กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเด็นที่เรากําลังพิจารณาอยู่ก็คือว่าควรจะมี การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมขออนุญาตเรียนต่อท่านประธานครับว่าในเรื่องการปกครอง ประเทศนั้น ระบบเป็นสิ่งที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือประเทศก็ตาม การที่ประเทศหรือบริษัทจะมีความเจริญรุ่งเรืององคาพยพต่าง ๆ จะสามารถทําหน้าที่ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมีประสิทธิผลจําเป็นต้องมีระบบที่ดี ซึ่งระบบที่ดีในที่นี้ในเรื่องของ การปกครองก็คือการมีรัฐธรรมนูญที่ดี มีรัฐธรรมนูญที่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะต้องประกอบด้วยหลักการดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ เป็นหลักการที่ยอมรับกันทั่วไปในระดับสากลครับ
เรื่องแรก ก็คือของไรท์ (Right) และลิเบอร์ตี้ (Liberty) หรือเรื่องของ สิทธิและเสรีภาพ
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของความเสมอภาคหรือที่เรียกกันว่าอีควอลิตี้ (Equality)
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของภราดรภาพหรือที่เรียกกันว่าฟราเทอนิตี้ (Fraternity) นะครับ
เรื่องที่ ๔ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องของความยุติธรรม เป็นเรื่องของหลัก นิติธรรมที่เรียกกันว่ารูลออฟลอว์ (Rule of Law) ครับท่านประธาน
เรื่องที่ ๕ เป็นเรื่องของหลักการแบ่งแยกอํานาจอธิปไตย หรือที่เรียกว่า หลักเซพาราชั่น ออฟ พาวเวอร์ (Separation of Power)
สําหรับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๘ ฉบับปัจจุบันนี้นะครับ มีปัญหาในประเด็น เรื่องของหลักนิติธรรมในบางประการ แล้วก็มีปัญหาในเรื่องของหลักแบ่งแยกอํานาจอธิปไตย ในบางประการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ถ้าเราจะสังเกตจากการให้สัมภาษณ์ ของบุคคลต่าง ๆ ในแวดวงสังคมของเรานะครับ ก็จะยอมรับกันนะครับว่าร่างรัฐธรรมนูญ หมายถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๘ นี่นะครับ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ยังมีปัญหา จําเป็นต้องได้รับการแก้ไข อาจจะแตกต่างกันบ้างในเรื่องของประเด็นที่ต้องแก้ไข แต่ความจําเป็นแน่นอนชัดเจนครับว่าต้องมีการแก้ไขครับท่านประธาน ความขัดแย้ง ในเรื่องของรัฐธรรมนูญนะครับท่านประธาน มีปัญหาเกิดขึ้นเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน ไม่ว่า จะเป็น ปี ๒๕๕๑ ซึ่งมีการชุมนุมหน้ารัฐสภาต่อเนื่องไปจนถึงกองบัญชาการตํารวจนครบาล หรือปี ๒๕๕๒ ที่สามเหลี่ยมดินแดง ปี ๒๕๕๔ เกิดเหตุการณ์ที่สี่แยกราชประสงค์ซึ่งเป็น เหตุการณ์ที่รุนแรงมาก ถ้าพวกเราสังเกตกันนะครับ ความรุนแรงเกิดขึ้น รุนแรงขึ้น เป็นลําดับ จึงมีความจําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขระบบสักครั้งหนึ่งเพื่อที่จะช่วยปลดล็อก ปลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคตครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไปที่ร่างฉบับปัจจุบันที่ส่งเข้ามา ๓ ร่าง มีบางประเด็นที่ผมได้พิจารณาแล้วคิดว่าอาจจะมีปัญหาครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า สสร. ประกอบด้วย (๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละ ๑ คน เป็นจํานวนทั้งสิ้น ๗๗ คนครับ ท่านประธานครับ ซึ่งประเทศไทยไม่ว่าจังหวัดใดก็ถือว่า เป็นคนไทยเช่นเดียวกัน การมาแบ่งแยกว่าจังหวัดละ ๑ คนนั้น ความจริงแล้วเสมือนกับ บอกว่าจังหวัดศรีสะเกษกับจังหวัดอุบลราชธานีมีความแตกต่างกัน ซึ่งความจริงแล้ว ไม่ใช่ ถ้าหากว่าเป็นตามประวัติศาสตร์ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาแต่ละรัฐอาจจะมีความแตกต่าง กันบ้าง จึงต้องมีข้อบัญญัติว่า ส.ว. รัฐหนึ่งมีได้ ๒ คน แต่ของประเทศไทยนั้นไม่ได้มีลักษณะ เช่นนั้นครับ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดทางภาคเหนือหรือภาคใต้ก็เป็นคนไทยเช่นเดียวกัน ถ้าหาก จะได้มีการพิจารณาในวาระที่สองต่อไปนะครับ ถ้าหากได้มีการแก้ไขส่วนนี้ให้ สสร. มาจากสัดส่วนประชากรน่าจะมีความเหมาะสมกว่าครับ ก็ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ไว้ครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ผมพิจารณาในร่างแล้วคิดว่ายังมีปัญหาอยู่ก็คือเรื่องของ มาตรา ๒๙๑/๙ วรรคแรก มีการบัญญัติไว้ว่าภายใน ๑๐ วันนับแต่วันถัดจากวันที่มี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครบจํานวน ขออนุญาตเน้นคําว่า ครบจํานวน ตามมาตรา ๒๙๑ (๑) และมาตรา ๒๙๑ (๒) ให้มีการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สมาชิกได้มาประชุม เป็นครั้งแรก การบัญญัติว่าให้ครบจํานวนอาจจะเกิดปัญหาได้ครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากมี ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ขาดไปคนหนึ่งก็ไม่ครบจํานวน การประชุมครั้งแรก ก็อาจจะล่าช้าไปจึงสมควรที่จะได้มีการแก้ไขเรื่องดังกล่าวในวาระที่สอง โดยการแก้ไขให้เป็น ทํานองเดียวกันกับมาตรา ๙๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันครับ คือเอาแค่ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ก็พอครับ ก็ขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นประเด็นนี้ไว้ด้วยครับ
อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน เป็นเรื่องของประเด็นที่มีความกังวลกัน อยู่มากครับว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ หรือจะมีการเปลี่ยนรูป ของรัฐหรือไม่ ประเด็นนี้ผมคิดว่าในฐานะที่ทุกคนที่เป็นคนไทยก็คงจะไม่มีผู้ใดประสงค์ ที่จะทําการอันใดอันเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ในรัฐธรรมนูญเดิมได้เขียนไว้ ในมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง เขียนว่า ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผล เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะเสนอมิได้ คือของเดิมก็ระบุไว้แล้วว่า ถ้าจะมี การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกระทําไม่ได้ เสนอก็เสนอไม่ได้นะครับ ส่วนในร่างฉบับใหม่ที่เสนอเข้ามาครับ ก็ได้มีการระบุเช่นเดียวกันครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า เขียนว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทํามิได้ ก็มีการเขียนบัญญัติไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด ความกังวลของเพื่อนสมาชิกว่า สําหรับของเดิมบอกว่าญัตติขอแก้ไขเสนอไม่ได้ ของใหม่ ก็เขียนซ้ําอีกครั้งหนึ่งว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีผลเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะกระทํามิได้ ดังนั้นโดยเจตนารมณ์ที่พวกเราได้ร่วมกันพิจารณาก็คงเป็นที่ชัดเจนว่า ถ้าหากว่ามี สสร. ขึ้นมาจริง ก็คงจะมิสามารถที่จะมีรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ก็คงจะไม่มีครับ ก็อยากจะให้พวกเราได้ช่วยกันพิจารณา ในประเด็นนี้ด้วยครับ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าท่านประธาน ในปี ๒๕๕๘ ก็จะมีเออีซี (AEC) ประชาคมอาเซียนแล้ว มีความจําเป็นที่พวกเราจะต้องพยายามแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ ในประเทศของเราให้เกิดความปรองดอง ให้มีระบบการทํางานที่มีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นประเทศของเราเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเออีซีแล้ว พวกเรา จะไม่สามารถแข่งขันหรือตามประเทศเพื่อนบ้านของเราได้เลยนะครับ จึงมีความจําเป็น ที่ผมเห็นว่าควรที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวในวาระที่หนึ่งไปก่อนครับ ส่วนประเด็น ที่จําเป็นต้องมีการแก้ไขก็คงจะได้มีการพิจารณาต่อไปในวาระที่สอง ขอบพระคุณครับ