รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หารือเรื่องการช่วยเหลือและฟื้นฟูประเทศชาติหลังจากน้ำท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และเสนอแผนการสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงการจัดสรรเงิน 15,000 ล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วย

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ก็เป็นที่ทราบกันโดยชัดเจนแล้วว่าอุทกภัยครั้งนี้นั้นใหญ่หลวงมาก และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อประเทศชาติบ้านเมืองในทุกภาคส่วน ทั้งภาคครัวเรือน ภาคเกษตรกรรม ภาคธุรกิจบริการ ธุรกิจการท่องเที่ยว รวมทั้ง ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตทรัพย์สินและสุขภาพอนามัยของ ประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรมนั้นได้ส่งผลกระทบ อย่างรุนแรง ทั้งภาคผู้ประกอบการ นักลงทุนทั้งหลาย ภาคแรงงาน รายได้ของประเทศชาติ รวมทั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งหลายทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมนั้นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ได้พยายามที่จะแสดงบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบในการที่จะช่วยกันกอบกู้วิกฤติของชาติในครั้งนี้อย่างเต็มความสามารถ มาตั้งแต่ต้นนับตั้งแต่การจัดตั้งศูนย์อํานวยการเฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ในเชิงลึกอยู่ตลอดเวลา สําหรับบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบใน ศปภ. นั้น กระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบในการสนับสนุนในการจัดหาวัสดุ อุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของ ศปภ. มาตั้งแต่ต้น เป็นต้นว่าได้จัดหาหินคลุกจํานวน ประมาณ ๑๓,๕๐๐ ตัน จัดหาทรายเพื่อมาบรรจุกระสอบทรายทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ๑๕,๐๐๐ ตัน จัดหากระสอบพลาสติกขนาดเล็ก ๑,๘๐๐,๐๐๐ ใบเศษ จัดหาบิ๊กแบ็ก ๑๖,๐๐๐ ใบ จัดหาผ้าใบมาคลุมดิน ๓๐,๐๐๐ เมตร เหล่านี้เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วผมเอง ก็ได้ตั้งคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งอธิบดี รองปลัดกระทรวง ผู้ตรวจราชการกระทรวงตั้งเป็นคณะทํางาน ก็ไปช่วยเหลือร่วมมือประสานงานวางแผน กับนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งที่ได้ถูกน้ําท่วมไปแล้ว และจะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ที่ยังไม่ถูกน้ําท่วมเพื่อที่จะร่วมกันกับผู้บริหารนิคมเขตประกอบการอุตสาหกรรม และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายทหารในการที่ช่วยกันปกป้องรักษานิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้ง ๘ แห่ง ทั้งใน กทม. สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทราที่อยู่ในพื้นที่ เสี่ยงอันตราย รวมทั้งได้ช่วยร่วมกับผู้ประกอบการนิคมทั้งหลายที่ถูกน้ําท่วมไปแล้ว ในการวางแผนฟื้นฟูโรงงานเหล่านั้นให้กลับฟื้นคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วเช่นเดียวกัน สําหรับเรื่องสารเคมีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่หลายท่านนั้นรู้สึกเป็นห่วงเกรงว่า พี่น้องประชาชนจะได้รับอันตรายจากสารเคมีที่ตามมากับน้ํานั้น ก็อยากจะขอเรียนชี้แจง ให้ทราบว่ากระทรวงอุตสาหกรรมโดยกระผมเองได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ไป ดําเนินการตั้งแต่ต้นในการแจ้งเตือนให้โรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลายและผู้ประกอบการ เกี่ยวกับสารเคมี วัตถุอันตราย และกากอุตสาหกรรม ให้มีการเตรียมการในการจัดเก็บ สารเคมี วัตถุอันตรายและกากอุตสาหกรรมอย่างปลอดภัยในกรณีที่เกิดน้ําท่วม และถ้าหาก ไม่มั่นใจก็ให้เคลื่อนย้ายสารเคมีและวัตถุอันตรายเหล่านั้นไปเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัยกว่า พร้อมทั้งแจกแผ่นพับแจ้งเตือนเรื่องการจัดเก็บรักษาในช่วงที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเฝ้าระวัง เขตประกอบการและโรงงานอื่นนอกนิคม จัดทําคําแนะนําต่าง ๆ ผ่านทางสื่อเว็บไซต์ แล้วก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจให้ความช่วยเหลือแนะนําในการจัดการกับสารเคมีเหล่านั้น ด้วยการจัดเก็บในภาชนะที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและเก็บไว้สูงให้ปลอดภัยจากน้ําท่วม สารเคมีใดที่เป็นอันตรายก็ให้เคลื่อนย้ายออกจากเขตอุตสาหกรรมไปไว้ในที่ปลอดภัย เป็นต้นว่า สารชนิดหนึ่งที่เรียกว่าออแกนิก เปอร์ออกไซด์ (Organic peroxide) ที่ใช้ในกระบวนการ ผลิตเลนส์แว่นตาและอุตสาหกรรมพลาสติกเท่านั้น ซึ่งมันสามารถระเบิดได้ ปกติต้องเก็บไว้ ในอุณหภูมิลบ ๑๕ องศาเซลเซียส ในกรณีที่เขตอุตสาหกรรมถูกน้ําท่วมจะถูกตัดไฟ เครื่องทําความเย็นไม่ทํางาน อุณหภูมิอาจจะสูงขึ้นมากกว่า ๑๕ องศาเซลเซียสก็อาจจะเกิด ระเบิดได้ เราก็จัดการให้ผู้ประกอบการได้ขนย้ายออกไปจากโรงงานของตนเองไปเก็บไว้ในที่ ปลอดภัยเรียบร้อยแล้วทั้ง ๓ โรงงาน จากเขตอุตสาหกรรมนวนครและบางกระดี อย่างนี้เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วมาตรการในการที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นทั้งหลายนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมก็ดําเนินมาตรการในการให้ผู้ประกอบการให้สามารถกลับมา ประกอบการได้เร็วที่สุด โดยการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการสูบน้ําออกและฟื้นฟู นิคมอุตสาหกรรมโดยเร็วที่สุด ซึ่งวันอังคารที่ผ่านมานั้นท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้เป็น ประธานในการเปิดเดินเครื่องสูบน้ําทั้ง ๔ นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ไฮเทค บางปะอิน และแฟคตอรี่แลนด์ ซึ่งขณะนี้ เขตประกอบการแฟคตอรี่แลนด์ อําเภอวังน้อยที่พระนครศรีอยุธยาก็ได้สูบน้ําแห้งไปแล้ว ๗๕ เปอร์เซ็นต์ในพื้นที่ ๑๗๐ ไร่ ยังเหลือประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และมีโรงงาน ๑๖ โรงงานในจํานวน ๙๐ โรงงานได้เปิดดําเนินการตามปกติเรียบร้อยไปแล้วนะครับ ขณะเดียวกันในขณะที่เราสูบน้ํานั้นหลายท่านก็เกรงว่าจะเกิดปัญหามีกากสารพิษ ทําอันตรายหรือเปล่า และขอเรียนว่าผมได้ส่งเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเข้าไป ตรวจสอบคุณภาพน้ําในหลายขั้นตอน ตั้งแต่ระดับน้ําก่อนสูบน้ํา ระดับน้ําลดต่ํากว่า ระดับคันดินของเขื่อนกั้นน้ําในเขตนิคมอุตสาหกรรมทุกระยะนะครับ ตั้งแต่น้ําระดับเดียวกันกับ คันดิน ต่ํากว่าคันดิน น้ําสูงกว่าตะกอน ๓๐ เซนติเมตร และเก็บสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ มาตรวจนะครับ ซึ่งได้เริ่มดําเนินการตั้งแต่วันที่ ๓ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในทุก ๆ เขตอุตสาหกรรม มีนิคมอุตสาหกรรมที่มีการสูบน้ําออก ซึ่งก็พบว่าผลจากการตรวจนั้นคุณภาพของน้ํา อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ก็หมายความว่าเป็นน้ําที่สามารถใช้เพื่อการเกษตรได้ เวลาจะดูคุณภาพน้ํานั้น เราแบ่งน้ําเป็น ๕ เกรดนะครับ ๑. น้ําตามสภาพธรรมชาติ ๒. น้ําที่ใช้เพื่อการประมง ๓. น้ําที่ใช้เพื่อการเกษตร ๔. น้ําเพื่อใช้ภาคอุตสาหกรรม และน้ําเพื่อใช้ในภาคการคมนาคม ฉะนั้นคุณภาพของน้ําในเขตอุตสาหกรรมที่เราไปตรวจทั้ง ๑๔ แห่งนั้นอยู่ในเกณฑ์น้ํา เพื่อสามารถใช้ในการเกษตรได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นขอให้ท่านได้สบายใจว่า เราก็ดูแลปัญหาเรื่องของสารเคมีและสารพิษต่าง ๆ นั้นเป็นอย่างดีนะครับ นอกจากนั้นแล้วเราก็ดําเนินมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบการให้สามารถ กลับมาดําเนินกิจการได้โดยเร็วนะครับ รัฐบาลเองก็ได้ออกมติ ครม. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่เรียกว่าเอสเอ็มอีนั้น ให้มีกําลังเงินทุนพอที่จะกลับมาฟื้นฟูกิจการตัวเองได้โดย การจัดหาวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ํา หรือเรียกว่า ซอฟท์ โลน (Soft Loan) ในวงเงิน ไม่น้อยกว่า ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ ๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปี เป็นเวลา ๓ ปี ระยะเวลาต้องส่ง ๗ ปี ซึ่งก็ได้ผ่านมติ ครม. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นแล้วเราก็ยัง ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้มีความพร้อมในการดําเนินกิจการมากขึ้น ในการเข้าไปดูแล ซ่อมแซมเครื่องจักรต่าง ๆ ที่ชํารุดเสียหายจากน้ําท่วม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ร่วมมือ กับกระทรวงศึกษาธิการจัดคลินิกอุตสาหกรรม ประกอบด้วย วิศวกร นักเรียนอาชีวศึกษา นักเรียนวิศวกรต่าง ๆ เข้าไปตรวจสอบดูแลซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า มอเตอร์ต่าง ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรมที่สามารถแก้ไขได้ ในกรณีที่ความเสียหายมากเราไม่สามารถแก้ไข ซ่อมแซมได้ จําเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เราก็จะเอื้ออํานวยให้ผู้เชี่ยวชาญนั้น สามารถเดินทางเข้ามาประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว ในเรื่องของวีซ่าก็ดี เวิร์ค เพอร์มิท ก็ดีนะครับ

ในกรณีที่เครื่องจักรเสียหายอย่างรุนแรงไม่สามารถที่จะซ่อมแซมได้ จําเป็นต้องซื้อเครื่องจักรใหม่มาใช้ เราก็ได้มีมติของ ครม. เรียบร้อยแล้ว และมติของ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไอ ยกเว้นค่าอากรขาเข้า ทั้งเครื่องจักร และวัตถุดิบโดยไม่คิดค่าอากรทั้งสิ้น เพื่อที่จะเอื้ออํานวยให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะนํา เครื่องจักรและวัตถุดิบมาใช้ทดแทนเครื่องจักรที่เสียหายจากน้ําท่วมนั้นได้โดยเร็วนะครับ

นอกจากนั้นแล้วได้ผ่อนผันให้ผู้ได้รับการส่งเสริมที่โรงงานได้รับความเสียหาย สามารถไปว่าจ้างผู้ผลิตรายอื่นนอกนิคมอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับความเสียหายนั้น สามารถผลิตสินค้าให้ตนเองชั่วคราวได้ ซึ่งปกติจะทําไม่ได้เราก็ผ่อนผันให้อย่างนี้เป็นต้น

นอกจากนั้นมาตรการระยะยาว เราก็มีการส่งเสริมโดยใช้มาตรการส่งเสริม การลงทุน ให้สิทธิประโยชน์ทางการลงทุนโดยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ ผู้ประกอบการ ท่านที่เป็นผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน มาแล้วหรือไม่ได้รับก็ตามนะครับ ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ นั้นก็จะได้มีการพิจารณา ในการประชุมบอร์ดบีโอไอครั้งที่จะถึงนี้ เข้าใจว่าภายในอาทิตย์หน้าก็คงจะได้มีความชัดเจน ขึ้นมานะครับ

นอกจากนั้นแล้วเราก็มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเสริมสร้าง ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนทั้งหลาย โดยโครงการเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทย ด้วยการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยการใช้สื่อทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ ผู้ประกอบการทั้งหลาย เชิญผู้นําผู้ทรงอิทธิพล ผู้นําทางด้านอุตสาหกรรมทั้งใน และต่างประเทศมาทํากิจการต่าง ๆ ในประเทศไทย จัดกิจกรรมโรดโชว์ในต่างประเทศ จัดกิจกรรมระดับนานาชาติ รวมทั้งการจัดงานบีโอไอ แฟร์ ที่เลื่อนมา เดิมเราจะจัด วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน เราก็เลื่อนมาเป็นวันที่ ๕-๒๐ มกราคม

ที่สําคัญที่สุดนั้น รัฐบาลเองเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ครม. ก็ได้มีมติที่จะ จัดสรรเงิน วงเงิน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ ๐.๐๑ เท่ากับว่าแทบไม่มีดอกเบี้ย เลยนะครับ โดยจะมีธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ ผู้พัฒนานิคมหรือผู้พัฒนา เขตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้กู้ไปใช้ในการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการสร้างเขื่อนกั้นน้ํา เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นใจว่าปัญหาน้ําท่วมโรงงาน อุตสาหกรรมจะไม่มีอีกต่อไป นับแต่นี้ต่อไปนะครับ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ทั้งหลายที่จะตัดสินใจที่จะลงทุนในประเทศไทยหรือไม่อย่างไร

อย่างไรก็ตาม จากการที่ผมเองและท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี ทางฝ่ายเศรษฐกิจได้พบปะหารือกับนักลงทุนทั้งหลายในต่างประเทศ ในที่ประเทศไทย ที่สภาอุตสาหกรรม หอการค้าแห่งประเทศไทยนั้น ก็ได้รับคําตอบยืนยันจาก นักลงทุนทั้งหลายว่าเขามีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยอยู่ แล้วก็ยังคงที่จะลงทุน และประกอบกิจการอยู่ในประเทศไทยต่อไป

เรื่องสําคัญอีกอันหนึ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นก็คือว่าเราจะต้องมี แผนการป้องกันปัญหาน้ําท่วมระยะยาวอย่างถาวร ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฟื้นฟูบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเรียบร้อยแล้ว แล้วก็เชื่อมั่นว่า แผนแม่บทในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําอย่างเป็นรูปธรรมก็จะมีความชัดเจนขึ้นในไม่ช้า ซึ่งก็จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งหลายว่าเรามีความพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา อย่างยั่งยืนและปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นคงจะไม่มีอีกต่อไปนะครับ ก็ขอกราบเรียนให้สภาแห่งนี้ ได้รับทราบครับ ขอบคุณมากครับ