พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ พูดถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยกล่าวถึงความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงและขอให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ คงจะเป็นที่ยอมรับกันว่า ได้มีความพยายามในการที่จะใช้มาตรา ๒๙๑ เพื่อที่จะทําให้เกิดการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งฉบับ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนี่รัฐธรรมนูญมาตรานี้ก็เป็นการแก้ไข และเปลี่ยนแปลงเท่านั้นไม่ใช่ให้ยกเลิก แต่ก็สามารถที่จะมีการเปิดช่องลดเลี้ยวจนกระทั่ง ยกเลิกได้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าชมเชยนะคะ แต่ว่าดิฉันเองก็เกรงว่าต่อไปถ้าหากว่าการเมืองเปลี่ยนแปลงไปมีกลุ่มอื่นซึ่งมีอํานาจ มีเสียงข้างมากเข้ามาเกิดไม่ชอบใจรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างขึ้นใหม่ ก็จะสามารถที่จะใช้กลไก อันเดียวกันนี้ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะร่างอย่างเข้มแข็งให้แก้ยากแค่ไหน ก็จะต้องมี ความพยายามที่จะแก้ให้ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นก็อาจจะเป็นตัวอย่างให้มีการแก้ต่อ ๆ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งหลายท่านอาจจะไม่เดือดร้อนในการที่จะทําเช่นนี้ แต่ว่าขอให้คิดถึงชื่อเสียง ของประเทศชาติ นึกถึงความเชื่อมั่นขององค์กรต่าง ๆ ที่เขาจะมาเกี่ยวข้องแล้วก็จะมาลงทุน ในประเทศไทย จะมีความรู้สึกอย่างไรที่เราเปลี่ยนรัฐธรรมนูญกันเป็นว่าเล่น ก็ไม่เป็นไร ถ้าเผื่อมีเสียงข้างมากก็สามารถจะเปลี่ยนได้ แต่การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีประชาชนให้ความเห็นชอบ ถึงแม้ว่าท่านจะบอกว่าให้ความเห็นชอบอย่างขอไปที หรืออะไรก็ตามที แต่คงไม่มีคนที่คิดเช่นนั้นถึง ๑๔,๗๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นจํานวนมากทีเดียว ในการที่จะยกเลิกทางที่ถูกต้องก็ควรจะต้องทําประชามติเช่นกันว่าจะขอยกเลิก มีการ ให้ฉันทานุมัติเป็นประชามติที่ถูกต้องหรือเปล่าว่าขอยกเลิก อนุญาตให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แต่ในอีกข้อหนึ่งก็คือในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยให้มี สสร. นั้น ซึ่งทางฝ่ายผู้เสนอ ก็บอกว่า สสร. นั้นได้รับเลือกตั้งมาเป็นคนกลางจริง ๆ แต่ท่านลองไปตรวจสอบคุณสมบัติ ของผู้เป็น สสร. ซึ่งระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ท่านจะเห็นว่าไม่มีข้อใดเลยที่กําหนดว่า สสร. จะต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองหรือเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใด ๆ เพราะฉะนั้นมันก็มี โอกาสที่จะเป็นไปได้อย่างสูงสุดของสภาพการเมืองในขณะนี้ว่า สสร. ที่จะได้เข้ามานี่ คือผู้ที่ สังกัดพรรคการเมืองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็จะคงความเป็นกลางทางด้านการเมืองไว้ไม่ได้นะคะ อันนี้ถ้าหากว่าท่านต้องการความเป็นกลางจริง ๆ ก็ควรจะกําหนดคุณลักษณะเพิ่มเติม ของ สสร. ในข้อห้ามอันนี้ลงไปด้วย นอกจากนั้นในหลักการและเหตุผล ดิฉันพยายามที่จะ มองว่าเหตุผลในการที่จะต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มันเนื่องมาจากอะไร ทั้ง ๓ ฉบับ ฉบับหนึ่งก็ยาวมาก คือทั้งหมดสรุปได้ว่าต้องการให้พรรคการเมืองและรัฐบาลก็คือ เสียงส่วนใหญ่นั้นมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เสถียรภาพก็คือความมั่นคงยืนยาว ของรัฐบาลหรือพรรคการเมือง จะเป็นการดีถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับความเจริญ แล้วก็เสถียรภาพของประเทศ แต่เท่าที่ผ่านมาบทเรียนทําให้เรารู้ว่ารัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มากที่สุด ปกครองประเทศยืนยาวมากที่สุดก็ประสบกับข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) มากที่สุดเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในประเทศไทย ท่านจะให้ความแน่ใจได้หรือไม่ว่า เสถียรภาพของพรรคการเมืองนั้นก็คือความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ นอกจากนั้นยิ่งบอกว่าทําให้มีโครงสร้างทางการเมืองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดิฉัน มองไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวข้องกันในสภาพใด เพราะว่าประสิทธิภาพของพรรคการเมือง หรือรัฐบาลนั้น ย่อมมาจากคุณภาพของบุคลากร ของพรรคการเมืองนั้นเอง ถ้าเผื่อว่า เราจะมองดูจากบทเรียนที่ผ่านมาในประสิทธิภาพของการบริหารจัดการน้ําท่วม ในประสิทธิภาพของการที่จะดูแลค่าครองชีพไม่ให้สูงขึ้น หรือประสิทธิภาพในการรับมือ กับราคาของพลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้ จัดว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แล้วอันนี้นี่เราจะถามว่า มันเป็นความผิดของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตราใด แล้วถ้าเผื่อแก้จะทําให้ประสิทธิภาพ เหล่านี้ดีขึ้นหรือไม่ นอกจากนั้นในกรอบของเหตุผลนี่ก็เขียนไว้ว่าจะยังคงรักษาระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ตลอดไปนะคะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นกรอบอันเดียวที่มองเห็นอยู่นะคะ แต่จะมั่นใจได้อย่างไร เพราะว่าในร่างทุกร่าง ที่ส่งมานั้นในมาตรา ๒๙๑ ที่เปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่ (๑) ถึง (๑๑) ไม่มีข้อใดเลยที่ระบุว่า จะไม่แตะต้องหมวด ๒ ซึ่งเป็นหมวดของพระมหากษัตริย์นะคะ เพราะฉะนั้นถ้าหาก จะให้ประชาชนมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นก็ควรจะต้องระบุเอาไว้ในร่างของการแก้ไขนั้นด้วย ขอบคุณค่ะ