคนก็ล่าอาณานิคม บางคนก็ไปเผยแพร่ความเปลี่ยนแปลง ของประเทศนั้น แล้วก็การเปลี่ยนแปลงพอมาถึงเมืองไทย ท่านประธานทราบไหมครับว่า ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญบอกว่าฟุ่มเฟือย ผมขออนุญาตครับว่าเราเองมีการเปลี่ยนแปลง แล้วมีการฉีกรัฐธรรมนูญ มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีการปรับเปลี่ยนจะเป็นรูปแบบ ของการทําอะไรก็ตามที่บอกว่ามีการปฏิวัติรัฐประหาร มีคณะปฏิรูป มีคณะปฏิวัติ มีคณะราษฎร์ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าต้องการเปลี่ยนแปลงต้องการใช้อํานาจ ซึ่งปี ๒๔๗๕ นั้น ผมเรียนว่าเป็นจุดเริ่มต้น แต่พอเริ่มต้นแล้ว เมื่อครู่ท่าน พันเอก อภิวันท์ บอกว่าไม่มีใครหรอกครับ ที่เมื่อทําการปฏิวัติรัฐประหารแล้วจะปล่อยปละละเลยไม่รักษา ซึ่งอํานาจ เช่นเดียวกันครับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็มีการติดในเรื่องของปัญหา ติดในเรื่อง ของสิ่งต่าง ๆ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหลายสิ่งหลายอย่าง จะเป็นมาตรา ๒๓๗ จะเป็น มาตรา ๓๐๙ ในแต่ละมาตราที่เขียนไว้ หรือบางมาตราที่ทําให้สภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนเองนั้นไม่ได้รับอํานาจในเรื่องของหน้าที่ในการเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชน มิหนําซ้ํานะครับในมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ นี้ เราเองยังถูกถอดถอนโดยการใช้อํานาจ ซึ่งเป็นอํานาจหน้าที่ของรัฐสภา แล้วก็เป็นอํานาจหน้าที่เมื่อเห็นความเดือดร้อนจําเป็น ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตว่า ๒๔ ครั้ง ที่ประเทศไทยได้รับรัฐธรรมนูญมา ปี ๒๔๗๕ มีการปฏิวัติรัฐประหาร รัฐประหารนั้นบ่งบอกอยู่แล้วครับว่าเป็นการที่จะแย่งชิงอํานาจจากคนที่ มีอํานาจในการปกครองประเทศ เพื่อที่จะเอาอํานาจใหม่มา และแต่ละครั้งท่านทราบไหมครับ ท่านประธาน ๑๒ ครั้ง ปฏิวัติสําเร็จครับ อีกครึ่งหนึ่ง ๑๒ ครั้ง ปฏิวัติไม่สําเร็จเขาเรียกว่า กบฏ การปฏิวัติในส่วนต้นครั้งแรก ปี ๒๔๗๖ ครับ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาเปิดสภาผู้แทนราษฎรพร้อมงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา นี่ละครับเกิดขึ้นครั้งแรกแล้วก็เกิดต่อมาครับมีการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๔๗๖ โดย พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนายึดอํานาจจากพระยาโนปกรณ์นิติธาดา มีการยึดอํานาจโดยรัฐประหาร มีการยึดอํานาจโดยทหารทั้งสิ้น มีครั้งแรกมีพลเรือน ซึ่งเข้าไปร่วมอยู่ ๙๙ คน นอกนั้นเป็นการทํารัฐประหาร ซึ่งเกิดขึ้นโดยอํานาจ จากปากกระบอกปืน แล้วก็เป็นความสําเร็จโดยการหยิบอ้างมาโดยตลอดว่าการปกครอง ทุกครั้งมีปัญหา เพราะว่าข้าวยากหมากแพง เกิดเพราะว่านายกรัฐมนตรีทําไม่ชอบ เกิดเพราะว่ามีการทุจริต เกิดเพราะว่ามาแย่งชิงในเรื่องของการนําประโยชน์มาใช้ให้กับพวกพ้อง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ เป็นสิ่งที่บ่งบอกออกมาโดยตรงว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มีความประสงค์อย่างเดียวกันครับคือต้องการเอาอํานาจมา และการเอาอํานาจมาแล้วก็คือ การที่จะต้องงดใช้กฎหมายก็คือรัฐธรรมนูญละครับ การงดใช้รัฐธรรมนูญบางทีก็ฉีกทิ้ง เพราะใช้อํานาจในการปกครองโดยใช้ทหารเข้าไปดูแล แต่สิ่งที่ตามมาครับ เมื่อมี การรัฐประหารทุกประเทศก็บอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศซึ่งด้อยในเรื่องของการพัฒนา ด้อยในเรื่องของประชาธิปไตย ก็มีการแอนตี้ (Anti) มีการไม่ติดต่อ ไม่มีการคบค้าสมาคม เหมือนกับล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๐ หลายคนบ่งบอกครับบอกว่าเดินทางไปต่างประเทศ ก็ถูกเพ่งเล็งมองว่าไม่มีความสง่างาม ไม่อยากจะคบค้า การติดต่อค้าขายกับคนในประเทศต่าง ๆ ก็ลดน้อยลงครับ แล้วบางมาตราอย่างมาตรา ๑๙๐ ถึงแม้รัฐบาลทุกประเทศเขามีอํานาจ ในการที่จะไปใช้อํานาจในการติดต่อในการสร้างความมั่นคง ในการประสานงาน ในการที่จะ นําสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องเศรษฐกิจต่าง ๆ แต่ปรากฏออกมาครับว่าไปใช้อํานาจเหล่านั้น ในการติดต่อประสานต่าง ๆ ไม่ได้ เพราะเกรงกลัวในเรื่องของการถูกถอดถอน เกรงกลัว ในเรื่องของการตั้งองค์กรอิสระซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง วันนี้ผมดีใจครับที่มีการสังคายนาในเรื่องของรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น และผมดีใจกับท่าน พลเอก สนธิ นะครับ ซึ่งท่านเองเป็นตัวอย่างทั้ง ๒ ด้านนะครับ ด้านหนึ่งคือด้านการปฏิวัติ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ คงไม่เสียหายครับ อีกด้านหนึ่งผมดีใจกับท่านนะครับ ท่านมาสู่สภา มาลงเลือกตั้ง แล้วท่านเองก็มาทําหน้าที่ในการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ ที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร ท่านประธานครับ วันนี้นอกจากการทํารัฐประหารที่ไม่สําเร็จ ที่เกิดขึ้นอีก ๑๒ ครั้ง ท่านประธานทราบไหมครับว่ากบฏ ร.ศ. ๑๓๐ กบฏบวรเดช เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๗๖ และมีกบฏครั้งสุดท้ายครั้งที่ ๑๒ คือกบฏนอกราชการ วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ นี่คือกลุ่มเหล่านี้ก็คือการทํารัฐประหารใน ๒๔ ครั้งแต่ไม่สําเร็จ พวกนี้บางคนติดคุก ติดตะราง บางคนก็โดนถูกยิงทิ้งก่อนที่จะออกนอกประเทศ ก็เป็นความเวทนาละครับ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นอุทาหรณ์ครับท่านประธาน ผมเองที่พูดมาเพื่อที่จะให้สภาแห่งนี้ได้เห็นว่า การวิวัฒนาการในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและผู้ชมทางบ้านจะได้ทราบว่ามันเป็นการแย่งชิง อํานาจครับ ระบอบประชาธิปไตยก็คือการใช้อํานาจโดยผ่านประชาชนมาสู่ตัวแทนก็คือ คนที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็มาตั้งรัฐบาล ผมถามกลับไปทางฝ่ายค้านครับว่าวันนี้ถ้าท่าน แข่งขันในเรื่องของการต่อสู้ทางการเมือง ท่านก็ต้องยอมรับกติกาครับว่าเสียงข้างมาก ในสภาแห่งนี้ เมื่อมีการเลือกตั้งเข้ามาเขาเอานโยบายมาส่วนหนึ่งครับ เขาบอกว่าเขาจะ แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไม่ทําเดี๋ยวท่านก็ยื่นถอดถอนครับ เพราะท่านต้องบังคับครับ แม้กระทั่งบางทีท่านบอกว่าไม่ทําในเรื่องการลอยตัวแก๊ส อย่างนี้ท่านก็ยังไปส่ง เรื่องถอดถอน ท่านบอกว่าไม่ทําในเรื่องของการถมทะเล ท่านยังออกมาพูดครับ แม้กระทั่ง ในเรื่องของเวทีบางเวที ท่านเองยังใช้เวทีต่าง ๆ ที่ฝ่ายหนึ่งได้แข่งขันกันเอานโยบายมาต่อสู้กัน เพราะอะไร เพราะรัฐธรรมนูญครับ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ครับบอกว่าจะต้องมีการมาพูด เสนอนโยบายต่าง ๆ ซึ่งเป็นการผูกมัดรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่ดีครับ ผมก็เห็นด้วยครับว่า สิ่งที่อ้างอิง สิ่งที่กล่าวไปนั้นโครงการต่าง ๆ ต้องทําให้ได้ แล้วทําให้เห็น ท่านประธานครับ วันนี้ผมไม่ได้กังวลประชาชนหรอกครับ อย่าไปอ้างประชาชนครับ นักการเมืองนี่ตัวดี ท่านประธาน สภาแห่งนี้ทั้งในส่วนของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ท่านต้องไปทําความเข้าใจ กับประชาชน กลุ่มที่เหลือเป็นกลุ่มก้อนที่คอยปลุกปั่นประชาชนละครับ เป็นกลุ่มที่จะทําให้ เกิดความแตกแยก พอสีเหลืองออก สีแดงเคลื่อน ผมถามว่า ๒ สีเผชิญหน้ากันมันก็เกิด ความแตกแยกกัน แต่เป็นประชาชนทั้งหมดละครับ แต่เมื่อไรรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศดี เอานโยบายดี ๆ มาทําให้กับประชาชน ประชาชนก็ได้รับ ตรงนี้ต่างหากครับ รัฐธรรมนูญ เป็นตัวประกอบ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ดี ท่านประธานครับ มาตรา ๒๓๗ ใครบอกว่าดีละครับ ท่านบอกเองครับบอกว่ามาตรา ๒๓๗ มีปัญหา แต่ท่านกําลังโกหกครับ ท่านกําลังเอาเงื่อนไข ของรัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะแก้ไข บอกถ้าแก้ไขขยับมาตรานี้ มาตราโน้นแล้วจะเกิดปัญหาต่อสภา ความไม่มั่นคงของรัฐบาลจะเกิด ประชาชนจะเดือดร้อน แล้วก็ไปพูดบอกว่ามีเรื่องอื่นต้องทําครับ สิ่งที่ทําควบคู่กันไปมันทําได้ครับ สมัยประชุมนี้เขาเรียกว่าสมัยสามัญนิติบัญญัติ การที่จะแก้ไขกฎหมายต้องแก้ไขในสมัยนี้ แต่บอกว่าทําไมไม่ดูแลในเรื่องของเศรษฐกิจ กําลังทําครับ ก็ท่านเองไปยื่น พ.ร.ก. ๒ ฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญตีความไปแล้ว เมื่อตีความแล้วก็จะเอาเข้าในสัปดาห์หน้า สิ่งเหล่านี้ละครับ เป็นสิ่งที่เกิดจากผลพวงจากการเมือง นี่คือการเมืองครับ นี่คือรัฐสภา ถ้าไม่เล่นการเมือง แล้วไม่เล่นในสภาแล้วท่านจะไปเล่นที่ไหนครับ ท่านพูดเองครับ พวกผมเองอยู่ในฝ่ายรัฐบาล เราก็ต้องเสนอในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน อีกทางหนึ่งผมเชื่อว่าวุฒิสมาชิก ก็คิดเหมือนกันถึงแม้จะส่วนหนึ่งนะครับ ๗๖ คนมาจากการเลือกตั้ง ๗๔ คนมาจากการสรรหา ผมก็ยังคิดว่าเป็นสิ่งและสีสันจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ให้ดีผมคิดว่า ๗๔ คนนี่เลือกตั้ง เถอะครับ เพราะข้อครหาในการสรรหามันก็มี ผมไม่ได้ว่านะครับ แต่สิ่งต่าง ๆ ผมยังเชื่อว่า ใน ๗๔ คนนั้นเป็นคนที่มีคุณภาพ เป็นคนที่มีความรู้ แล้วก็ถ้าลงไปเลือกตั้งท่านได้เปรียบ อยู่แล้วครับ เพราะวันนี้ท่านมีความรู้ความสามารถ ท่านพูดในสภา ท่านทํากฎหมายต่างๆ จนคนรู้จักเยอะแยะ ไม่เห็นต้องรังเกียจรังงอนครับ และในส่วนหนึ่งรายงานฉบับนี้ครับ คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง การศึกษาและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านดิเรก ถึงฝั่ง ตอนแรก ๆ ผมคิดว่าใกล้ฝั่งครับ แต่นี่ถึงฝั่งแล้วครับ เพราะวันนี้ ๖ ข้อ แก้ไข ไป ๒ ข้อ มาตรา ๑๙๐ วันนี้ก็ยังแก้ไขไม่ดีนะครับ ส่วนมาตรา ๙๓ ที่บอกว่าแก้ไขในส่วนของ การแบ่งเขตเลือกตั้งให้มันเล็กลงก็ได้ไปส่วนหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ดีผมว่ามันยังคลุมพื้นที่ ไม่ทั่วถึงหรอกครับ ปาร์ตี้ลิสท์เองหรือเขตพื้นที่ต่าง ๆ ก็ต้องไปดูความเหมาะสม ผมคง ไม่ก้าวล่วงละครับ หรือในส่วนของ ๖ ข้อที่กล่าวไปจะเป็นอํานาจหน้าที่ก็ตามของรัฐสภา ทั้งฝ่ายผู้แทนราษฎรกับฝ่าย ส.ว. เองก็ต้องลงมาดูว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้หรือครับ เดี๋ยวก็ ถูกถอดถอนครับ ผมถูกถอดถอน ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ถูกถอดถอน ไปด้วยกันครับ ก็ออกไปข้างนอกด้วยกันครับ ถูกถอดถอนด้วยกัน ต่างคนต่างสาดขี้โคลนเข้ามาสภาแห่งนี้ เพราะท่านเองบอกว่าท่านเป็นฝ่ายค้าน มีสภาประเทศไทยละครับบอกว่าค้านก็ค้านตลอดครับ ตั้งแต่เริ่มยื่นก็เริ่มค้าน กฎหมายทุกฉบับน้อยครับที่จะให้ความร่วมมือ ประชาชนทางบ้าน จนเขาบอกว่าเบื่อเอือมระอา ท่านไปดูครับ ติ๊ก ๆ ไม่เห็นมีใครบอกว่าสภาดี แล้ววันนี้ถ้ายัง ขืนเล่นการเมืองกันนะครับ เราเองกําลังทํากฎหมาย แล้วก็ไม่ได้เป็นคนที่จะลงไป ร่างกฎหมาย เพียงแต่มอบหมายให้ สสร. ลงไป แล้ว สสร. ก็มีที่มาที่ไป แต่เราเองกําลังบ่น แล้วก็บอกว่าอันนั้นไม่ดี อันนี้ไม่ดี ติเถอะครับ แต่อย่าใช้โอกาสและเวลาอันมีค่าของรัฐสภา ผมต้องขอบคุณนะครับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เป็นฝ่ายวุฒิสมาชิกเมื่อเช้านี้บอกว่า ถ้าขืน ทําอย่างนี้เสียเวลาเป็น ๒ ชั่วโมง เดี๋ยวผมจะชวนพรรคพวกออกจากห้องประชุม ดีครับ เป็นการเตือนครับ เพราะคุณวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่กันทั้งนั้นครับ แต่มุมมองยังเป็นเด็กอยู่ เมื่อยังเป็นผู้ใหญ่ไม่พอแล้วประชาชนเขาจะมองว่าเราเป็นตัวแทนในระดับไหนครับ เราเป็น ตัวแทนระดับชาติท่านประธาน ผมจึงขออนุญาตท่านประธานครับว่าในการที่จะ ทําร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ ตรงนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ แล้วก็ เป็นโอกาสที่จะใช้ สสร. ถ้าเรามีมุมมองความคิดเห็นท่านเสนอไปเถอะครับว่าอันไหน ควรที่จะให้เขารับไป เรายังไม่รู้ครับว่าใครจะมาเป็น สสร. ถ้าใครรู้ก็ต้องแทงหวยถูกละครับ เพราะว่าประชาชนเป็นคนเลือกและให้ กกต. เองลงมาเป็นคนช่วยดูแลในการเลือกตั้ง ความบริสุทธิ์ยุติธรรมการดูแลในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ท่านเองจะไปกล่าวหาคนที่ควบคุม การเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามผมฝากครับว่าสภาแห่งนี้ไม่ใช่ของพวกเรานะ เราถูกเลือก มาใช้งาน เพราะทําหน้าที่เป็นบ่าวที่ดีของประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ