รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการถ่ายโอนอำนาจจากสภาไปสู่สภาสามัญ และไม่มีการกำหนดกรอบโครงร่าง นอกจากนี้ เธอยังวิจารณ์กระบวนการนี้ว่าไม่ได้กระจายอำนาจทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน และถือว่าไม่ประชาธิปไตยจริง
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ ดิฉันเองก็คงจะไม่พูดลงรายละเอียดในเรื่องของสิ่งที่ดิฉันไม่เห็นด้วย กับการที่จะแก้รัฐธรรมนูญในร่างทั้ง ๓ ร่าง โดยที่ทั้ง ๓ ร่างนั้นมุ่งไปเพื่อที่จะ ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ สิ่งที่น่าเป็นห่วงดิฉันเองคิดว่าเป็นความห่วงกังวลก็คือว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นการถ่ายโอนอํานาจของสภาไปสู่ สสร. ซึ่งการถ่ายโอน อํานาจนั้นเป็นการถ่ายโอนอํานาจไปโดยสิ้นเชิง ก็คือการมอบหมายอํานาจให้ สสร. เป็นผู้ร่าง แล้วหลังจากนั้นก็จะไม่ได้กลับเข้ามาที่สภาอีก ดิฉันคิดว่าในการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ก็ยังมีการออกแบบโครงร่างต่าง ๆ ขึ้นมาจนตกผลึกแล้ว แต่ปรากฏว่าในการร่างครั้งนี้ ได้มีการถ่ายโอนอํานาจไปให้กับ สสร. โดยที่ไม่ได้มีการกําหนดกรอบโครงไว้แต่ประการใด ดิฉันเองคิดว่าสิ่งที่คนเรียกว่าเป็นการเซ็นเช็คเปล่าก็คือการที่เราปล่อยให้คนที่เข้ามาร่างนั้น ร่างโดยที่ไม่ได้มีกรอบโครงแต่ประการใด
อีกประการหนึ่ง ดิฉันคิดว่าเรื่องของกําหนดเวลา ๑๘๐ วันนั้น มันจะ กลายเป็นประชาธิปไตยจานด่วนไปหน่อยนะคะ แล้วก็ประชาธิปไตยจานด่วนเหล่านี้ดิฉันคิดว่า เป็นสิ่งที่สําคัญว่าเมื่อ สสร. นั้นมาจากลักษณะของการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ก็จะมี ความไม่แตกต่างไปจากตัวแทนของพรรคการเมือง ซึ่งถ้าหากว่าจะให้มีการเลือกในลักษณะนี้ ควรใช้สภาเป็นผู้แก้ไขจะดีกว่า แต่การที่เราให้เลือก สสร. ขึ้นมานั้นดิฉันคิดว่า สสร. นั้น ควรจะเป็นผู้แทนทางความคิด การเมืองและผลประโยชน์ของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม จะเป็นสิ่งที่ดีกว่า คือใน ๒ วันนี้เราก็ได้ยินมากมายนะคะ เรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตย เราอ้างว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นเป็นเรื่องประชาธิปไตย แต่ดิฉันคิดว่าสิ่งที่คน เกิดความกังวลก็คือว่าเราจะอาศัยการแก้รัฐธรรมนูญนั้นนําไปสู่การลบล้างความผิด ทางอาญาของนักการเมืองหรือไม่ หรือนําไปสู่การผูกขาดอํานาจทางเศรษฐกิจหรือไม่นะคะ ดิฉันคิดว่าเวลาเราพูดกันถึงประชาธิปไตยนั้นเราเน้นแต่ประชาธิปไตยทางรูปแบบ ในขณะที่ ดิฉันคิดว่าประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจนั้นก็มีความสําคัญ ท่านปรีดี พนมยงค์ เคยกล่าวไว้ว่า การกระจายอํานาจทางเศรษฐกิจของประชาชนนั้นเป็นส่วนสําคัญของประชาธิปไตย ทางการเมือง เพราะว่าการมีประชาธิปไตยทางการเมืองเพียงอย่างเดียวโดยไม่มี ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจนั้นราษฎรส่วนใหญ่จะไม่ได้รับประโยชน์ เพราะเนื่องจากว่า คนที่กุมอํานาจทางเศรษฐกิจนั้นสามารถที่จะใช้ประชาธิปไตยทางการเมืองได้มากกว่า ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่ได้มีการพูดถึงว่าประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจนั้น ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ แต่สิ่งที่สําคัญที่สุด คือการรับรองอํานาจของประชาชนนั้นไม่ได้มีการปฏิบัติอย่างแท้จริง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ เป็นปัญหาเรื่องของรัฐธรรมนูญเพียงประการเดียวนะคะ ดิฉันคิดว่ารัฐบาลนั้นไม่ได้ให้ความสนใจ กับการที่จะส่งเสริมให้เกิดการกระจายอํานาจทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน มีนักวิชาการรัฐศาสตร์ ชาวเยอรมันท่านหนึ่งชื่อ เคลาส์ ออฟ นะคะ กล่าวถึงการร่วมมือระหว่างพรรคการเมือง และกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในนามของพันธมิตรร่วมความมั่นคงและความเติบโตทางเศรษฐกิจว่า ได้สถาปนาสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่อาศัยการเลือกตั้ง จากประชาชนเข้ามาเป็นฐานสร้างความชอบธรรมและผูกขาดอํานาจในทางเศรษฐกิจ โดยไม่เปิดพื้นที่ให้กับประชาชนนะคะ สิ่งเหล่านี้ก็คือการสร้างระบบอุปถัมภ์ใหม่โดยนโยบาย ประชานิยม ดิฉันคิดว่ารัฐบาลเองในการหาเสียงได้พูดถึงหลาย ๆ เรื่อง ตั้งแต่ในเรื่องของ การจะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในส่วนที่เป็นเรื่องของราคาพลังงานก็ตาม การดํารงชีวิตต่าง ๆ ก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้ ดิฉันคิดว่าไม่ได้มีการทําอย่างแท้จริง รัฐบาลยังคง ใช้ทฤษฎีการพัฒนาที่เราเรียกว่าเชิร์คเคอร์ ดาวน์ (Shirker down) หรือพูดง่าย ๆ คือ อุ้มคนรวยก่อนแล้วค่อยช่วยคนจน เพราะฉะนั้นทฤษฎีเหล่านี้ผ่านมาแล้ว ๕๐ ปี ในการอุ้มคนรวยเพื่อช่วยคนจนนั้น กลับทําให้เราเกิดช่องว่างระหว่างคนรวย คนจน สูงตั้งแต่ ๑๒-๑๕ เท่า ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ นั้นมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นน้อยกว่าเรามาก แต่สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าในการแก้รัฐธรรมนูญที่สําคัญนั้นเราไม่มีกรอบโครงว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ที่เราไม่ควรจะแก้ไข ดิฉันคิดว่ารัฐบาลเองตอนหาเสียงที่อ้างว่าได้เสียงสนับสนุนมา ๑๕ ล้านเสียง จึงมีความชอบธรรมในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ที่จริงในการหาเสียงของรัฐบาล พูดถึงการกระชากค่าครองชีพ การลดราคาพลังงาน แต่พอเข้ามาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง ตรงกันข้ามค่ะ ปรากฏว่ารัฐบาลได้กระชากค่าครองชีพของประชาชนขึ้นทั้งหมด ราคาพลังงานพุ่งทะลุทะลวง ซึ่งถ้าลองไปดูประเทศอื่น ๆ ราคาพลังงานต่ํากว่าเรามาก ดิฉันคิดว่าถ้าหากรัฐบาลลองหาเสียงตั้งแต่แรกว่าจะกระชากค่าครองชีพขึ้น ขึ้นราคาพลังงาน ทั้งระบบ แต่จะลดภาษีนิติบุคคลให้กับคนรวยก่อน จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันไม่แน่ใจนะคะว่ารัฐบาลยังจะได้รับเสียงสนับสนุน ๑๕ ล้านเสียง เพื่อที่จะอ้างว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญตามที่ได้หาเสียงไว้หรือไม่นะคะ ดิฉันคิดว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นได้มีการรับรองสิทธิของประชาชนหลาย ๆ เรื่อง สมาชิกรัฐสภาท่านหนึ่ง กล่าวถึงเหตุผลว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะว่าในมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่าได้นําเอาประโยชน์ท้องถิ่นมาอยู่เหนือผลประโยชน์ ของส่วนกลาง ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งก็เคยพูดเช่นเดียวกันนะคะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น มาตรา ๖๗ และมาตรา ๑๙๐ นั้น เป็นอุปสรรค ดิฉันคิดว่ามันเป็นอุปสรรค สําหรับนักการเมืองและกลุ่มทุนผูกขาด เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการรับรองสิทธิ ของประชาชนนั้น เมื่อยกร่างใหม่สิ่งเหล่านี้เราไม่เห็นนะคะว่าจะมีการแก้ไขอย่างไร คนของรัฐบาลเคยออกมาพูดเรื่องการที่จะขายหุ้น ๒ เปอร์เซ็นต์ของ ปตท. นะคะ แต่ตอนนี้ ขายไม่ได้ ที่จริงเนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่าโครงข่าย พื้นฐานที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานของรัฐนั้น รัฐบาลจะต้องถือหุ้นอย่างน้อย ๕๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วไม่แน่ใจนะคะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีการยกมาตรานี้ ออกไปหรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่แทนที่จะมี การแก้ไขในสภานั้นเป็นการอําพรางที่จะไม่ให้มีการเห็นว่าต้องการจะแก้อะไรหรือไม่ มาตรา ๓๙๐ ถ้ามีการแก้ไขก็ถูกตั้งคําถามว่าจะนําไปสู่การลบล้างคดีอาญาของอดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ต้องมาถกเถียงกัน โดยใช้วิธีการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเลย ดิฉันคิดว่ายังมีมาตราหลาย ๆ มาตรา ซึ่งรับรองสิทธิของประชาชน และดิฉันคิดว่าทรัพยากร ทั้งหลายโดยเฉพาะพลังงานนั้นกําลังเป็นสิ่งที่ถูกจับตาโดยนักการเมืองกลุ่มทุนผูกขาด และพรรคการเมืองที่กําลังดูแลบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทําให้สังคม เกิดความไม่ไว้วางใจนะคะว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยอาศัยการโอนอํานาจทั้งหมด ไปให้กับ สสร. นั้น เป็นวิธีการอําพรางเพื่อไม่ให้เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ แล้วปรากฏว่า เมื่อเราได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ก็เสมือนว่าเราได้พาดสายพานที่เราจะต้องเดินไปตาม สายพานนั้น โดยที่เราไม่รู้ว่าสุดสายพานนั้นจะกลายเป็นตะแลงแกงสําหรับประชาชนหรือไม่ เราอ้างถึงสิทธิของประชาชน อ้างถึงประชาธิปไตยของประชาชน แต่สิ่งที่เราไม่เคยพูดถึงคือ ทําอย่างไรที่เราจะมีการกระจายอํานาจทางเศรษฐกิจให้เกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ กับประชาชนอย่างแท้จริง สิ่งที่ทุกคนกังวลก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่นั้นจะนําไปสู่ การกินรวบในทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากส่วนที่มีคนกังวลในเรื่องของ สถาบันพระมหากษัตริย์ ดิฉันคิดว่าท่านปรีดี พนมยงค์ ที่หลายท่านเอ่ยอ้างถึงนั้น ท่านกล่าวว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น จะต้องมีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจด้วยและเศรษฐกิจเสรีนั้น จะต้องไม่ใช่เสรีภาพของหมาจิ้งจอกในเล้าไก่ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่จะร่างใหม่ สิ่งที่ประชาชนหวาดเกรงกันก็คือว่าอาจจะกลายเป็นรัฐธรรมนูญสําหรับกลุ่มทุนผูกขาด ที่จะมาผูกขาดประเทศไทยและผ่องถ่ายทรัพย์สินของชาติไปเป็นทรัพย์สินของนายทุน มากกว่านะคะ ขอบคุณค่ะ