รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีจุดยืนเห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อให้มีความชอบธรรมและความเสถียรในระบบรัฐสภา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้รับฟังข้อคิดเห็นจากท่านสมาชิก ทั้งวุฒิสมาชิก แล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่เช้ามาถึงขณะนี้ ประเด็นที่พวกเรากําลัง จะอภิปรายกันเพื่อที่จะพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อไป ตามที่รัฐบาลและสมาชิก รัฐสภาจํานวนหนึ่งได้เสนอเข้ามา เท่าที่ฟังดูจนถึงขณะนี้ฝ่ายหนึ่งพูดไว้ชัดเจนว่าต้องการ แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยจะใช้รูปแบบให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นผู้จัดทํา ส่วนอีกซีกหนึ่งยังไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้เหตุผลว่าขณะนี้ รัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาของประเทศ รัฐบาลยังมีปัญหาอื่น ๆ กันอยู่อีกมาก เพราะฉะนั้น รัฐบาลน่าจะเอาเวลาเหล่านี้ไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก่อน แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ พวกผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นปัญหาของประเทศ แล้วก็จําเป็น ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุดเท่าที่สามารถจะทําได้ ทําไมผมจึงคิดอย่างนี้ ท่านประธานครับ ถ้าผม ไปหยิบดูรัฐธรรมนูญที่คนไทยถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง คือฉบับปี ๒๕๔๐ ในคําปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ก็ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าเมื่อได้ใช้รัฐธรรมนูญผ่านไป ระยะหนึ่งแล้วรัฐธรรมนูญย่อมเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมแห่งกาลเวลา และสภาวการณ์ของบ้านเมือง รัฐธรรมนูญจะสร้างกําหนดกฎเกณฑ์สําคัญที่กระจ่างแจ้ง ชัดเจน สามารถใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีบทบัญญัติให้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จําเป็นนะครับ เมื่อสถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไปและมีความจําเป็น ที่จะต้องแก้ไขผู้ที่จะแก้ไขก็คือตามสิ่งที่บัญญัติไว้แล้วในมาตรา ๒๙๑ นะครับ ซึ่งได้แก่ คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา แล้วก็พี่น้องประชาชนที่จะเข้าชื่อกันมา แต่ว่า ในการดําเนินการแก้ไขคราวนี้ตามร่างของผู้ที่เสนอนั้น ก็ต้องการให้มีการยกร่างขึ้นมา โดยตั้งคณะที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญก็คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจําเป็นจะต้อง เพิ่มเติมแก้ไขวิธีการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ ก็คือเพิ่มเข้าไปในอีกหมวดหนึ่งเป็นหมวดว่าด้วย การแก้ไขจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ตามร่างที่ได้นําเสนอมาแล้ว

ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมคิดว่ามันจําเป็นต้องแก้ ถึงแม้จะมีสมาชิก บางท่านบอกว่าถ้าจําเป็นต้องแก้จริง ๆ ทําไมไม่แก้เป็นทีละประเด็น ทีละเรื่องเหมือนที่ เคยทํามาแล้ว แล้วก็ใช้มาตรการในมาตรา ๒๙๑ นั่นล่ะคือแก้เป็นประเด็น ๆ ไป แต่คราวนี้ ตามร่างที่เสนอก็เข้าใจว่าจะมีการแก้ไขกันทั้งฉบับ ทํานองเดียวกันกับการจัดทํารัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๔๐ ซึ่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๓๔ ก็คือมาตรา ๒๑๑ ซึ่งเป็นที่มา ของการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก แล้วก็จัดทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ผมจําเป็นต้อง ชี้แจงตรงนี้ก็เพราะผมมีความรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญที่ดีนั้นที่จะใช้ได้ ผู้คนจะต้องรู้สึกว่า เป็นรัฐธรรมนูญของคนทั้งประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้ร่วมกันไม่ได้ ของคนทั้งประเทศ ท่านประธานก็เห็นนะครับ พอฝ่ายหนึ่งคิดว่าจะเริ่มแก้รัฐธรรมนูญ อีกฝ่ายหนึ่งก็ชักธงขึ้นมาทันทีบอกไม่ให้แก้ ไม่ให้แตะต้อง มันเป็นอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่าทําไมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในความเห็นของกระผมเองนะครับ จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ผู้คนจะใช้ร่วมกันไม่ได้ทั้งประเทศ ถ้าเราย้อนกลับไปดูกระบวน ของการจัดทํารัฐธรรมนูญ ถึงแม้จะมีสมาชิกบางท่านบอกว่าฉบับปี ๒๕๕๐ ได้มีการจัดทํา อย่างเป็นกระบวนการ มีคณะยกร่างก็มี สสร. เหมือนกัน สสร. ๒ มีกระบวนการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน มีการไปสอบถามความเห็นของประชาชนและสุดท้ายก็มี การลงประชามติ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ เมื่อใช้มา ๆ ก็มีความพยายามที่จะแก้กันอยู่หลายครั้ง ถ้าผมเริ่มต้นเหมือนที่สมาชิกหลายท่านได้กล่าวมาแล้ว หลังเลือกตั้งปี ๒๕๕๐ สภาแห่งนี้ ก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาพิจารณาการใช้ การปฏิบัติตาม และการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ก็คือศึกษาปัญหาการบังคับใช้ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั่นเอง แต่ไปดูรายงานฉบับนี้ผมก็เสียดายว่าเมื่อศึกษากันไปแล้ว ได้มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา แต่ช่วงนั้นปัญหาของพวกเราในทางการเมือง มันก็มีอยู่ ก็ทําให้ผลของการศึกษารายงานผลการบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญปีนี้ฉบับนั้น ไม่ค่อยจะได้รับความสนใจ เอาล่ะ ถึงแม้คณะกรรมาธิการที่ไปศึกษามานั้นจะบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่งจะเริ่มใช้หลายเรื่องดูจะมีปัญหาบังคับใช้แต่หลายเรื่องยังไม่มีปัญหา บังคับใช้ แต่นั่นเป็นผลการศึกษาหลังปี ๒๕๕๐ ใหม่ ๆ แต่พอต่อมานะครับ มันเกิด วิกฤตการณ์ทางการเมืองและสิ่งที่พวกเราจะเห็นก็คือสิ่งที่ประชาชนเขาเรียกร้อง ก็คือ เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหลังจากเมื่อมีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้น ครั้งสําคัญ ๆ นะครับ รัฐบาลก่อน ๆ นั้นก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านดิเรก ถึงฝั่ง ท่านก็ได้พูดถึงแล้วเพราะในฐานะ ที่ท่านเป็นประธานคณะกรรมการชุดนั้น ซึ่งในข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าในเบื้องต้นนั้น ให้แก้ไขไปก่อนประมาณ ๕-๖ ประเด็น เสร็จแล้วจัดเลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้งเสร็จก็ให้ สภาชุดใหม่ซึ่งจะมีความชอบธรรมมาดําเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยใช้ รูปแบบของ สสร. แนวคิดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรูปแบบของ สสร. มันไม่ได้เริ่มต้น จากที่พวกผมเท่านั้น แต่มีการเริ่มต้นกันมาก่อน ถามว่าในรายงานของคณะกรรมการ สมานฉันท์นั้นทําไมจึงใช้รูปแบบให้มีคณะ สสร. ขึ้นมาเป็นผู้ยกร่าง เพราะเราคิดว่าสภา หลังจากการเลือกตั้งมันเป็นสภาที่เป็นปัญหามาก พวกเราที่เป็นเหมือนต้นตอของปัญหาเอง ก็ไม่ควรที่จะมาเป็นผู้ยกร่าง ฉะนั้นการมีรูปแบบของ สสร. น่าจะดีที่สุด ท่านประธานครับ ถัดต่อมานั้นนะครับ รัฐบาลที่แล้วเอง รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์นะครับ ก็ยังได้ ตั้งคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการ สมานฉันท์ ก็คือชุดของท่านดิเรกได้เสนอไว้ แล้วรัฐบาลก็เอารายงานฉบับนั้น ตั้งคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งขึ้นมาศึกษาดูว่าจะดําเนินการกันอย่างไร ผมไปอ่านดูในรายงาน ของคณะกรรมการฉบับนี้มีหลายเรื่องที่น่าสนใจครับ ท่านประธานครับ โดยเฉพาะเรื่อง ที่เป็นเรื่องสําคัญที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจของเรื่องก็คือการปฏิรูปโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ เพื่อการปฏิรูปการเมือง มีข้อเสนอหลายเรื่อง เขาระบุไว้ชัดเจนว่า ระบบรัฐสภาของเรา เป็นระบบรัฐสภาที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพ พรรคการเมืองขาดความเข้มแข็ง ก็มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือว่าทําอย่างไรรัฐบาลจึงจะมี ความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้จนครบวาระ ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ทําอย่างไรจึงจะเป็นไปตามหลักการ แบ่งแยกอํานาจ ในเรื่องของพรรคการเมือง คณะกรรมการชุดนั้นก็ระบุไว้ชัดเจนว่า ระบบรัฐสภาต้องการพรรคการเมืองที่มีความเข้มแข็งมีวินัย แต่ทั้งหมดนี้มันก็คือปัญหา จุดที่เป็นจุดน่าสนใจในรายงานของคณะกรรมการชุดนั้นก็คือว่า เรื่ององค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีปัญหามาก ขาดความยึดโยงกับผู้มีอํานาจคือประชาชน ในข้อเสนอ ของคณะกรรมการชุดนั้นเขาก็เสนอไว้ชัดเจนว่า องค์กรอิสระนี่ถ้าจะมีนะครับ ควรจะมีเพียง ๓ องค์กรก็พอแล้ว ก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ส่วนองค์กรอื่นถ้าจะมีไม่จําเป็นต้อง เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอเหล่านี้ละครับท่านประธานที่ผมยืนยันว่าเป็นข้อเสนอ ที่ต้องการเห็นการปฏิรูปการเมืองที่มันเกิดจริง ๆ ผมขอเน้นกลับมาว่าทําไมผมจึงคิดว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี่มันไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่คนทั้งประเทศเห็นพ้องกัน ยังเป็นข้อถกเถียงกัน อยู่เสมอ เพราะอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้องต่อรัฐบาลขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงแม้หลายคน จะบอกว่าพวกผมนี่เป็นรัฐบาลก็ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่ จริงครับท่านประธาน เราได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญนี้ แต่อย่าลืมนะครับ พวกผมมาเป็นรัฐบาล ๒ ครั้ง แล้วก็ถูก กลไกในรัฐธรรมนูญนี้ล่ะเอาออกจากการเป็นรัฐบาล ๒ ครั้ง ประชาชนเขาเข้ามาเรียกร้อง ขอให้มีการแก้ไขก็เพราะเขาเห็นว่าเป็นรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งแล้ว และกลไกที่ท่าน เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญนี่เอารัฐบาลของเขาออก มีการยุบพรรค มีการให้นายกรัฐมนตรี พ้นจากตําแหน่ง โดยความรู้สึกของพวกเขา เขาเห็นว่ามันไม่ชอบธรรม ตรงนี้ล่ะ ที่เขาก็เรียกร้องมาอยู่ตลอด และสุดท้ายผลจากการเรียกร้องนั่นใช่ไหมครับ ท่านก็เห็นแล้ว มันเกิดปัญหาวิกฤติทางการเมืองเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าทําอย่างไรเราจึงจะได้ รัฐธรรมนูญที่คนทั้งประเทศยอมรับร่วมกันว่านี่เป็นรัฐธรรมนูญของเรานะ วิธีที่จะจัดทํา รัฐธรรมนูญผมคิดว่าคงไม่มีวิธีการไหนที่จะดีไปกว่านี้อีก ก็คือเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มา มันเป็นอย่างนั้น ผลที่มันเกิดขึ้นเราก็เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลไม่มี ความมั่นคง การบริหารประเทศมันก็เป็นอย่างที่พวกเราได้เห็นกันอยู่ จําเป็นจะต้อง มีการแก้ไขนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ไขควรจะทําอย่างไร ถ้าจะทําตามแบบที่สมาชิก บางท่านบอกว่าแก้เป็นเรื่อง ๆ ไปสิ เหมือนที่เคยทํามาแล้ว ทันทีที่พวกผมลุกขึ้นมาพูดว่า จะขอแก้รัฐธรรมนูญ ท่านก็กล่าวหาทําเพื่อคนคนเดียว ทําเพื่อให้ใครได้ประโยชน์ เป็นอย่างนี้อยู่ตลอด คือถ้าเป็นอยู่อย่างนี้นะครับเราก็คงจะเดินหน้ากันต่อไปยาก ผมก็เลยคิดว่า วิธีที่ดีที่สุดก็คือเอาตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์ได้เคยเสนอไว้ นั่นก็คือให้มี สสร. ขึ้นมา เป็นผู้ยกร่าง อย่างนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ทีนี้ สสร. ที่เราจะกําหนดไว้ต่อไป จะมีที่มากันอย่างไร เรามีบทเรียนจากการมี สสร. ที่จัดทํารัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ ซึ่งในตอนนั้นก็ให้มีการเลือกกัน สมัครกันที่แต่ละจังหวัด เลือกกันมาให้เหลือ ๑๐ คน แล้วก็มาให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกให้เหลือจังหวัดละ ๑ คน สสร. ที่ทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีปัญหาเยอะมาก เพราะว่าเราก็เห็นกันอยู่แล้วว่าจัดทํากัน อย่างไร แม้ประชามติจะลงอย่างไรเราก็เห็นกันอยู่ตลอดเวลานะครับ ผมก็เลยคิดว่าจําเป็น ที่จะต้องมีการปรับปรุงที่มาของ สสร. และวิธีที่ดีที่สุดนั้นก็คือว่าควรจะใช้วิธีการเลือกตั้ง เมื่อใช้วิธีการเลือกตั้งแล้วหลายท่านอาจจะคิดว่า สสร. ที่จะมาจากการเลือกตั้งก็คงจะหนีไม่พ้นว่า อิทธิพลของพรรคการเมือง คราบของนักการเมือง แต่ผมก็คิดว่า ท่านประธานครับ ในประเทศ ที่เป็นประชาธิปไตย ถ้ามีการเลือกตั้งและการเลือกตั้งนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครที่จะปฏิเสธความเป็นประชาธิปไตย ถ้าเราไม่ยอมรับหลัก ของการเลือกตั้งแล้วเราก็คงจะไม่มีวิธีไหนที่ดีกว่านี้อีก เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเลือกตั้ง เราก็เชื่อได้ว่า สสร. ที่จะมาจากการเลือกตั้งนั้น เขาจะต้องยึดเอาประชาชนเป็นฐาน มีความเชื่อมั่นจากประชาชน ถ้าเลือกตั้งแล้วเขาก็ย่อมจะฟังเสียงของประชาชน แต่ระหว่าง การจัดทํารัฐธรรมนูญนั้น ก็ยังมีบทบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนอยู่ตลอดด้วย อันนี้ก็จะเป็นหลักประกันที่จะทําให้การจัดทํารัฐธรรมนูญนั้น เป็นไปตามที่ประชาชนเองเขาคาดหวังไว้

ในส่วนที่เป็นหลักสําคัญนะครับ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือกลุ่มที่จะมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม มาจากการสรรหาของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ รวมทั้งจากภาคเอกชน ถ้ายึดตามร่างของรัฐบาลก็จะได้บุคคลกลุ่มนี้ขึ้นมาจํานวน ๒๒ คน จะมีการเสนอมาจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ซึ่งผมก็เชื่อว่าสถาบันเหล่านั้นเขาคงจะ คัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ มีความสามารถ แล้วก็ด้วยกระบวนการคัดเลือก สุดท้ายก็มาให้ รัฐสภาเป็นผู้เลือกว่าให้เหลือไว้จํานวน ๒๒ คนนั้น เชื่อได้ว่าท่านเหล่านี้เราจะได้นักวิชาการ ที่มีความเชี่ยวชาญ ได้ผู้มีประสบการณ์ในการบริหารบ้านเมืองเข้ามาก็จะทําให้ท่านเหล่านี้ มีความเป็นอิสระ สามารถที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญที่ดีให้กับประเทศได้ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าด้วยกระบวนการที่ได้กล่าวมานี้นะครับ จากประสบการณ์ที่เราเคยจัดทํา รัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ มาแล้ว ซึ่งก็ได้รัฐธรรมนูญที่ดีของประเทศ ด้วยวิธีการ ทํานองเดียวกันอย่างนี้ผมเชื่อว่าเราก็จะได้รัฐธรรมนูญตามที่ประชาชนต้องการนะครับ

มีบางเรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติมนะครับ หลายท่าน ก็บอกว่าถ้าเราให้ สสร. ไป เหมือนกับเป็นการเซ็นเช็คเปล่าให้ไปจะไปจัดทําอย่างไรก็ได้ ผมคิดว่ากระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญนั้น ก็จะได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ อยู่แล้วว่า ในการจัดทํารัฐธรรมนูญจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั่วทุกภูมิภาค นี่ก็เป็นหลักประกันที่เชื่อว่าข้อบกพร่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะได้รับการแก้ไข ผมเชื่อว่าถ้ามีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างนั้นแล้วก็เชื่อว่าประชาชนเอง ก็จะเข้ามาเสนอข้อคิดเห็นและเขามีความต้องการอย่างไร เขาก็ย่อมเสนอความต้องการ ของเขาเหล่านั้นต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้วเราก็จะได้รัฐธรรมนูญตามที่ประเทศชาติ ต้องการ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าขณะนี้สังคมไทยนี่หลายคนก็คิดว่ามันมีปัญหากันมาก เป็นสังคมที่ยังมีความเปราะบางกันอยู่เยอะ โดยเฉพาะเรื่องของการเมืองนะครับ วิธีการ ที่จะแก้ไขที่ดีที่สุดนั้นก็คงจะไม่มีวิธีไหนที่ดีกว่านี้แล้ว คราวนี้เป็นโอกาสของพวกเรานะครับ ผมคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้ถ้าพวกเราร่วมอกร่วมใจกันนะครับ ข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันนั้นสามารถ จะพูดคุยกันได้ ถ้าพวกเราหันหน้ามาพูดคุยกัน แล้วก็ช่วยกันปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ ที่เสนอวันนี้ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเราก็จะได้คณะ สสร. ที่ดี ที่มีความเป็นอิสระ แล้วก็สามารถที่จะจัดทํารัฐธรรมนูญที่ดีให้กับประเทศได้ ผมจึงสนับสนุน แล้วก็พร้อมที่จะร่วมกับสมาชิกทุกท่านเพื่อพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามที่ได้เสนอไว้ ต่อไปครับ ขอบคุณท่านประธานครับ