รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ หารือเรื่องความเป็นประชาธิปไตย และเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญแก้ไขข้อบกพร่อง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

แต่ว่า ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ แล้วก็ตั้งแต่ตอนเช้าเราพูดถึงเรื่องความเป็นประชาธิปไตยนะครับ ผมก็พยายามที่จะกราบเรียนท่านประธานแล้วก็ฝากไปถึงท่านผู้ฟัง คือประชาชนเขาฟังอยู่ครับว่า หลักของประชาธิปไตยจริง ๆ มันคืออะไร ผมก็พยายามจะอรรถาธิบายว่าหลักประชาธิปไตย ในความหมายของผมคือไม่ใช่แทรกแซงองค์กรอิสระนะครับ ผมเริ่มต้นแค่นี้ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ความคิดทางการเมืองของคนไทย ส่วนหนึ่งไม่เคยตกผลึกเลย ในเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่เคยตกผลึกเลยครับในเรื่องหลักของความเป็นประชาธิปไตย ผมย้อนหลังให้ท่านประธานนิดเถอะครับ ผมไม่ชอบทวนความจําหรอกครับเพราะว่าคนไทย เป็นคนที่ลืมง่ายครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานจําได้นะครับ การยึดอํานาจ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มีการสํารวจความเห็นของประชาชนเอแบคโพลล์มีการสํารวจ หลังจากมีการยึดอํานาจว่าคนไทยเห็นอย่างไรกับการยึดอํานาจ ท่านประธานจําได้นะครับ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ยึดอํานาจเอแบคโพลผลสํารวจของประชาชน ๘๓.๙๘ เปอร์เซ็นต์ ๘๓.๙๘ เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับการยึดอํานาจ ท่านประธานครับ วันนี้นะครับไม่มีใครกล้าบอก หรอกครับว่าตัวเองอยู่ใน ๘๓.๙๘ เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เห็นด้วยกับการยึดอํานาจ วันนี้ถามใคร ก็บอกเขาไม่เห็นด้วยกับการยึดอํานาจทั้งนั้นละครับ วันนี้คนซึ่งเคยเป็นส่วนใหญ่ ๘๓.๙๘ เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ บอกว่าตัวเองซึ่งเคยเป็นเสียงส่วนใหญ่ วันนี้ไม่เห็นด้วยกับการยึดอํานาจ ความคิดคนมันเปลี่ยนเร็วมากครับ แต่ว่าถ้าถามคน ณ สถานการณ์เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ สถานการณ์ของประเทศ สถานการณ์ของ คนในวันนั้นความรู้สึกของประชาชนในวันนั้น ๘๓.๙๘ เปอร์เซ็นต์บอกว่าสมควรยุติ การกระทําของรัฐบาลชุดนั้นเสียด้วยการยึดอํานาจ ๘๓.๙๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้อย่าเถียงผมนะครับ ผลสํารวจความคิดเห็นของสวนดุสิตโพลนะครับ ขออภัยนะครับสวนดุสิตโพล เมื่อสักครู่นะครับ ๘๓.๙๘ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นท่านประธานครับ มีเอแบคโพลครับ เอแบคโพลก็ได้มีการ สํารวจความเห็นของประชาชนเช่นเดียวกัน เอแบคโพลล์นี่หนักกว่า สวนดุสิตโพลนะครับ เอแบคโพล ๙๒.๑ เปอร์เซ็นต์บอกว่าเห็นด้วยกับการยุติการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลในขณะนั้น ท่านครับไม่เคยมีครั้งไหนหรอกครับที่คนตั้ง ๘๓.๙๘ เปอร์เซ็นต์ ๙๒.๑ เปอร์เซ็นต์เห็นด้วย ผมจะเลยเรื่องนี้ไป ผมเลยเรื่องนี้ไปเพื่อบอกกับท่านประธานว่า ทําไมวันนี้ยืนขึ้นแล้วบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการยึดอํานาจ ผมก็คนหนึ่งละครับบอกว่า ผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะอะไรครับ เพราะว่าผู้ที่ยึดอํานาจได้อํานาจมาโดยการยึดอํานาจ กระทําตนเป็นนักประชาธิปไตย ถ้า พลเอก สนธิซึ่งยึดอํานาจวันนั้นไม่ทําตัวเป็น นักประชาธิปไตย วันนี้บ้านเมืองเรียบร้อยครับ แต่ว่า พลเอก สนธิ ผมกล่าวหาท่านนะครับ ท่านอาจจะนั่งอยู่ข้างหลังผมก็ได้ เมื่อท่านยึดอํานาจได้แล้วครับ ท่านกําลังทําตัวเป็นวีรบุรุษ ประชาธิปไตย ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นภารกิจของท่านในการยึดอํานาจทั้ง ๔ ประการ เลยล้มเหลวครับ คนเลยบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการยึดอํานาจ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผ่านการลงประชามติ ของประชาชนเรียบร้อยแล้วครับ แน่นอนครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ มันไม่สมบูรณ์ มนุษย์ก็ไม่มีใครสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถามคนที่คิดแก้รัฐธรรมนูญวันนี้สิครับว่าท่านจะแก้รัฐธรรมนูญ ในประเด็นไหน ผมเคยไปสัมมนากับพรรคร่วมรัฐบาลหลายครั้ง ไม่เอ่ยนามท่านนะครับ คนที่บอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญยืนขึ้นสิครับ แล้วบอกว่าแก้อะไรบ้าง บอกว่าไม่รู้จะแก้อะไร เมื่อบอกว่าไม่รู้ว่าจะแก้อะไร ท่านจะแก้อะไรละครับ มันมีข้อบกพร่องแต่ละอย่าง ๆ ก็แก้ไป แต่ละอย่างไป วันนี้มีคํากล่าวหาครับว่าเราซึ่งมีอํานาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เราไม่แก้รัฐธรรมนูญเสียเอง แต่เราโยนให้ สสร. เป็นคนแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เรามีหน้าที่ เรามีอํานาจ แต่เราปฏิเสธหน้าที่ เราไม่ใช้อํานาจ แต่เราโยนภาระเรื่องนี้ให้กับ สสร. หน้าที่ กับอํานาจมันต้องควบคู่กับความรับผิดชอบครับ ผมก็ไม่เชิงกล่าวหาหรอกครับว่า เราไม่รับผิดชอบ แต่หน้าที่เรามีเราไม่ทํา เราโยนให้ สสร. แน่นอนครับเราเคยทํามาแล้ว ผมไม่ได้ว่าอะไรเราเคยทํามาแล้วครับ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมคิดว่าถ้าเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาเป็นตัวตั้งรัฐธรรมนูญนี้ แก้ได้ในบางประเด็น ผมดีใจครับท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมมานั่งอยู่ ผมจะคุยกับท่านด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไปอภิปรายรัฐธรรมนูญมาหลายสถานที่ แล้วไม่พาดพิงพรรคท่าน หรอกครับ เดี๋ยวท่านต้องขึ้นมาท้วงติงผม เวลาเราบอกว่าเราโยนเรื่องนี้ให้ สสร. แต่สมาชิก ของพรรครัฐบาลนะครับ พรรคของท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิมนั่นละครับ บอกชัดเจนต่อหน้า สาธารณะหลายครั้งครับ ไปสัมมนากับผมมา บอกว่ามาตราหนึ่งที่ต้องแก้แน่นอนในรัฐธรรมนูญคือ มาตรา ๓๐๙ และผมก็ถามว่าเมื่อท่านโยนอํานาจในการแก้รัฐธรรมนูญนี้ให้กับ สสร. แล้ว ท่านไปแก้มาตรา ๓๐๙ ท่านชี้นําเขาได้อย่างไรว่าต้องแก้มาตรา ๓๐๙ ด้วย ถ้าท่านบอกว่าท่านปล่อยให้เป็นอํานาจของ สสร. แล้วก็ให้เขาไปแก้สิ ก็จะแก้มาตรา ๓๐๙ ก็ได้ ก็ไม่แก้มาตรา ๓๐๙ ก็ได้ ทําไมท่านเลือกทุบโต๊ะว่าอย่างไรเสียมาตรา ๓๐๙ ต้องมีการแก้ไข ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกําลังจะพาดพิงถึง ร้อยตํารวจเอก เฉลิมครับ พระราชบัญญัติ การปรองดองของท่านมี ๖ มาตรา ผมก็จําท่านมาครับ ท่านบอกว่าท่านขยักไว้ จะสับขาหลอก หรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่าท่านยิงแน่ครับ ไม่ว่ายิงเท้าซ้ายหรือเท้าขวาท่านยิงแน่ ๖ มาตราปรองดองของท่าน แต่ยังไม่ถึงเวลาที่ท่านจะยิงเท่านั้นเอง ทําไมล่ะครับ ยิงสิครับ ไม่มีจังหวะไหนแล้วนะครับที่อํานาจท่านมากในขณะนี้แล้ว รัฐบาลจังหวะนี้ดีที่สุดแล้วครับ ที่จะทําอะไรก็ได้ในประเทศนี้ ยิงเลยครับเท้าซ้ายก็ได้ เท้าขวาก็ได้ ๖ มาตราของท่านยิงมาเลย ท่านขยักไว้เพื่อดูการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ ผมกล่าวหาท่านนะครับ เดี๋ยวท่านชี้แจง ถ้าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เอามาตรา ๓๐๙ ออก แล้วเพิ่มบทเฉพาะกาลเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมา บอกว่าการกระทําของ คมช. กปค. ที่ผ่านมาให้ถือเป็นการยกเลิกทั้งหมด นี่ละครับคือ นิรโทษกรรม ถ้ามีข้อความเหล่านี้ในรัฐธรรมนูญ ๖ มาตราของท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมก็ ไม่จําเป็นต้องใช้ท่านประธานครับ ใช้รัฐธรรมนูญนี้ละครับเป็นการนิรโทษกรรม แต่ถ้าเผื่อว่าใน วันเวลาที่เราไปทําประชามติประชาชนก็ไม่เห็นด้วยขึ้นมา ทีนี้ละครับท่านต้องยิงจริง ๆ แล้ว ไม่ ว่าเท้าซ้ายหรือเท้าขวาปลายปีนี้ด้วยกฎหมายปรองดอง ๖ มาตราของ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่ บํารุง จริงไม่จริงท่านชี้แจงต่อไปเลยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่า ผมก็ไม่อยากจะกล่าวหารัฐธรรมนูญนี้นะครับ แต่ผมให้ฉายาแล้วกัน เป็นรัฐธรรมนูญฉบับพิมพ์เขียว มีพิมพ์เขียวอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าผมทํานายทายทักไว้เลย ท่านประธานครับ ท่านประธานก็มาฟังผมอภิปรายเวลารัฐธรรมนูญผ่านแล้วกันครับ สิ่งที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้รู้กันหมดครับ มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ หน้าที่ ส.ส. ส.ว. แก้แน่นอนครับ ถ้าผมเข้าไปเป็น สสร. ด้วยผมก็แก้ครับ อันนี้เราเห็นตรงกันครับ องค์กรอิสระ ที่ท่านไม่อยากให้ประธานศาลเข้ามายุ่งด้วยแก้แน่นอนครับ แน่นอนผมก็เห็นด้วยครับ การยุบพรรคการเมืองท่านแก้แน่นอนครับ อันนี้เราค่อยว่ากัน มันเป็นรายละเอียดนะครับ สิ่งเหล่านี้มันอยู่บนโต๊ะในการแก้รัฐธรรมนูญ ๕-๖ เรื่องนี้คือบนโต๊ะคุยกันแล้วแก้ แต่ว่า ใต้โต๊ะของท่านคืออะไร ใต้โต๊ะของท่านก็คือ มาตรา ๓๐๙ แล้วก็มีการแก้เพิ่มเติมจะเป็น บทเฉพาะกาลอะไรก็แล้วแต่เพื่อให้มีลักษณะเป็นการนิรโทษกรรม เมื่อมีอย่างนี้แล้วครับ สิ่งที่ท่านเฉลิมจะทําต่อไปก็ไม่จําเป็นต้องทํา ท่านประธานที่เคารพครับ ทําไมจึงต้องบอกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราไปให้อํานาจตุลาการเยอะ ตุลาการก็ไม่อยากยุ่งละครับ แต่ว่า สถานการณ์ที่ผ่านมาของประเทศนี้ย้อนหลังไป ๔-๕ ปีคนก็ไม่เชื่อฝ่ายบริหาร เขาไม่เชื่อ คณะรัฐมนตรีครับ อันนี้เป็นความจริงที่ประจักษ์อยู่ในบ้านเมืองนี้ เขาให้ความสําคัญน้อย ให้น้ําหนักในความเชื่อถือน้อย และเช่นเดียวกันครับ บรรยากาศของรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ความเชื่อถือของประชาชนต่อฝ่ายนิติบัญญัติน้อย ท่านประธานจําได้ไหมครับ เวลามีการทําผลสํารวจของประชาชนว่านิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการนี่ประชาชนเขาเชื่อฝ่ายไหน มากกว่า ถ้าระบอบประชาธิปไตยมันมี ๓ เครื่องยนต์ในระบอบประชาธิปไตย เครื่องยนต์หนึ่ง ที่มีพลังมากที่สุดและคนเชื่อมากที่สุดคืออํานาจตุลาการ เมื่อคนเชื่อตุลาการมากกว่าบริหาร เมื่อคนเชื่อตุลาการมากกว่านิติบัญญัติ เขาเลยเสริมจุดแข็งขึ้นมาให้ตุลาการซึ่งคนเชื่อนั่นละครับ เป็นคนส่วนหนึ่งในการคัดเลือกคนเข้าสู่องค์กรอิสระ แน่นอนครับ มันอาจจะผิดหลักของ ระบอบประชาธิปไตย แต่ว่าคนเขาเชื่อนี่ครับ คนเขาเชื่อว่าถ้าให้ตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้อง มีส่วนได้เสียในการคัดสรรคนเข้าสู่กระบวนการองค์กรอิสระแล้วคนเขาเชื่อ ก็ต้องให้เขา ทําอย่างนั้นไปครับ ก็คนไม่เชื่อนิติบัญญัติ คนไม่เชื่อเรานี่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านจะทํารัฐธรรมนูญนี้เพื่อใคร อย่างไรก็แล้วแต่ มันเป็นความรัก มันเป็นความศรัทธา ท่านประธานครับ ถึงท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิมครับ ความรักบางครั้งมันไม่ต้องการเหตุผลท่านครับ ท่านรักผู้หญิงคนหนึ่งท่านไม่ต้องบอกเหตุผลเลย ความรักบางครั้งมันไม่ต้องการเหตุผล แต่บางครั้งมันก็ต้องการเหตุผล ท่านรัก พันตํารวจโท ทักษิณ ท่านก็รัก ผมไม่รังเกียจเลย แล้วชีวิตผมนี่สนับสนุนให้คนรักกัน ชีวิตผมไม่สนับสนุน ให้คนเกลียดกัน ท่านรักใครสักคนหนึ่งไม่ต้องอธิบายเหตุผล ความรักถ้าใช้เหตุผลเยอะเกินไป มันไม่ประสบความสําเร็จนะครับ รักของท่านไปเถอะครับ ผมไม่ว่าท่าน แต่ว่าท่านประธานครับ ผมกําลังจะจบแล้วครับ เหลือ ๔๔ วินาทีแล้วครับ