รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หารือเรื่องการจัดการน้ำที่ประเทศไทยเผชิญกับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยเรียกร้องการปรับปรุงและปฏิวัติระบบการจัดการน้ำที่ไม่เพียงพอในการรับมือ นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องการประกาศใช้พระราชกําหนด บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเรียกร้องให้รัฐบาลใช้กฎหมายในการจัดการน้ำท่วม

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมนั่งฟังการอภิปราย ของเพื่อนสมาชิก และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีหลายท่านตลอดวันนี้ ก็พบว่าข้อมูลความเห็นเนื้อหาสาระต่าง ๆ ครบถ้วนพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น ทางด้านเทคนิคข้อมูลวิชาการเรื่องการบริหารจัดการน้ํา เพราะฉะนั้นยามนี้ผมคงไม่พูดเรื่อง เทคนิค เรื่องข้อมูลละครับ เขื่อนไหนเท่าไร อย่างไร ผมเชื่อว่าตลอดทั้งวันและค่ํานี้ที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนผู้ติดตามการอภิปรายก็น่าจะพอใช้วิจารณญาณได้ สิ่งที่ผมนําเสนอต่อไปนี้ โดยจะพยายามใช้เวลาของสภาให้กระชับที่สุดครับท่านประธาน ก็คือว่าผมจะนําเสนอ เพื่อทําความเข้าใจกับสถานการณ์ว่าเรากําลังเผชิญกับอะไรอยู่ แล้วก็ชวนกันกําหนดวิธีคิดว่า เราจะรับมือกับสิ่งที่เรากําลังเผชิญหน้านี้อยู่อย่างไร แน่นอนครับท่านประธานที่เคารพ ขณะนี้เรากําลังเผชิญอยู่กับมหาอุทกภัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย อย่างน้อยที่สุด หลังจากประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ก็ยังไม่เคยมีมหาอุทกภัยคราวใดที่ก่อความเสียหายยิ่งใหญ่ร้ายแรง มากมายเท่าครั้งนี้ เมื่อเราเจอกับมหาอุทกภัยเจอกับมวลน้ํามหาศาล ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อมูลพื้นฐานก็ชัดเจนอยู่แล้ว ปริมาณน้ําฝนปีนี้มากกว่าปีที่แล้วหลายเท่าตัวนัก ยังมีเรื่อง ของการเก็บกักน้ําการปล่อยน้ํา ในเขื่อนในอ่างเก็บน้ําบางแห่งบางที่ ที่ก็มีการถกอภิปราย เห็นต่างกันอยู่ในข้อเท็จจริง นอกจากนั้นปีนี้ทั้งปีครับเราเผชิญกับพายุ เราเผชิญกับมรสุม มากมาย ไหหม่า นกเตน ไห่ถาง นาลแก เนสาด ไม่ได้เชิญนะครับ แต่มันมาทั้งนั้น เฉพาะ ๓ เหตุ ๓ ปัจจัยที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ไม่ต้องวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งละครับ ก็คาดเดา เข้าใจได้เลยว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยน้ําท่วมครั้งใหญ่อย่างแน่นอน ทีนี้เมื่อมูลเหตุ ปัจจัยพื้นฐาน ๓ ประการดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วก็ประเดประดังเข้ามาในห้วงระยะเวลาเดียวกัน เราไปดูกลไกการรับมือ กลไกในการจัดการน้ําของประเทศไทยครับ ผมไปพิจารณาศึกษา ข้อมูลนี้แล้วก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองทันทีครับท่านประธานว่า รัฐไทยขาดศักยภาพในการรับมือ กับมวลน้ํามหาศาล แล้วเราไม่มีความสามารถพอที่จะรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ ถามว่าทําไม พูดแบบนี้ เรื่องการจัดการน้ํา ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการจัดการน้ําสังกัดอยู่ใน ๙ กระทรวงรวมแล้ว ๑๕ หน่วยงาน แยกกันอยู่ครับ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ํา การไฟฟ้าฝ่ายผลิต กรมอุตุนิยมวิทยา กรมโยธาธิการ และผังเมือง แล้วก็อีกหลายหน่วยงานที่ไม่จําเป็นต้องเอ่ยชื่อทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อต่างคนต่างอยู่ ๙ กระทรวง ๑๕ หน่วยงาน ก็ต่างคนต่างคิด แล้วเมื่อต่างคนต่างคิดก็ต่างคนต่างทํา ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยไม่ได้ละเลยการลงทุน ไม่ได้ละเลยการจัดสรรงบประมาณไปเพื่อการจัดการน้ํา ตรงกันข้ามเราให้ความสําคัญกับเรื่องนี้มาตลอด แล้วทุ่มงบประมาณมหาศาล มีคนไปทํา ตัวเลขมาครับ เมื่อปี ๒๕๕๒ มีการเสนอโครงการเกี่ยวกับการจัดการน้ํา ๔,๐๐๐ กับอีก ๒ โครงการ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๒๒,๓๗๗ ล้านบาท ใน ๔,๐๐๐ กับ ๒ โครงการ ใช้งบประมาณ ๒๒,๓๓๗ ล้านบาทนี้ยังไม่รวมงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. เทศบาล อบต. ต่าง ๆ ซึ่งก็จะมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดการน้ําในท้องถิ่น เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นของส่วนกลาง ๒๒,๓๐๐ กว่าล้านบาทของท้องถิ่นคิดอย่างไรก็ ไม่น่าจะต่ํากว่า ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท เฉลี่ยตัวเลขกลม ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อปีจะมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดการน้ําในประเทศไทยถึง ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทที่เราทุ่มเทไปแต่ละปี ๆ ซึ่งผมแน่ใจว่ามันจะเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ มันต่างคนต่างอยู่ มันต่างคนต่างคิด มันต่างคนต่างทําครับ เราไม่ได้ขาดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการจัดการน้ํา เราไม่ได้ขาดงบประมาณที่จะเอาไปจัดการเรื่องน้ํา แต่เราขาดการบูรณาการ เราขาดความเป็นเอกภาพในการจัดการน้ํา แล้วนี่คือสิ่งที่เราเป็นมา นี่คือสิ่งที่เรากําลังเป็นอยู่ และถ้าไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง นี่จะเป็นสิ่งที่เราเป็นต่อไปครับท่านประธาน ท่านประธาน ที่เคารพครับ กรณีอย่างนี้มันทําให้เมื่อเจอกับมวลน้ํามหาศาล เมื่อเจอกับพายุ เมื่อเจอกับ การปล่อยน้ําจากเขื่อน ซึ่งเอาละครับ ผมก็เคารพผู้อภิปราย เคารพผู้ชี้แจง ประชาชนจะใช้ วิจารณญาณ แต่เจอเข้าแบบนั้นเรารับไม่ทันจัดการไม่ไหวครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กําลัง เกิดขึ้นอยู่วันนี้ป่วยการและเปล่าประโยชน์ที่จะมาหาว่าใครจัดการน้ําดีหรือไม่ดี สิ่งที่เรา กําลังเจออยู่วันนี้มันกําลังฟ้องและอธิบายต่อคนไทยทั้งชาติว่ารัฐไทยจําเป็นจะต้องปรับปรุง และปฏิวัติระบบการจัดการน้ําครั้งใหญ่เพื่อไม่ให้เราต้องเจอกับสภาพการณ์เช่นนี้อีก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนที่กําลัง ติดตามการอภิปรายอยู่ว่าวันนี้ไม่ต้องไปหาคนแพ้คนชนะกับการจัดการน้ําท่วมหรอกครับ วันนี้ไม่ใช่รัฐบาลล้มเหลว ไม่ใช่ กทม. พ่ายแพ้ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีไร้ความสามารถ ไม่ใช่ผู้นําฝ่ายค้านไร้สติปัญญา เพราะท่านอุตส่าห์เดินทางไปศึกษาข้อมูลเรื่องการจัดการน้ําท่วม ถึงหมู่เกาะมัลดีฟส์มาแล้ว แต่ว่าเราไม่มีกลไกในการจัดการน้ําอย่างเป็นระบบ อย่างมีบูรณาการ อย่างเป็นเอกภาพ ตรงนี้ต่างหากถ้าจะแพ้วันนี้ประเทศไทยแพ้ด้วยกันทั้งประเทศครับ แล้วจําเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธานที่จะต้องตั้งสติ ที่จะต้องรวมพลังกัน ที่จะต้องใช้วิกฤติ ครั้งนี้เป็นโอกาสซึ่งผมจะอภิปรายในช่วงท้ายว่าผมมีข้อเสนอต่อสถานการณ์นี้อย่างไร ในปัจจุบันและในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเรียกร้องต่อทุกคนทุกฝ่ายว่า เราช่วยกันกอบกู้ชีวิตพี่น้องประชาชนให้พ้นจากน้ําขึ้นมาเสียก่อน ช่วยกันสนับสนุน ทุกหน่วยงานทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ํา สูบน้ํา ทําให้ผืนแผ่นดินนี้แห้งจากน้ํา เสียก่อน แล้วหลังจากนั้นก็เดินไปข้างหน้ากับยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟู ไม่มีความจําเป็น และไม่เห็นเหตุผล ไม่เห็นประโยชน์เลยนะครับที่จะใช้สถานการณ์น้ําท่วมโจมตีกัน เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง จะโจมตีกันเอาอะไรละครับท่านประธานครับ ก็มันจมน้ําด้วยกันอยู่ทั้งหมด ผมพูดตรงไปตรงมาครับ ถ้าพรรคฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลแล้วไม่มีการยุบสภาในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๔ วันนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลอยู่ครับ แล้วถ้ายังเป็นรัฐบาลอยู่เจอเข้าแบบนี้สภาพเป็น อย่างไรครับ ไม่ต้องเจอไห่ถาง ไม่ต้องเจอไห่ถาง เนสาด นาลแกละครับ เจอเบาะ ๆ เมื่อปี ๒๕๕๓ ก็เห็นอยู่แล้วว่าท่านรับมือไหวไหม ผมไม่ได้มาฟื้นฝอยหาตะเข็บครับ ท่านประธาน แต่ผมกําลังชวนพี่น้องประชาชนว่าเราต้องทําความเข้าใจกับสถานการณ์นี้ แล้วกําหนดวิธีคิดร่วมกันอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้รัฐบาลได้มารับฟังความคิดเห็น ข้อแนะนําจากสมาชิกรัฐสภาทั้งสภาสูงและสภาล่าง นายกรัฐมนตรีให้ความสําคัญก็ติดตามข้อมูลข่าวสารการอภิปราย แต่ขอได้โปรดเข้าใจนะครับว่า รัฐบาลชุดนี้ได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม แถลงนโยบายเสร็จวันที่ ๒๕ สิงหาคม ถึงได้เริ่มบริหารครับ แล้ววันที่ ๒๓ มีนาคม น้ําเริ่มท่วมแล้ว มีพายุ มีมรสุม มีหย่อมความกด อากาศต่ํา ต่าง ๆ นานาซ้ําเติมเข้ามามากมาย ถ้านับจากวันแรกที่เริ่มใช้อํานาจบริหารจนถึง วันนี้ยังไม่ถึง ๓ เดือนครับ รัฐบาลชุดนี้เข้าบริหารโดยกลไกการจัดการน้ําเดิมทั้งหมด ยังไม่ได้ มีการจัดทัพปรับขบวนในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ําเลยนะครับ หมายความว่า เข้ามาถึงก็เจอเข้ากับสถานการณ์ใหญ่ แล้วที่ทํากันอยู่นี่ก็ทํากันตามมรดกที่รัฐบาลที่แล้ว เขาส่งมอบมาให้ครับ ก็ถามว่าถ้ารัฐบาลที่แล้วยังอยู่จนถึงวันนี้ก็จะใช้งานหน่วยงานองค์กรใด ละครับก็ใช้อย่างที่ใช้นี่แหละ เพราะฉะนั้นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลตั้ง ศปภ. แล้วทําไม ไม่ตั้งคุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อํานวยการ ทั้ง ๆ ที่ กระทรวงมหาดไทยมีกลไกมีสรรพกําลังมากมาย ไปตั้งเอา พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็อย่าได้กล่าวหากันเกินเลยครับ รัฐบาลที่แล้วท่านก็ตั้ง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นประธาน ศชอ. ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขออนุญาตที่เอ่ยนามครับ ไม่ได้โจมตีแต่เป็นการพูดข้อเท็จจริงว่า ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ศปภ. ตั้ง พลตํารวจเอก ประชา เป็นผู้อํานวยการเพราะนั่งอยู่ในศูนย์บัญชาการครับท่านประธานครับ คอยประสานเชื่อมต่อ องค์กรหน่วยงานต่าง ๆ กําหนดแนวทางในการเผชิญปัญหา ส่วนหน่วยงานที่เขามีสรรพกําลัง นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ มีสรรพกําลัง กระทรวงมหาดไทยก็ออกลุยแนวหน้า พลอากาศเอก สุกําพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีเครื่องไม้เครื่องมือก็ออกลุยแนวหน้า ผมไม่ได้ว่าละครับว่ารัฐบาลที่แล้วตั้งคุณสาทิตย์แล้วจะมีปัญหาอะไร ก็เคารพ และประชาชนก็มองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง นี่ยังไม่นับรวมว่าถ้าปล่อยให้คุณสาทิตย์ไปลุยน้ํา ช่วยชาวบ้านประชาชนจะใจหายกับระดับน้ําอีก แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ที่จะต้องตั้งสติแล้วให้ ความเป็นธรรมว่าข้อเท็จจริงที่อยู่ตรงนี้มันได้ชี้ได้แลเห็นว่ารัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็พยายามอย่างเต็มที่ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ แล้วในการพยายาม คลี่คลายปัญหาภายใต้ข้อจํากัดนานัปการ และภายใต้สถานการณ์ที่ร้ายแรงอย่างไม่เคย เกิดขึ้นมาก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธานว่าผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิก อภิปรายด้วยความเคารพและให้เกียรติสภานี้ ไม่ได้มาประท้วง ไม่ได้มาปะทะอะไรกับเขาด้วย ก็ตั้งใจว่าถึงเวลาจะได้อธิบายให้พี่น้องประชาชนได้ฟังว่าเหตุผลข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เมื่อเช้าขออนุญาตเอ่ยนามครับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายเทพไท เสนพงศ์ พยายามบอกว่า เฝ้าดูการจัดการปัญหาของรัฐบาลตั้งแต่น้ําท่วมก็ไม่ปรากฏว่าบทบาทของรัฐบาล จะชัดเจนอย่างไรในการช่วยเหลือประชาชน มีแต่บทบาทของทหารต่างหากที่ออกมาช่วย รัฐบาล ท่านต้องเข้าใจใหม่ครับ ท่านเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงหรือท่านอาจจะเจตนาเข้าใจผิด อย่างร้ายกาจ ที่ทหารเขาออกมานี่เขาไม่ได้ออกมาช่วยรัฐบาลครับ เขาออกมารับคําสั่ง แล้วปฏิบัติตามนโยบาย เพราะเหล่าทัพเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล แล้วเขาก็มาทําหน้าที่ ทหารเขาไม่ได้ออกมา ทํางานแข่งกับรัฐบาล เพราะแข่งกันไม่ได้เพราะรัฐบาลเป็นผู้บังคับบัญชาครับ เพราะฉะนั้น ต้องขอขอบคุณไปยังแม่ทัพนายกอง เหล่าทหารทั้งหลายที่ทุ่มเทสรรพกําลังเพื่อการนี้ ในการช่วยเหลือประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลอย่างสุดความสามารถ แน่นอนครับ สิ่งที่ผมเดินมา การต่อสู้ของผมย่อมมีการเผชิญหน้ามีการกระทบกระทั่งกับกองทัพ จะสบายใจกันบ้าง ไม่สบายใจกันบ้าง ไม่มีปัญหาครับ นั่นคือวาระของการต่อสู้ทางการเมือง แต่ในวาระของการช่วยเหลือประชาชน ทําดีผมสนับสนุนครับ ทําดีผมชื่นชมครับ แต่ผมไม่อยากให้ใครก็ตามไปหาเศษหาเลย ไปหาประโยชน์ทางการเมือง อธิบายบิดเบือน ด้วยเรื่องเหล่านี้ก็ลองไปถามสิครับ ว่าเหล่าทหารที่มันเหงื่อไหลไคลย้อยในการขนดิน ขนทราย ขับรถรับส่งประชาชน ถามผู้ปฏิบัติสิครับ ว่าระหว่างการแบกกระสอบทราย มากั้นน้ําให้กับประชาชนกับการแบกสไนเปอร์ (Sniper) ไปปิดถนนแล้วประกาศเขต ใช้กระสุนจริง เขาภูมิใจกับภารกิจไหนมากกว่ากัน เขาเต็มใจที่จะทําภารกิจไหนมากกว่ากัน ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้ประสงค์ให้เกิดความขัดแย้ง แต่ถ้าต้องการก็ไม่ว่ากันครับ แต่พูดเพื่อไม่ให้ มีการเอาแต่ได้ เห็นแก่ประโยชน์ทางการเมืองในสถานการณ์วิกฤติเท่านั้นเอง

ท่านประธานที่เคารพครับ มีการเรียกร้องให้ประกาศใช้พระราชกําหนด บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช่เรียกร้องครั้งเดียวครับ เพราะฉะนั้นข้อเรียกร้องนี้ ไม่ใช่ลูกฟลุคแน่นอน ลูกตั้งใจครับ ตะบี้ตะบันจะเอาให้ได้ เอะอะ พ.ร.ก. เอะอะ พ.ร.ก. ก็เราไม่ทําครับ นายกรัฐมนตรีเห็นว่าไม่มีความจําเป็น รัฐบาลชุดนี้ยืนยันว่าอย่างไร ก็ไม่ประกาศ พ.ร.ก. ในการจัดการน้ําท่วม เพราะมวลน้ํามหาศาล พ.ร.ก. ก็จัดการไม่ได้ ถ้าท่านเรียกร้องให้ประกาศ ประชาชนก็เข้าใจแล้วว่าถ้าท่านเป็นรัฐบาล ท่านจะประกาศ พ.ร.ก. ในการจัดการน้ําท่วม เรียกร้องให้ใช้กฎหมายเด็ดขาด ถามว่ากฎหมาย พ.ร.ก. เขาห้ามชุมนุมเกิน ๕ คน แล้ววันดีคืนดีประกาศ พ.ร.ก. คนไปชุมนุม ๒๐๐ คน กําลังขน กระสอบทรายอุดพนังกั้นน้ําผิดกฎหมายหรือเปล่า คนหนีน้ําขึ้นไปบนหลังคา ๗ คน ๑๐ คน ต้องจับไหม ไม่มีเหตุผล ไม่มีประโยชน์ ผมจึงจําเป็นต้องอธิบาย ท่านประธานที่เคารพครับ นายกรัฐมนตรีหลั่งน้ําตาต่อหน้าประชาชน ต่อหน้าสื่อมวลชน คนเห็นทั้งประเทศ แล้วแพร่ภาพไปทั่วโลก ผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องปกติเป็นเรื่องเข้าใจได้ ก็ไม่นึกว่ามีความพยายาม ไปอธิบายว่านายกรัฐมนตรีอ่อนแอไม่มีภาวะผู้นํา ผมสรุปเรื่องนี้สั้น ๆ ครับว่า ผู้นําที่ยิ่งใหญ่ ล้วนแต่ต้องหลั่งน้ําตาและสะเทือนใจกับความทุกข์ยากของประชาชน มีแต่เผด็จการ แลกทรราชเท่านั้นที่เพิกเฉยกับการบาดเจ็บและล้มตายของราษฎร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ คุณยิ่งลักษณ์แสดงออกนี่คือความรู้สึกของปุถุชน นี่คือความรู้สึกของผู้นํา ไปอ่านประวัติศาสตร์ทางการเมืองผู้นําหลายต่อหลายคนก็หลั่งน้ําตาเมื่อประชาชน ในประเทศ ประชาชนในความดูแลเจ็บปวดและประสบชะตากรรม ไม่ใช่เรื่องอ่อนแอ อะไรเลยนะครับ แล้วถ้าจะบอกว่าประชาชนบาดเจ็บล้มตายมหาศาลและผู้นําไม่ร้องไห้ นั่นคือความเข้มแข็งหรือไม่ จะอธิบายอย่างนั้นกันหรือครับ แล้วบอกว่าไม่มีภาวะผู้นํา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้มหน้าก้มตา ทํางานหามรุ่งหามค่ําไม่มีสักคําที่จะตอบโต้โจมตีใคร ๆ ที่กระแนะกระแหนแดกดันเสียดสี สารพัด หนักเข้าถึงขนาดว่าโพสต์ข้อความในโลกไซเบอร์ (Cyber) เทียบเคียงอธิบายถึง หญิงบริการอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีครับ นิ่ง อดทน อดกลั้นทําแต่งาน งาน งาน เดินหน้า ช่วยเหลือประชาชน นี่ไม่ใช่ภาวะผู้นําหรือครับ นี่ไม่ใช่วุฒิภาวะของผู้นําประเทศในยามวิกฤติ หรอกหรือครับ ผมไม่ได้มาพยายามอธิบายความปกป้องนายกรัฐมนตรี แต่ผมชี้ให้เห็นว่าวันนี้ประเทศไทย ต้องเปิดพื้นที่ของความเข้าใจให้กันและกัน ผมเรียนท่านประธานว่าผมจะชวน พี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ วันนี้เราปรับวิธีคิด ปรับวิถีการดํารงชีวิตกันใหม่ดีไหมครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวกรุงเทพมหานครแทนที่ตื่นเช้าทุกวันจะถามว่าน้ําถึงไหนแล้ว น้ําถึงไหนแล้ว ซึ่งเป็นคําถามที่ตอบยากและถึงมีคําตอบ คําตอบก็เปลี่ยนตลอดเวลา เพราะน้ําเคลื่อนที่ทุกวัน เดี๋ยวนี้คนเขาพยายามเรียกให้น่ารักครับ เรียกว่า น้องน้ํา ก็แทนที่จะ ถามว่าน้องน้ําถึงไหนแล้ว ถึงไหนแล้ว เรามาเข้าใจกันไหมครับว่าน้องน้ําจะไปไหน ผมเรียน ท่านประธานว่าพื้นที่ที่กําลังประสบอุทกภัยอยู่เวลานี้ เขาเรียกว่าพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา-ท่าจีน ลุ่มเจ้าพระยา-ท่าจีน มีแม่น้ําสําคัญคือเจ้าพระยา ท่าจีน ป่าสัก สะแกกรัง ปิง วัง ยม น่าน น้ําไหลจากเหนือลงใต้ เมื่อลุ่มเจ้าพระยา-ท่าจีนมีมวลน้ํามหาศาลไหลจากเหนือลงใต้ ก็ไหลไปไหนละครับ ก็ไหลลงมาทางข้างล่างนี่ละครับ ผ่านเส้นทางนครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี มุ่งหน้าเข้าปทุมธานี นนทบุรี ถามว่าน้องน้ํา จะไปไหน น้องน้ําจะไปลงทะเลครับ แล้วถามว่าลงทะเลต้องไปทางไหน ต้องผ่าน กรุงเทพฯ ครับ น้องน้ําไม่มีทางเลือกครับท่านประธาน ต้องผ่านทางนี้ครับ นี่คือความจริง ที่เกิดขึ้น แล้วนี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับ รัฐบาลพยายามอย่างที่สุดในการปกป้อง กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นศูนย์กลางในการบริหารประเทศ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการประเทศไทย แต่ว่ามันทําได้ดีที่สุดอย่างนี้ครับ กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นองค์กรปกครองพิเศษท่านก็พยายาม เมื่อปี ๒๕๕๓ ๒๘ ตุลาคม หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร บอกว่านับตั้งแต่ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๒๖ กทม. ได้พัฒนาระบบป้องกันและระบายน้ําอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ถือว่าเป็นระบบ ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีทั้งแนวเชื่อมป้องกันน้ําท่วมริมแม่น้ําเจ้าพระยา ๗๕ กิโลเมตร มีคันกั้นน้ํายาว ๗๒ กิโลเมตร มีประตูระบายน้ํา ๒๑๔ แห่ง มีสถานีสูบน้ํา ๑๗๕ แห่ง รวมทั้ง บ่อสูบน้ําซึ่งมีศักยภาพในการระบายน้ํารวมกันได้ทั้งสิ้นกว่า ๑,๕๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์และเครื่องสูบน้ําที่กระจายอยู่ทั่วทุกจุดเสี่ยงน้ําท่วม นี่ท่านผู้ว่า ท่านก็มั่นใจตั้งแต่ปีที่แล้วครับ โดยธรรมชาติของการบริหารถ้าปีที่แล้วดีอยู่แล้วปีนี้มันต้อง ดีกว่าปีที่แล้วครับ แล้วท่านก็แลเห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นรับความจริงกันเถอะครับ ว่าเที่ยวนี้เราไม่มีศักยภาพในการรับมือกับมหาอุทกภัยเช่นนี้จริง ๆ ผมจึงมีข้อเสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งละครับ ต้องเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ต้องเอาวิกฤตินี้เป็นโอกาส ทําเมกะโปรเจกท์ (Megaproject) ในการบริหารจัดการน้ําเสียใหม่ ปฏิวัติเรื่องนี้เสียทีครับ จะตั้งองค์กรใหม่เป็นกระทรวงน้ําหรือไม่ผมไม่ก้าวล่วง แต่ว่ามันต้องมีการคิด คุยแล้วก็ทํา เรื่องนี้อย่างจริงจังรอช้าไม่ได้ ผมดีใจและอบอุ่นครับที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๒ ชุด กยอ. กรรมการชุดฟื้นฟูประเทศ โดยดอกเตอร์วีรพงษ์ รามางกูร กรรมการชุดที่จะมาจัดการน้ํา ที่ปรึกษาก็เป็นบุคคลผู้หลักผู้ใหญ่ผู้มีความรู้ความสามารถ ดอกเตอร์สุเมธ ตันติเวชกุล นี่ดีใจและอบอุ่นครับ ก็เป็นกําลังใจให้ ๒ หน่วยงานนี้ล่ะครับสร้างความหวังให้กับประชาชน สร้างความหวังให้กับประเทศไทย ถ้าฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์บอกว่า กยอ. กับ กยน. มาทํางานแล้วจะได้ผลไหม เข้าท่าหรือเปล่า รัฐบาลจะไปครอบงําเป็นประโยชน์อย่างใด หรือไม่ ก็ตั้งกรรมการขึ้นมาอีกชุดตรวจสอบก็ได้ ก็ตั้งขึ้นมาสิครับ ชื่อ คณะกรรมการกํากับการจัดการน้ํา ชื่อย่อ กกน. ให้คุณอภิสิทธิ์เป็นประธาน กกน. ก็ได้ ก็เหมาะสมอยู่ แล้วก็ทํางานกันไปไม่มีปัญหานี่ครับท่านประธานครับ มันถึงเวลาแล้วจริง ๆ นะครับ แล้วถ้าเถียงกันเถียงกันไม่จบนะครับ นี่ได้ข่าวว่ามีการจะไปเตรียมการเอาประชาชนบางส่วน บางกลุ่มมาล้มรัฐบาลอีกหลังน้ําลด ถ้าเอาแบบนั้นก็สู้กันละครับ เพราะว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ ทางการเมือง นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะโค่นล้มรัฐบาล แต่นี่คือสถานการณ์วิกฤติที่ถ้าไม่แก้วันนี้ มันจะหนักไปถึงลูกถึงหลาน น้ําทําลายได้ทุกอย่างครับท่านประธานครับ น้ําทําลายคันกั้นน้ํา น้ําทําลายเขื่อน น้ําทําลายบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา แต่น้ําท่วมมหาศาลขนาดนี้ยังทําลาย กําแพงความขัดแย้งในสังคมไทยไม่ได้เลยครับ ความขัดแย้งหลักที่สู้กันมา ๕ ปียังอยู่ ไปดูในโลกไซเบอร์เถอะครับ คน ๒ กลุ่มเดิมนี่ละครับยังคงฟาดฟันกันอยู่เวลานี้ กลุ่มหนึ่ง สนับสนุนให้กําลังใจรัฐบาล อีกกลุ่มหนึ่งก็โจมตีทุกวิถีทางเช่นเดียวกัน ประเด็นของผมก็คือว่า แม้ว่าเราจะต้องเร่งจัดการกับวิกฤติปัญหาเรื่องน้ําแต่เรามีร่มคันใหญ่ที่ปกคลุมประเทศไทย มา ๕ ปี คือร่มของความขัดแย้งทางการเมือง ตราบใดก็ตามที่เราแก้ไขความขัดแย้งทาง การเมืองไม่ได้ ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศจะถูกลากไปในแดนของความขัดแย้งนี้ทั้งสิ้น แล้ววิธีการเดียวที่จะกันความขัดแย้งทางการเมืองนี้ได้คือเราต้องเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ กันเสียทีครับ ถ้าเราเป็นประชาธิปไตยกันจริง ๆ เราก็จะเคารพผลการเลือกตั้ง ถ้าเราเป็น ประชาธิปไตยกันจริง ๆ เราก็จะรู้ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมีศักดิ์ และสิทธิโดยชอบในการที่จะตัดสินใจแก้ปัญหา และประชาชนก็ต้องยอมรับและให้โอกาส ผมขอเวลาอีกนาทีเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราเป็นประชาธิปไตยกันจริง ๆ เราก็จะไม่มีคนบางกลุ่มที่เฝ้าลุ้นส้มหล่นจากอํานาจนอกระบบ เราจะไม่มีคนบางกลุ่มฝันเพ้อว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าโจมตีรัฐบาลได้จะสร้างเงื่อนไขให้อํานาจนอกระบบมาล้มรัฐบาลเพื่อ ตัวเองจะเข้าสู่อํานาจอีกครั้งหนึ่ง ความไม่เป็นประชาธิปไตยมันหลอกหลอนให้คนมีฝันแบบ นี้ครับ แล้วมันก็เลยกลายเป็นการซ้ําเติมในทุกวิกฤติของประเทศไทย ผมจึงกล่าวสรุปกับ ท่านประธานนะครับว่าวันนี้เป็นโอกาสที่ดีครับที่ทุกคนทุกฝ่ายได้มาพูดจาได้มาเห็นหน้า เห็นตากัน แล้วหลังจากนี้เดินหน้าทํางานกันเถอะครับ ท่านจะตรวจสอบทุจริตถุงยังชีพอะไร ก็ว่ามา แต่ปัญหาคือเวลาท่านออกมาแถลงข่าว เขาตั้งกรรมการตรวจสอบ เชิญผู้แถลงข่าว รองโฆษกพรรคฝ่ายค้านไป ท่านไม่ไป พอไม่ไปกรรมการเขาก็บอกเขาไม่ได้มีข้อมูลอะไร เพิ่มเติม ก็สรุปมาเช่นนั้น พอสรุปมาเช่นนั้นท่านไม่พอใจ อ้ายอย่างนี้ละครับที่ผมอยากจะขอ ความร่วมมือ แล้วผมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกคนทุกฝ่ายอย่างแท้จริง และผมว่า นี่คือสิ่งที่รัฐบาลนี้พร้อม และนี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องการครับ