รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

จตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวถึงการเข้ามาบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ และวิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่าผมเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ใน ๒ สถานะ สถานะหนึ่งคือการรับรู้ความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน อีกสถานะหนึ่งเส้นทางไปที่บ้านผมนั้นก็อยู่ไม่ได้แตกต่างจากสถานะของ ผู้ประสบอุทกภัย แต่ทั้งหมดครับท่านประธานที่เคารพ บรรยากาศตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานั้น ในซีกของพี่น้องประชาชนจะเป็นเรื่องของความร่วมไม้ร่วมมือจนกระทั่งเราลืมกันว่าเราได้ ผ่านความทุกข์ยาก ความลําบากในการต่อสู้กันมาอย่างไร แต่ในซีกทางการเมืองนั้น ท่านประธานที่เคารพ ยังมีการแข่งขัน ยังมีความไม่เข้าใจ แล้วก็พยายามจะอธิบายว่า การเข้ามาบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้นเป็นสาเหตุของน้ําท่วม แล้วก็ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ผมขอเรียน กับท่านประธานนะครับว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม แต่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ ๘ สิงหาคม วันที่ ๒๓ ๒๔ สิงหาคม แถลงนโยบาย นั่นหมายความว่าประเทศนี้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี จะเริ่มต้นบริหารประเทศในวันที่ ๒๕ สิงหาคม เป็นต้นมา ผมขอกราบเรียนกับท่านประธาน นะครับว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ผมได้อธิบายกับพี่น้องประชาชนว่าการเข้ามาเป็น นายกรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้น ผมเปรียบเทียบว่าสมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ มาเป็นนายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๔๔ โน่นรับหนี้ ไอเอ็มเอฟ (IMF) คามือ ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรีฐานะผู้น้อง รับน้ําเต็มเมืองเหมือนกัน โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพ ประเทศไทยมี ๗๗ จังหวัด น้ําท่วมปาเข้าไปถึง ๖๔ จังหวัด แปลความกันว่าน้ําไม่ท่วมมีเพียงแค่ ๑๑ จังหวัดเท่านั้น และโศกนาฏกรรมครั้งนี้หลายคนพยายามอธิบายว่าเป็นเพราะว่ารัฐบาล ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีเมื่อไปพบกับ พี่น้องประชาชน ในสัญชาตญาณของความเป็นมนุษย์ เมื่อประชาชนเขาร่ําไห้เขามีความ เดือดร้อน ความเป็นมนุษย์นี่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือจะเป็นใครก็ตาม ที่เห็น เพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้รับชะตากรรมย่อมที่จะมีความรู้สึกน้ําตาไหลเป็นเรื่องปกติ ผมบอก กลับไปยังท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี จงร้องไห้ต่อไปเถิด ถ้าการร้องไห้นั้น เป็นการร้องไห้เพื่อพี่น้องประชาชน นักการเมืองบางคนหน้าเหี้ยมอํามหิตยังร่ําไห้เพื่อ คนคนเดียวได้เลย แล้วก็มีคนบางพวกก็ไปยกย่องกัน การที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เขาเข้ามาแล้ว ได้รับชะตากรรมอันนี้พยายามที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่าง ตั้ง ศปภ. ปรากฏว่าก็มีการพยายาม อธิบายแดกดันกันว่าทําไมนายกรัฐมนตรีไม่ตั้งนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี ฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมเองท่านประธานที่เคารพ ความที่ว่าเป็นคนที่ ติดตามว่าก็ศึกษาผู้ที่รู้กว่า เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าทําไมไม่ตั้งนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยควบรองนายกรัฐมนตรี ก็ไปพบเอาคําสั่งที่ ๒๘๐/๒๕๕๓ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการอํานวยการกํากับติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และจัดตั้ง ศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย แต่งตั้งโดยใครครับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๓ ตั้งใครละครับ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรีเวลานั้น และถามกลับไปว่าแล้วตั้งนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรีจะแตกต่างไปจากอะไรครับกับการแต่งตั้ง พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมเองเห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีว่า ตัดสินใจถูกแล้ว เพราะคนที่จะอํานวยการดําเนินการจัดการนั้นต้องเป็นคนที่นั่งคาที่ไปไหนไม่ได้ ถ้าตั้งนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ คนอื่นต้องไปประสานจัดการกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่น้ําท่วม นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เขาก็ต้องลงไปส่วนหน้าเหมือนกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ แต่ถ้ามานั่งเป็นประธานเสียเองไปไหนแล้วก็สั่งการไม่ได้ นี่เป็นระบบบริหารตัวนายกรัฐมนตรีจะไปไหนก็ได้ เขื่อนแตกที่ไหน น้ําท่วมตรงไหนก็ไปดูจุด สัมผัสความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน นี่เป็นหลักการบริหาร เพราะฉะนั้นการตัดสิน ตั้ง ศปภ. นั้น จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ การที่นายกรัฐมนตรี ไม่ใช้การประกาศพระราชกําหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี ๒๕๕๐ นั้น นี่ก็เป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะเวลานี้ ผมเรียนกับท่านประธานว่าการแก้ไขปัญหานี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องฟังคําสั่งนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตํารวจ ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ก็อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. บริหารราชการแผ่นดิน หรือแม้กระทั่ง พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยอยู่แล้ว แต่ทั้งหมดครับท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมจะต้องเรียนต่อไปนี้ กับท่านประธานก็คือว่า ประเทศไทยเราต้องมีบทเรียนกันในวันข้างหน้าเราจะได้ซึมซับกันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้นมันมีความเสียหายกันอย่างไร ผมเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่า มีบรรดาหมู่มิตรของผม ไม่ว่าจะเป็นอดีตรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็น นายทหาร นายตํารวจและอีกหลาย ๆ บุคคล รวมกระทั่งอดีต ส.ว. อย่างกับ ส.ว. เรืองไกร ก็ทําหน้าที่ที่จะระดมข้อมูลร่วมกัน ผมเรียนกับท่านประธานว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิต กรมชลประทาน ซึ่งอยู่ภายใต้กํากับของรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งความรับผิดชอบทั้งหมดมันจะ อธิบายได้เลยว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาถึงอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มีคนถามว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์โดนวางยาหรือเปล่า พอผมไปค้นดูสถิติกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ผมตอบทันทีว่าไม่ได้โดนวางยาแต่โดนวางน้ําอย่างแน่นอน เหตุผลอย่างนี้ครับท่านประธาน ที่เคารพ ท่านประธานลองตามมาดูเถอะครับว่าสถิติมีหมดเลยครับ ตั้งแต่เดือนมกราคม ยันเดือนธันวาคม เอาวันที่ ๓๑ กรกฎาคม เป็นรอยต่อสําคัญ เลือกตั้ง ๓ กรกฎาคม สภายังไม่เรียกประชุม นายกรัฐมนตรียังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรี คนเดิมทําหน้าที่รักษาการ ปริมาณน้ําในเขื่อนภูมิพลมีมากกว่าเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ถึง ๔,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ มีการเก็บน้ํา มากกว่าปีที่แล้วมากถึง ๓,๘๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร รวม ๒ เขื่อนนี้เท่านั้นเก็บน้ํามากกว่าปีกลายถึง ๘,๓๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ท่านประธาน ที่เคารพ ลองดูสถิติสิครับว่า ถ้าระดับน้ําในเขื่อนวันที่ ๓๑ กรกฎาคม มันเท่ากับปีกลาย ฝนตกในภาคเหนือ ๕ พายุ ที่เรียงรายกันมาไม่ว่าจะเป็นไหหม่า นกเตน ไห่ถาง เนสาด นาลแก มันจะมีความหมายอะไรครับท่านประธานที่เคารพ ปริมาณน้ําที่ภาคเหนือ ๑๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ถ้าเก็บน้ําเท่ากับปีกลายความเสียหายก็จะเกิดขึ้นเหลือเพียง ๓,๗๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ความรุนแรงมันก็จะลดลง น้ําที่จะท่วมระเนระนาด พังพินาศย่อยยับ โรงงานอุตสาหกรรม บ้านเรือน เรือกสวนไร่นามันก็ไม่มีความพินาศ ท่านประธานลองไปดูสถิติน้ําฝนตกสิของกรมอุตุนิยมวิทยา ความจริงก็มีการสูงกว่าบางเดือน แล้วบางเดือนก็ห่างกันเล็กน้อยเท่านั้น นี่คือระบบการจัดการ ท่านประธานจะได้เห็น วิวัฒนาการว่าฝนในประเทศไทยนั้นมันจะไม่ตกในปีนี้เฉพาะเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เท่านั้น นี่ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาเดือนมีนาคมฝนตกมากผิดปกติ ภาคเหนือมากกว่าปกติถึง ๓๓๔ เปอร์เซ็นต์ ภาคกลางมากกว่าปกติถึง ๓๐๕ เปอร์เซ็นต์ เดือนต่อมาฝนก็ตก ระเนระนาด ท่านประธานที่เคารพ โดยสามัญสํานึกของรัฐบาลเวลานั้นจะอ้างว่ากักน้ํา เพื่อภัยแล้งจะต้องมีสามัญสํานึก มีพายุต่าง ๆ เรียงรายเข้ามาแบบนี้ แต่ปรากฏว่า เก็บน้ํามากแล้วก็ปล่อยน้อย ท่านประธานที่เคารพการเก็บน้ํานั้นวิวัฒนาการเห็นกันอย่าง ชัดเจนก็คือว่าในเดือนเมษายนทั้งที่น้ําในเขื่อนมีมากกว่าในปี ๒๕๕๓ ถึง ๕๐๐ ล้านคิว แต่เขื่อนกลับปล่อยน้ําทั้งเดือนเพียงแค่ ๓๒๓.๖๗ ล้านคิว เฉลี่ยวันละ ๑๐.๘ ล้านคิว พอสิ้นเดือนเมษายนน้ําในเขื่อนภูมิพลมีน้ํามากกว่าปี ๒๕๕๓ ในเวลาเดียวกันเพิ่มถึง ๑,๒๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เขื่อนก็ยังไม่ระบายน้ําให้เพียงพอ เดือนพฤษภาคม รัฐบาลที่แล้ว ยุบสภาวันที่ ๙ พฤษภาคม แต่ก็เป็นรัฐบาลรักษาการ เขื่อนภูมิพลปล่อยน้ําลดลงเหลือเพียง ๑๑๒.๕๑ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเฉลี่ยวันละ ๓.๖ ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ทําให้ พอสิ้นเดือนพฤษภาคมปริมาณน้ําในเขื่อนมีมากกว่าปี ๒๕๕๓ ถึง ๒,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เขื่อนก็ยังไม่ระบายน้ําให้เพียงพอ เดือนมิถุนายนขณะท่านทั้งหลายหาเสียงเลือกตั้ง ผมก็อยู่ในเรือนจํานั้น เขื่อนภูมิพลกลับปล่อยน้ําลดลงอีกเหลือเพียง ๙๘.๑๐ ล้านคิว หรือเท่ากับเฉลี่ยวันละ ๓.๒๗ ล้านคิว ทําให้พอสิ้นเดือนมิถุนายนน้ําในเขื่อนภูมิพล จึงมีปริมาณน้ํามากกว่าปี ๒๕๕๓ ในเวลาเดียวกันถึง ๓,๕๐๐ ล้านคิว โดยสามัญสํานึก ของรัฐบาลเวลานั้นเมื่อน้ํามีมากผิดปกติถึงเวลานี้กลับไม่ยอมระบายน้ําให้เพียงพอ เดือนกรกฎาคมต่อครับ ระบายน้ําได้เพียง ๑๗๖ ล้านคิว เฉลี่ยวันละ ๕.๖๗ ล้านคิวเท่านั้น ทําให้เมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม ปริมาณน้ํามากกว่าถึง ๔,๕๐๐ ล้านคิว ตามที่ได้เรียนกับ ท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ความที่มีการเก็บน้ําสะสมกันอย่างนี้ ท่านประธาน เชื่อไหมว่าระหว่างวันที่ ๖-๑๒ ตุลาคม ด้วยรัฐบาลยิ่งลักษณ์รับน้ําเต็มในระหว่างวันที่ ๖-๑๒ ตุลาคม เขื่อนปล่อยน้ํามากกว่า ปล่อย ๑ วันมากกว่าปล่อยเดือนมิถุนายนทั้งเดือน วันละกว่าร้อยล้านคิว พินาศย่อยยับหมดรับมือกันไม่ไหว ผมเรียนกับท่านประธานว่าหายนะที่มันเกิดขึ้นอันนี้ ผมเห็นใจ ศปภ. เห็นใจข้าราชการ เห็นใจประชาชน ไม่มีใครหรอกครับที่อยากให้โรงงานอุตสาหกรรมพังพินาศก็ต้องไปสู้ ตอนแรกมันก็สู้ได้กันทั้งนั้น แต่ใครละครับเป็นรัฐบาลบอกแย่แล้วอย่าไปสู้เลยพัง บอกประชาชน ท่วมพินาศย่อยยับเป็นอย่างนี้รัฐบาลจะไม่นั่นเลย แต่ไปสู้ สู้ไม่ได้ก็เห็นสภาพ แล้วก็จะเกิดความรู้สึกกัน ผมเรียนกับท่านประธานว่าตลอดระยะเวลานั้นพวกกระผม ทําหน้าที่ในการรณรงค์ บอกพี่น้องพวกกระผมคนเสื้อแดงนี่นะครับ บอกว่าร่วมบริจาค ข้าวสารเป็นพัน ๆ ตันทั่วทั้งประเทศ มีคนเสื้อแดงปลูกข้าวเยอะแยะ ท่านประธานที่เคารพ สิ่งของบริจาคมากมายส่งเป็นเงินเข้า ศปภ. ไป เป็นของลงไปมอบตามพื้นที่ แต่ไม่เคยถาม เลยว่าคนที่รับคุณเป็นเสื้อแดงหรือคุณไม่ใช่เสื้อแดง เวลานั้นไม่มีใครคิดเลวทรามต่ําช้าว่า จะต้องไปมอบให้กับคนเสื้อแดง ไม่มีใครไปรับของจาก ศปภ. แล้วไปบอกว่าแจกให้กับ คนเสื้อแดง คนเสื้อแดงเขาไประดมกันเองเพียงแต่ว่าที่ ศปภ. นั้นเขาไปร่วมบรรจุถุงให้กับ ทาง ศปภ. เพราะพี่น้องบริจาคสิ่งของมากมาย เวลานี้ท่านประธานทราบไหมครับ ผมพยายามไปตามดูว่าทั้งบริจาคจากต่างประเทศ จากในประเทศ นี่ปาไปได้เป็นเงินสด ไม่นับสิ่งของนะครับ กว่า ๑,๔๐๐ ล้านบาท ปีกลายน้ําท่วมวันที่ ๑๐ ตุลาคม ถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๓ ท่วม ๓๘ จังหวัดนี่นะครับ เวลานั้นประชาชนร่วมมือเพียงแค่ ๒๘๘ ล้านบาทเท่านั้นเอง ที่บอกว่าประชาชนไม่กล้าบริจาค นี่แหละครับปริมาณมันก็อธิบาย กันอยู่แล้ว ผมเรียนกับท่านประธานก็คือว่าเรื่องบริจาคเป็นเรื่องเล็ก แต่เรื่องสําคัญคือ เรื่องหัวใจของพี่น้องประชาชน เวลานี้กรุงเทพมหานครครับท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นคน ที่มีสํามะโนครัวทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพมหานคร แม้ว่าเป็นคนที่เกิดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่มีความผูกพันกับกรุงเทพฯ มาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ผมเองได้บอก ตลอดระยะเวลาว่า ไม่ว่าจะพูดผ่านรายการโทรทัศน์หรือมีโอกาสได้พูด ผมบอกว่าคนที่อาศัย อยู่ในกรุงเทพมหานคร ต้องขอบคุณคนนครสวรรค์ คนพิจิตร พิษณุโลก สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา อุทัยธานี นนทบุรี ปทุมธานี ที่เขาแบกรับน้ําแทน คนกรุงเทพฯ มาเป็นระยะเวลาหลายเดือน ยังได้รณรงค์เชิญชวนพี่น้องกรุงเทพฯ ร่วมกัน บริจาคสิ่งของ เพราะว่าผมเองลงไปพื้นที่คนต่างจังหวัด คนสิงห์บุรี คนแต่ละจังหวัด เขาจะบอกเลยว่าเขาพร้อมรับน้ําแทนคนกรุงเทพฯ ได้ฟังคนกรุงเทพฯ พูดบอกว่าเขามีหน้าที่ ดูแลคนกรุงเทพฯ ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลของคนทั้งชาติ พี่น้องชาวต่างจังหวัดนี่นะครับ น้ําตาซึม เลยว่าหัวใจมันแตกต่างกันเลยหรือ ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่าผมเองก็ได้มีการ ติดตามสถานการณ์และพยายามตามไปค้นคว้าอีกว่า ไม่ค้นที่ไหนหรอกครับค้นที่เว็บไซต์ พรรคประชาธิปัตย์นี่แหละครับแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุด และไปดูว่าการดูแลรับน้ํากันเป็นอย่างไร ปี ๒๕๕๔ การเตรียมความพร้อมของกรุงเทพมหานครนี่นะครับท่านประธาน มีการล้าง ทําความสะอาดท่อระบายน้ําความยาว ๓,๗๘๐ กิโลเมตร เทียบเป็น ๕๙ เปอร์เซ็นต์ การขุดลอกคูคลอง กําจัดวัชพืชคิดได้ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ การเตรียมความพร้อมเรื่องการติดตั้ง เครื่องสูบน้ํา เครื่องสูบน้ําในความรับผิดชอบของกองเครื่องจักรกลของกรุงเทพมหานคร ท่านประธาน ที่ติดตามข่าวสารนี่ครับ ผมเองไม่ได้ไปนั่งอยู่ในส่วนราชการอะไร เป็น ส.ส. นี่รู้หน้าที่ วันที่กรุงเทพมหานครมีปัญหากับกรมชลประทาน บอกว่าทําเรื่องขอเครื่องสูบน้ํา ๖๐ เครื่อง จะเป็นจะตายให้ได้ครับ เกิดวิวาทะ เมื่อได้แล้วก็เคลียร์ (Clear) กัน ขอบคุณกัน ไม่มีปัญหาอะไร ผมนี่ตกใจว่ากรุงเทพมหานครมันไม่มีเครื่องสูบน้ําสักเครื่องหรือครับนี่ แล้วสํานักงานระบายน้ํามันอยู่ตรงไหน อย่างไร ท่านประธานเชื่อไหมครับว่านี่คือตัวเลขที่อยู่ในเว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์นี่นะครับ เครื่องสูบน้ําชนิดไฟฟ้า ๘๕๙ เครื่อง สามารถระบายน้ํา ๖๖๑ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เครื่องสูบน้ําชนิดเครื่องยนต์ ๒๙๓ เครื่อง เฉพาะอยู่ที่กองเครื่องกลนี้ ๑,๑๕๒ เครื่อง ต่อมาท่านประธานที่เคารพ การเตรียมความพร้อมสถานีสูบน้ํา มีสถานีสูบน้ําจํานวน ๑๕๘ สถานี ฝั่งพระนคร ๑๐๕ สถานี ฝั่งธนบุรี ๕๓ สถานี มีประตูระบายน้ําจํานวน ๒๑๔ สถานี มีเครื่องสูบน้ําประจําสถานีรวม ๗๖๗ เครื่อง พลังสูบน้ําฝั่งพระนคร ๑,๐๘๖.๔๗ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ฝั่งธนบุรี ๔๙๗.๖๗ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับ กองเครื่องจักรกลแล้วครับท่านประธานที่เคารพ จะระบายน้ําต่อวินาทีทั้งกรุงเทพมหานคร ต่อ ๒,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร เฉลี่ยกว่า ๒,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และบัดนี้ กรุงเทพมหานครเอาไปทําอะไร และท่านประธานดูต่อนะครับ อุโมงค์ยักษ์จํานวน ๗ แห่ง ความยาว ๑๙ กิโลเมตร มีประสิทธิภาพระบายน้ํา ๑๕๕.๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ความพร้อม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จัดกระสอบทรายเตรียมจํานวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ ลูก ก็เที่ยววิ่ง ขอกระสอบทรายจาก ศปภ. แล้วก็บอกว่าได้รับกระสอบกระดาษนั่นละ ที่เกิดวิวาทะกัน เกิดมีปัญหาท้าทายกันนั้น ที่ขอ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ลูก แล้ว ๓,๐๐๐,๐๐๐ ลูกไปไหน ไปทําอะไรครับ นี่ไม่นับหน่วยเมตรด้วยนะครับ จํานวนเจ้าหน้าที่ ๗๐๐ คน ท่านประธานที่เคารพ พูดถึงอุโมงค์ยักษ์นี่ครับ ผมนั่งรถจากพรรคจะเห็นนะครับป้ายโฆษณาของกรุงเทพมหานคร ติดโชว์หรานะครับ อุโมงค์ระบายน้ําขนาดยักษ์เพื่อคนดอนเมือง หลักสี่และจตุจักร พร้อมเพื่อคน กรุงเทพฯ ป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ําท่วมอย่างยั่งยืน ดอนเมือง หลักสี่ จตุจักร ท่วมเกลี้ยง เลยครับท่านประธาน เพราะว่านั่งยืนไม่ได้ต้องยั่งยืนครับ นั่งยืนมิดหัวเลยครับ นี่ก็เป็น คําถามที่ต้องการคําตอบเช่นเดียวกัน กรุงเทพมหานครไม่ใช่ลูกแหง่ครับท่านประธาน ที่เคารพ งบประมาณทั้งรัฐอุดหนุนด้วย ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทจะต้องลงไปดูแล ในการจัดการ เมื่อเช้ามีการอภิปรายอวดเรื่องครัวกัน รัฐบาลนี่เขารับผิดชอบ ๖๔ จังหวัด ก็กรุงเทพฯ บอกว่าฟังข้าพเจ้าคนเดียว แล้วข้าพเจ้าไปไหนละครับเวลามีปัญหา ผมเรียนกับ ท่านประธานเลยนะครับว่าเวลานี้มันต้องร่วมมือกัน อย่าเป็นเจ้ายศเจ้าอย่างมันจะแก้ไข ปัญหาอะไรไม่ได้เลย เสร็จแล้วทางจังหวัด กระทรวงมหาดไทยนี่เขาไม่คิดอะไร ทําข้าวส่งเขต เขตไปส่งก็ในนาม กทม. นะครับ มีสารพัด มีตัวอย่างมากมายและครัวของรัฐบาลนี่เขาไปทุกที่ เวลานี้คนไปแหย่ว่าโน่น กทม. นี่กองทัพบก นี่กองทัพเรือ นั่นตํารวจ มันอยู่ในกลไก ของรัฐบาลทั้งนั้น รัฐบาลนี้เขาสั่งให้ทหารไปช่วยชีวิตคน เขาไม่สั่งให้ทหารไปฆ่าคน ทหารที่กลับไปเขาก็นอนหลับ ไม่จิตหลอน ไม่ต้องไปเข้าวัดทําบุญ รู้กันทั้งนั้น ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าสิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดก็คือว่าการอธิบายในสถานการณ์น้ําเป็นสถานการณ์ ทางการเมือง ความจริงแล้วผมมีข้อมูลมากมายที่จะอธิบายกับท่านประธาน แต่เนื่องจาก ระยะเวลาจํากัด เมื่อวานนี้มีคนมาตั้งข้อสังเกตว่าหลังน้ําท่วมให้ระวังการก่อจลาจล บังเอิญว่าผมเป็นคนการเมือง ผมรู้เลยว่าเรื่องนี้จะเป็นความจริง ผมเรียนไปยัง พี่น้องประชาชนไม่ว่าใครก็ตามที่มีการระดมให้มาก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ของ การโค่นล้มรัฐบาลฟังเอาไว้ พวกกระผมนี่นะครับตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนถึงพรรคเพื่อไทย ชนะเลือกตั้งทุกครั้ง ถูกล้มทุกครั้ง ครั้งนี้พวกผมสู้กันยิบตาเลยครับ อายคนเลือกเขาเต็มที่แล้ว เลือกไปก็ถูกล้มไปอีก อายเขา แต่ใครก็ตามที่มีการเตรียมการอยู่ในเวลานี้ ผมฝากไปยังรองนายกรัฐมนตรี ฝากไปยัง นายกรัฐมนตรี รู้ไม่ยากครับ ผมยังรู้เลย แต่เอาเป็นว่าให้ติดตามสถานการณ์ว่าอย่าให้ผม มีความรู้สึกว่าคุณเก็บน้ําไว้ล้นเขื่อนเอง แล้วพอพายุฝนลงมาน้ําทะลัก ทั้งที่จริงถ้าคุณเก็บน้ํา เท่ากับปีกลายปัญหาก็ไม่เกิด แต่นี่เอาทุกอย่างเลยครับ ถ้าเกิดจากความคิดทางการเมือง ๕๓๓ ศพจาก ๔๑ จังหวัด จากน้ําท่วม ๖๔ จังหวัดนั้น นั่นเป็นการฆาตกรรมนะครับ ถ้าการปิดน้ําในเขื่อนปล่อยให้น้ําเต็มจนเป็นเหตุให้เกิดการฆาตกรรม ๕๓๓ คน ต้องจับมา ประหารชีวิต เพราะนี่เป็นความเหี้ยมอํามหิต แต่เราบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ คาดไม่ถึงว่ากลัว จะภัยแล้ง เราก็มาร่วมมือในการแก้ไขปัญหากัน แต่ถ้าบอกว่าหลังจากน้ําลดแล้วจะมีจลาจล ผมจะบอกว่าแสดงว่าวางแผนมาตั้งแต่ต้น ที่เสียงแว่ว ๆ ได้ยินว่าเดือนธันวาคมก็เรื่องน้ํา ใช่ไหม ผมเรียนกับท่านประธานว่า แต่โชคดีว่าทางกองทัพอย่างน้อยที่สุดเวลานี้ เขาไม่เสียสติด้วย มีแหล่งข่าวบอกว่าที่ไปลงที่กรุงเทพฯ ธุรกิจนี่นะครับ ที่บอกว่า กองทัพประเมิน ๑๒ เหตุผล ขาดภาวะผู้นําที่มีการประเมินสอบตกนี่นะครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอยู่ตรงนี้ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ทาง พลตรี พลวัตร วรรณภักดิ์ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก ได้ออกมาปฏิเสธข่าว อย่างสิ้นเชิง แปลว่าทหารเขาไม่เอาด้วย เหมือนกับผู้บัญชาการทหารบกพูดนะครับ ใครมายึดอํานาจตอนน้ําท่วมก็โง่เต็มทีแล้ว ผมเรียนกับท่านประธานว่าเวลานี้ทหารมีรถจีเอ็มซี (GMC) หน่วยงานเดียวช่วยประชาชนไปเถอะครับ ตํารวจใส่เสื้อตํารวจช่วยประชาชน ไปเถอะครับ หน่วยงานกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทําแพเป็นหมื่น ๆ ทําไปเถอะครับ ผมเรียนกับท่านประธานว่าเวลานี้เราต้องไม่อิจฉากัน ถ้ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ใจแคบ เห็นสื่อมวลชนอย่างสรยุทธได้หน้ามากกว่าเกิดวิพากษ์วิจารณ์ ดูถูกดูแคลนเขานะครับ บอกว่าให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเองบ้าง อย่างนั้นไม่ได้ครับ การที่เข้ามาช่วยกันคือ การร่วมแรง อย่าคิดว่าใครลงแรงกว่าเขาจะได้หน้า เวลานี้สังคมไทยจะต้องร่วมมือกัน ผมจึงเรียนกับท่านประธานว่า อุทาหรณ์ของรัฐบาลในปีนี้เราอย่าให้เกิดในปีข้างหน้า แม้ว่าธรรมชาติเราป้องกันไม่ได้ แต่เรารู้ว่าการเก็บน้ําในเขื่อนเป็นบทเรียนแล้ว รัฐบาลไป ปรึกษาจะได้ไม่ว่าเป็นเนเธอร์แลนด์เขาแก้ไขปัญหากันอย่างไร ไปดูญี่ปุ่นเขาแก้ไขกันอย่างไร ไปดูสหรัฐอเมริกาน้ําขังเป็นเดือน ๆ เขาแก้กันอย่างไร ส่วนมัลดีฟส์ก็ให้ไปถามผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรว่าเขาปรึกษากันมาอย่างไร ผมเรียนกับท่านประธานว่านี่เป็นความรู้สึก ตรงไปตรงมาที่สุดว่าเราต้องการให้วิกฤติอันนี้เราจะก้าวพ้นไปด้วยกัน ขอบอกกับ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีกันไปเถอะ ร้องไห้ก็เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป จงร้องไห้กับประชาชน ถ้าเห็นประชาชนมีความทุกข์ จงน้ําตาไหลไปเถอะ แต่อย่าไปร้องไห้ กับคนเพียงคนเดียวที่ฆ่าประชาชน นั่นจะเป็นการเสียน้ําตาที่ประชาชนสมเพชและเวทนา กราบขอบพระคุณท่านประธาน