สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา หารือเรื่องการฟื้นฟูจิตใจผู้พักพิงในเพชรบุรี และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเยียวยาทั้ง 4 ด้านโดยเน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขวิกฤต
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๑ ดิฉันได้พูดถึงสาเหตุของการที่เกิดอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ไปแล้ว และดิฉันได้ถามหา ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบของการเกิดอุทกภัยครั้งนี้ ในวันนี้นั้นดิฉันคงไม่พูดถึงอีก เพราะแน่นอนว่า ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบนั้นก็คือผู้นําสูงสุดของประเทศ แต่ก็คงไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว ที่จะถามหาสปิริท (Spirit) ของคนที่จะเป็นผู้นําสูงสุดของประเทศอีกต่อไป เพราะฉะนั้น ในวันนี้ดิฉันจะพูดถึงการฟื้นฟูหลังจากน้ําท่วมว่ารัฐบาลควรที่จะต้องเร่งกู้วิกฤตการณ์จาก ความเสียหายอย่างเหลือคณานับนี้ได้อย่างไร ซึ่งดิฉันจะนําเสนอใน ๔ ประการหรือ ๔ เรื่อง คือ
เรื่องที่ ๑ คือการฟื้นฟูทางกายภาพ ซึ่งแน่นอนเราเห็นกันอยู่แล้วว่า หลังจากนี้ไปเมื่อน้ําลดไม่ว่าถนนหนทาง โครงสร้างพื้นฐานเสียหายขนาดไหน มากมายจน นับไม่ถ้วน รัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณดิฉันว่านับเป็นแสนแสนล้านทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของโบราณสถาน ถนนหนทาง แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันอยากจะฝากทางรัฐบาล ด้วยว่าในฐานะที่อยู่ทางด้านตะวันตก คือเส้นพระราม ๒ ดิฉันได้ฟังข่าวแล้วก็ไม่สบายใจ เพราะว่ารัฐบาลจะปล่อยให้เส้นพระราม ๒ นั้นโดนน้ําท่วม และท่านบอกว่าท่านจะไปกู้ เส้น ๓๔๐ ซึ่งท่านทราบไหมว่ามันอ้อมตั้ง ๓๐๐ กิโลเมตร กว่าจะลงจากใต้มาสู่กรุงเทพฯ หรือกรุงเทพฯ ไปสู่ใต้ เราควรที่จะป้องกันสิ่งที่มันยังไม่ท่วม ยังไม่เสียหายกับการที่จะไปกู้ เส้นที่มันน้ําท่วมไปแล้วอะไรมันจะดีกว่ากัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ฝากว่าฝั่งตะวันตก คือเส้นที่ ลงสู่ภาคใต้นั้นอย่าปล่อยว่า ไม่ต้องดูแลปล่อยให้ท่วมไปอะไรอย่างนี้ ซึ่งดิฉัน ฟังแล้วก็ไม่สบายใจ เพราะดิฉันใช้เส้นทางนี้ในการเดินทางทุกวันในการมาประชุมรัฐสภา เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่กังวลมากเลย
เรื่องที่ ๒ หรือร่างที่ ๒ ก็คือการสร้างงานและการสร้างรายได้ แน่นอน เมื่อหลังน้ําลดเป็นเรื่องที่เรียกว่าเป็นยุคข้าวยากหมากแพง ราษฎรหรือประชาชนไม่มีอัตรา หรือไม่มีกําลังซื้อ แน่นอนเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งดิฉันคิดว่ารัฐบาล จะต้องทุ่มเงินเป็นจํานวนนับแสนล้านบาทอีกเหมือนกัน ซึ่งใช้เงินมากมายก็แน่นอนก็ต้องทํา เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนั้นการยกเว้นภาษีเพื่อเป็นการสนับสนุนการลงทุน ของคนต่างชาติ หรือการที่จะฟื้นตัวให้กับโรงงานอุตสาหกรรม หรือที่จะต้องเยียวยาให้กับ ธุรกิจนอกระบบ หรือเอสเอ็มอี ทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเป็นคนเล็กคนน้อยเป็นผู้ทําการค้า ของเล็ก ๆ ซึ่งมีความสําคัญต่อประชาชาติอย่างยิ่ง ซึ่งแน่นอนรัฐบาลก็ต้องทําในเรื่องนี้ ซึ่งดิฉันเห็นด้วยในการที่ท่านตั้งคณะกรรมการขึ้นมาที่จะฟื้นฟูเรื่องนี้
เรื่องที่ ๓ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในประเทศ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนต่างชาติหรือคนไทยได้เห็นแล้วว่าการบริหารจัดการของรัฐบาลนั้น ขาดประสิทธิภาพ ขาดการประสานงาน มันจึงได้เกิดภัยพิบัติอย่างยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ที่ร้ายก็คือว่า ประชาชนไม่เชื่อถือข้อมูลของรัฐบาล ดังที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้กล่าวมาเยอะแยะ หลายท่านแล้ว เหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นภาพของการขาดความเชื่อมั่น แล้วนั่นหมายถึงว่า มันเป็นการบริหารจัดการที่ไม่มีเอกภาพ แน่นอนหลังจากนี้ไปเรื่องเร่งด่วนก็คือว่ารัฐบาล จะต้องรีบเอาน้ําออกจากนิคมอุตสาหกรรมทั้ง ๗ แห่งว่าจะต้องเร่งกันให้น้ําออกจาก นิคมเหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อให้คนต่างชาติ นักลงทุนต่างชาติ แล้วก็ให้ประชาชนคนไทยนั้น เกิดความเชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐบาล อย่าให้เขาเห็นว่าเราก็ปล่อยไปให้น้ํามันท่วมอยู่ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องเร่งที่จะให้น้ําออกไปจากนิคมนี้โดยเร็ว นั่นหมายถึงว่ารัฐบาลได้ สร้างความเชื่อมั่นให้เขา และหมายถึงว่ารัฐบาลมีแผนจัดการบริหารน้ําอย่างยั่งยืน และระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ
เรื่องที่ ๔ ก็คือการฟื้นฟูในด้านจิตใจของคนไทยแน่นอนภาพจากสื่อ ไม่ว่าจะเป็นคนจํานวน ๕,๐๐๐,๐๐๐-๖,๐๐๐,๐๐๐ คนที่ต้องอพยพ ซึ่งดิฉันก็ไม่อยาก เรียกว่าผู้อพยพ แต่เรียกว่าผู้พักพิงที่จังหวัดเพชรบุรีของดิฉันนั้นก็เป็นศูนย์ในการที่จะรับ ผู้พักพิง และดิฉันก็ได้ดูแลอย่างดี เพราะว่าเขาเดินทางมาหาที่พักพิง เดินทางมาด้วย ความยากลําบาก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเยียวยาทั้ง ๔ ด้านนี้นั้นดิฉันถือว่าเป็นการบ้าน ที่รัฐบาลจะต้องรีบจัดการหาคําตอบ คําตอบไม่ใช่เงินทองจํานวนมากมาย แต่คําตอบก็คือว่า ทําอย่างไรที่จะให้ทุกภาคส่วนได้ช่วยกันที่จะร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขวิกฤตินี้ให้ผ่านพ้นไป โดยเฉพาะชุมชนในการที่จะฟื้นฟูประเทศขึ้นมา แต่ปัญหาสําคัญก็อยู่ตรงที่ว่ารัฐบาล จะทําอย่างไรที่จะให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือร่วมใจกันร่วมแรงกัน เพราะว่าดิฉันไม่อยากได้ยิน คนเมืองเพชรบุรีฟ้องว่าได้เอาของไปบริจาคให้คนอุดรธานี แล้วคนอุดรธานีถามว่ามาจากไหน เมื่อรู้มาจากเมืองเพชรบุรีจังหวัดดิฉันเขาบอกว่าไม่เอา ที่จริงเขาใช้ภาษาที่ดิฉันไม่กล้าพูด ในสภาแห่งนี้ ซึ่งดิฉันไม่อยากให้เกิดอย่างนั้นขึ้นเลยในภาวะวิกฤติอย่างนี้ อยากให้เรามีความ สมานสามัคคีกันเหมือนดังที่ท่านเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาได้กล่าวไปแล้ว และไม่อยากให้เป็น เรื่องของเกมการเมือง ขอบคุณค่ะ