วรงค์ ชี้รัฐบาลพูดไม่ตรงทำ ไม่สอดคล้องปัญหาเงินกู้-เยียวยา-เสรีภาพวิชาการ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน โดยชี้ให้เห็นความไม่สอดคล้องระหว่างคำพูดกับปฏิบัติการของรัฐบาล โดยเฉพาะปัญหาการกู้เงิน การเยียวยาเกษตรกร และการละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ท่านประธานคงทราบนะครับว่าในช่วง ๒ วันที่ผ่านมาเราได้มีการถกเรื่องหนังสือเล่มนี้ แค่ฉบับเดียว นี่คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ได้มีการถกเถียงกันไป ถกเถียงกันมา แต่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานด้วยความรู้สึกจริง ๆ ว่า จุดข้อกังวล ของผมเองผมไม่เชื่อครับ ไม่เชื่อกับการที่คนของรัฐบาล หรือรัฐมนตรีบางท่านมาพูดกับ พวกเราในสภาผู้แทนราษฎร ถามว่าทําไมไม่เชื่อ เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่มีการพูดในสภา พูดเหมือนเป็นหลักการที่ดี แต่ทําไม่ได้ อย่างน้อย ๆ ท่านประธานคงจําได้ประมาณสัก ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเคยเอากระทู้ถามเรื่องมันสําปะหลังของพี่น้องเกษตรกร รัฐบาล ก็ส่งคนมาตอบแบบมีหลักการเยอะแยะไปหมด แต่สุดท้ายวันนี้ท่านก็ยังทําไม่ได้ วันนี้มีพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่มันสําปะหลังจากจังหวัดกาญจนบุรีก็มาร้องเรียนผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บอกท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้โปรดช่วยกระทุ้งรัฐบาล เขาบอกว่าบ้านเขา จํานําเกือบทุกอย่างแล้ว เหลือแค่อย่างเดียวคือมันสําปะหลังยังจํานําไม่ได้ แล้วจะให้ผมไปเชื่อ รัฐบาลชุดนี้ได้อย่างไรครับ แล้วยิ่งบนวิธีคิดบางสิ่งบางอย่างที่ผมเคยบอกว่าคนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น แต่สุดท้าย ต้องไปทําสิ่งนั้นมันยิ่งเชื่อไม่ได้ ท่านเคยจําได้ไหมครับว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลชุดนี้ซึ่งก่อนหน้านั้น เป็นผู้แทนฝ่ายค้านเคยวิพากษ์วิจารณ์ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกดีแต่กู้ เอาแต่กู้ ตอนนั้นท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กู้เงิน พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาภาวะ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger Crisis) ซึ่งก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากต่างประเทศ รัฐบาลชุดที่แล้วกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ชี้หน้าเอาแต่กู้ ๆ แล้ววันนี้ผ่านไปอย่างไรครับ ๖ เดือนกว่ารัฐบาลชุดนี้กู้ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมมีความรู้สึกว่าพวกท่านพูดเวลาสุดท้าย ท่านก็ต้องทําเองมันกลายเป็นว่าว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองทําให้ผมไม่มั่นใจท่านประธาน ถ้าท่านเคยว่าอะไรแล้วท่านไม่ทําสิ่งนั้นไม่เป็นไรครับ ท่านประธาน วันนี้ที่ท่านมาพูด ผมอาจจะเชื่อท่าน แต่ท่านเคยว่าแต่ปรากฏว่าท่านกลับทําสิ่งนั้นแล้วทํามากกว่านั้น จากอดีตที่ผ่านมาเคยกู้เขากู้แค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ณ วันนี้ ๖ เดือนเศษท่านกู้ไปแล้ว ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นแล้วประเด็นที่ท่านกล่าวหารัฐธรรมนูญชุดที่ผ่านมา เป็นซากเดนเผด็จการ เป็นผลไม้พิษ ผลพวงที่เกิดจากเผด็จการก็ต้องเป็นผลไม้พิษ เมื่อเช้า ที่ผมชอบมากคือท่านประธานจุรินทร์ ท่านประธานวิปรัฐบาลได้มาตอกย้ําให้เห็นไม่อย่างนั้น พวกเราทุกคน ส.ส. ส.ว. รัฐบาลชุดนี้เป็นผลไม้พิษหมด แต่ท่านสังเกตไหมครับว่าเวลาผลพวง ที่คนของรัฐบาลชุดนี้ได้รับไม่มีใครพูดถึง แต่อะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ได้ดั่งใจก็จะวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าผมจะพูดภาษาชาวบ้านก็เท่ากับว่าขณะนี้รัฐบาลตลอดจนพวกท่านเอาแต่ได้ครับ อันไหน ที่ได้ประโยชน์ท่านไม่พูดถึง อันไหนที่เสียประโยชน์ไม่ได้ดั่งใจก็กล่าวหาว่าเป็นผลไม้พิษ และยิ่งฟังคําพิพากษาลึก ๆ แล้วผมก็ดีใจแทนศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็สงสารศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนกันว่าถ้าเกิดศาลพิพากษาว่ามีคําวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ขัดรัฐธรรมนูญสงสัยต้องมีการ วิพากษ์วิจารณ์ว่า ๒ มาตรฐาน แต่ก็โชคดีครับ ศาลก็พิพากษาแบบตรงไปตรงมาบอกว่า ไม่ขัดก็ได้รับประโยชน์ไป ไม่อย่างนั้นคงอาจจะได้ยินประโยคที่ว่า ๒ มาตรฐานตามมาอีก ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าวันนี้เราพูดถึงรัฐธรรมนูญ เราพูดถึงคําว่า ประชาธิปไตย ผมไม่มั่นใจว่าประชาธิปไตยของพวกท่านกับของพวกผมตรงกันไหม ประชาธิปไตยของพวกผมหมายถึงว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนครับ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ที่จะเดินทางไปที่ไหนโดยที่ไม่ถูกไล่ ประชาชนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นที่ไม่มีคนมาคุกคาม แต่กลายเป็นว่าขณะนี้ท่านประธานคงจําได้ว่าช่วง ๑ วัน ๒ วันที่ผ่านมามีคุณครูท่านหนึ่ง ที่จังหวัดพิษณุโลกออกข้อสอบภาษาไทย มีการเปรียบเทียบในการเยียวยาเงินคนเผาบ้านเผาเมืองได้ ๗,๗๕๐,๐๐๐ บาท กับทหารที่เสียชีวิตในการปกป้องประเทศได้เงินเยียวยา ๕๐๐,๐๐๐ บาท แค่นี้เองท่านประธานก็คงทราบหนังสือพิมพ์ลงข่าวชัดเจนว่ามีมวลชนคนเสื้อแดงไปคุกคามเขา ผมถามว่านี่หรือคือประชาธิปไตย ดังนั้นผมไม่มั่นใจว่าคําว่า ประชาธิปไตย ของพวกท่าน กับของพวกผมมันตรงกันหรือไม่ และผมก็เรียกร้องนะครับว่าท่านเป็นรัฐบาลท่านก็ต้องดูแล คนของท่านให้อยู่ในกติกาของกฎหมาย เสรีภาพทางวิชาการไม่ว่าจะเป็นที่ธรรมศาสตร์ หรือที่โรงเรียนพระพุทธชินราชที่บ้านผมมีเสรีภาพเหมือนกัน อาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ กับครูที่บ้านผมเขาควรมีเสรีภาพทางวิชาการเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าอะไรที่ถูกใจตัวเอง ถูกต้อง อะไรที่ไม่ถูกใจไปคุกคามนี่หรือคือประชาธิปไตยครับ ประเด็นที่สําคัญที่จะต้องพูดกันวันนี้ ก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมต้องย้ํา วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ย้ําเหมือนกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือฉบับที่กําลังถืออยู่แก้ไขได้ แต่ถามว่าทําไมวันนี้พวกผมออกมาคัดค้าน คําตอบที่ผมออกมา คัดค้านกันเพราะผมไม่ไว้วางใจ ถามว่าทําไมไม่ไว้วางใจเพราะว่าพฤติกรรมของรัฐบาล และคนบางกลุ่มทําให้พวกเราไม่ไว้วางใจ คําถามถามว่าพวกเราหวาดระแวงอะไร คําตอบคือ เราเกรงว่าเมื่อมีการหนีจากเผด็จการของทหารเราจะไปเจอเผด็จการทุนนิยมสามานย์ครับ เรากลัวตรงนี้ท่านประธาน ท่านบอกว่าขณะนี้เราจะใช้ สสร. และมีบางท่านได้พาดพิงถึง สสร. ปี ๒๕๔๐ ผมบอกว่า ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๕ มันไม่เหมือนกัน ตอนปี ๒๕๔๐ กระแสสังคมมีการเรียกร้องให้มีการ ปฏิรูปการเมือง ทุกภาคส่วนมีการเห็นพ้องตรงกัน แต่ปี ๒๕๕๕ มันไม่ใช่ ปี ๒๕๕๕ ทุกภาคส่วน ไม่ได้เห็นพ้องตรงกัน มันมีความขัดแย้งกัน ดังนั้นท่านจะเอาของปี ๒๕๔๐ มาเทียบกับ ปี ๒๕๕๕ ณ ปัจจุบันนี้ไม่ได้ และผมอยากจะย้ํากับท่านประธานนะครับว่า วันนี้ถ้าจะตั้ง สสร. ๙๙ คน ส่วนหนึ่ง ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คนมาจากการเลือกตั้งจากประชาชน อีกส่วนหนึ่ง ๒๒ คน พูดภาษาชาวบ้านคือเป็นนักวิชาการ แล้วท่านแน่ใจหรือครับว่า ๗๗ คนนี้จะปลอดการเมือง พวกเราทุกคนต้องเอาความจริงมาคุยกัน เราเป็นผู้แทนราษฎรเรารู้ว่าลําพังการหาเสียง เลือกตั้ง ถ้าท่านลองลงหาเสียงเลือกตั้งสังกัดพรรคการเมืองเล็ก ๆ มันก็สู้พรรคการเมืองใหญ่ ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้ง สสร. มันเป็นไปไม่ได้ที่พรรคการเมืองจะไม่เข้ามาแทรกแซงครับ และสุดท้ายคนพวกนี้ก็คือคนของพรรคการเมืองครับ และนอกจากนี้แล้ว ๒๒ คนที่มาจาก การแต่งตั้ง ผมจําได้ว่าพวกท่านปฏิเสธคนที่มาจากการแต่งตั้ง วันนี้มีเพื่อน ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งที่ผ่านมา ๗๖ คน มาจากการแต่งตั้ง ๗๔ คน มีรัฐมนตรีบางท่านพยายาม กระแนะกระแหนวิพากษ์วิจารณ์ว่า ส.ว. บางท่านมาจากการแต่งตั้ง สุดท้ายท่านก็ต้อง กลืนน้ําลายตัวเอง คําถามถามว่าทําไมกลืนน้ําลายเพราะว่าการเลือก สสร. ๗๗ คนมาจาก การเลือกตั้ง แต่ ๒๒ คนก็มาจากการแต่งตั้งครับ มันก็มีค่าเท่ากันละครับ เท่ากับ ส.ว. ก็ควรจะ มีสิทธิที่มาจากการแต่งตั้งเหมือนกันเพราะในเมื่อวันนี้ท่านวิพากษ์วิจารณ์ ส.ว. ที่ท่านบอกว่า มาจากการแต่งตั้งหรือว่ามาจากการลากตั้ง และสุดท้ายท่านก็สร้างกติกา สสร. ๗๗ คน มาจากการเลือกตั้ง ๒๒ คนมาจากการแต่งตั้งและให้สิทธิแบบเท่าเทียมกัน สุดท้ายพวกท่าน ก็กลืนน้ําลายตัวเองทําให้ผมไม่รู้เลยว่าผมจะยืนตรงไหนครับ หลักการของประชาธิปไตย ที่ท่านพูดมันจะเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะว่าท่านพูดเองแล้วท่านก็กลืนน้ําลายตัวเอง ท่านประธานที่เคารพครับ และมีประเด็นที่ผมต้องย้ํากับท่านประธานที่มีการพาดพิงถึงข้อ ๘๘ ที่เป็นข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาที่เขียนไว้ชัดเจนว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอนี้จะต้อง มีการเปิดเผยให้กับประชาชนได้รับทราบโดยสะดวกตามวิธีการที่ประธานรัฐสภากําหนด เมื่อวานนี้มีการประท้วงท่านประธาน ตอนแรกตอนที่มีการประท้วงอยู่ท่านก็งง ๆ แล้วสุดท้ายมีท่านเลขาธิการไปกระซิบบอกว่าลงในเว็บไซต์ ความจริงแล้วท่านต้องเข้าใจนะครับ เพราะข้อ ๘๘ เขียนไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นไปตามวิธีการที่ประธานรัฐสภากําหนด แล้วท่านบอกว่า อยู่ในเว็บไซต์ พวกผมดูในเว็บไซต์ไม่มีครับ ผมไม่อยากจะบอกว่าท่านโกหกนะครับ แต่มันไม่เป็นไปตามนั้น ผมจึงเกรงว่ากระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ขัดต่อ ข้อบังคับซึ่งผมก็ไม่มั่นใจนะครับว่าการขัดต่อข้อบังคับจะทําให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ สมบูรณ์แบบหรือไม่ นอกจากนี้แล้วท่านประธานคงจะเข้าใจว่ารัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนําของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ มวลชนคนเสื้อแดงและคณะนิติราษฎร์เป็นเรื่องเดียวกัน เราปฏิเสธไม่ได้ครับท่านประธาน เพราะว่าวันนี้ไม่ต้องพูด มันได้รับการพิสูจน์จากข้อเท็จจริง จุดที่พวกเรากังวลคือมีข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่มีการเสนอเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เขามีการพูดไว้ว่าถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเขาจะมีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาล กองทัพ และสถาบันการเมือง พวกท่านรัฐบาลต้องให้ความมั่นใจกับพวกเราว่าข้อเสนอของ นิติราษฎร์ต้องไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการครั้งนี้และผมอยากจะย้ํานะครับว่า โดยเฉพาะข้อที่เขียนไว้ชัดเจนว่าพระมหากษัตริย์ต้องสาบานตนว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผมว่าสังคมไทยรับไม่ได้ อย่าว่าเอามาเขียนนะครับท่านประธานครับ ลําพังแค่พูดให้คนได้ฟัง ผมว่าประชาชนคนไทยก็รับไม่ได้ แล้วอยากจะย้ําโดยสรุปนะครับว่าข้อกังวลของพวกเราคือ เรากลัวหนีจากรัฐธรรมนูญที่อ้างว่าเป็นเผด็จการทหาร แต่กลายเป็นรัฐธรรมนูญของเผด็จการ ทุนสามานย์ เราหวาดระแวงว่านายทุนกําลังจะมาครอบงําประเทศ แล้วอยากจะย้ํานะครับว่า ๑๕ ล้านเสียง คนที่มีสิทธิไม่มีโอกาสเลือกท่านถึง ๒๕ ล้านเสียงนะครับ อย่าดูถูกประชาชน ๒๕ ล้านเสียงส่วนนี้ สักวันหนึ่งเขาจะออกมาไล่ท่านครับ ขอบคุณครับ