เฉลิม อยู่บำรุง หารือเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งด่านเถื่อนและรีดไถประชาชน และเรียกร้องความเข้าใจจากทุกฝ่าย พร้อมทั้งหารือเรื่องการตรวจสอบสถานีตำรวจที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปัญหา การเตรียมการรับมือการน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร การบริจาคจากประชาชน และวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ทําหน้าที่สมาชิกรัฐสภาและในฐานะรองนายกรัฐมนตรี อันที่จริงแล้ว เนื้อหาสาระการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่สอบถามหรือพาดพิงมายังภารกิจ และพันธกิจของผมมีน้อย แต่ว่าเมื่อมีแล้วก็จะถือโอกาสสั้น ๆ มีเรื่องสําคัญและสมควร ที่จะต้องกราบเรียนท่านทั้งหลายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ก่อนจะลงในรายละเอียด สักข้อ ๒ ข้อ ผมขออนุญาตชี้แจงเรื่องที่ถูกพาดพิง เพราะถ้าไม่ชี้แจงสถาบันตํารวจ ก็จะเสียหาย เมื่อตอนเช้าท่าน ส.ส. วัชระ เพชรทอง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในระหว่างขอหารือท่านประธานรัฐสภามีข้อความตอนหนึ่งว่า และประการสุดท้าย ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานถึงพี่น้องประชาชนที่ร้องเรียนมาก็คือ เรื่องที่มี เจ้าหน้าที่ตํารวจ สน. บางบอน ตั้งด่านเถื่อนหลังบ้านท่านรองนายกรัฐมนตรีแล้วรีดไถ พี่น้องประชาชนรายละ ๑๕,๐๐๐ บาท จํานวน ๒ คน รวม ๓๐,๐๐๐ บาท คนที่ถูกรีดไถเป็น พี่น้องคนงานทํางานเป็นชนชั้นกรรมาชีพ แต่กลับถูกรีดไถเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกา ที่ถนนบางบอน ๕ หลังบ้านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บํารุง
แต่เดิมผมอยากตอบตั้งแต่เช้า แต่เกรงบรรยากาศเรื่องการแก้ไขปัญหา น้ําท่วมจะมองดูว่าไม่เหมาะสม ผมเรียนท่านประธานรัฐสภาไปยังบรรดาสมาชิกรัฐสภาว่า ผมตรวจสอบตั้งแต่เช้า ซอยบางบอน ๕ มีสถานีตํารวจนครบาลรับผิดชอบ ๓ สถานี คือ สถานีหนองแขม สถานีแสมดํา และสถานีบางบอน และบ้านผมห่างจากซอยบางบอน ๕ ๑ กิโลเมตร ไม่ได้อยู่หลังบ้านผม และเมื่อตรวจสอบแล้วผมก็บอกกับคุณวัชระว่าตรวจสอบแล้ว ตํารวจบอกว่าไม่มี ถามว่าตํารวจบอกว่าเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ ไม่มีตั้งด่านเคลื่อนที่ แต่อย่างใด ผมเชื่อตํารวจนะครับ ก็เชื่อครึ่งเดียว ใครทําผิดจะสารภาพ ผมบอกคุณวัชระ เป็นหน้าที่คุณวัชระที่ต้องเอาผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ดําเนินคดี เหตุเกิดท้องที่ไหน ไม่สําคัญ เมื่อมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ ปรากฏความว่าเหตุเกิดท้องที่อื่นก็ส่งไปดําเนินคดี ในท้องที่นั้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมไม่ปกป้องแต่ต้องชี้แจงทําความเข้าใจ ซอยบางบอน ๕ ห่างจากบ้านผม ๑ กิโลเมตร หลังบ้านผมมีซอยเล็ก ๆ และบ้านผมอยู่ในความรับผิดชอบของ สถานีตํารวจนครบาลแสมดําไม่ใช่สถานีตํารวจนครบาลบางบอน ท้องที่ไหนไม่สําคัญครับ เหตุเกิดข้างบ้าน หลังบ้าน ไม่สําคัญ ขอให้ผู้เสียหายมาร้องทุกข์ ฝากท่าน ส.ส. วัชระด้วย ผมจะให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน ๒ คน ที่ตามคําอภิปรายของท่าน อย่างเที่ยงธรรม ถูกต้อง ชัดเจน
เรื่องที่ ๒ มีบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านให้ข้อคิดเห็นว่า ตํารวจนครบาล ตํารวจภูธรภาค ๑ ไม่เพียงพอ ตํารวจภูธรภาค ๑ มีน้ําท่วมตั้งแต่ลพบุรี สิงห์บุรี มาพระนครศรีอยุธยา มาปทุมธานี มานนทบุรี ๖ จังหวัด กําลังตํารวจไม่เพียงพอ และในนครบาล ๕๐ เขต สถานีตํารวจนครบาลหลายสถานีก็ถูกน้ําท่วม เรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายภารกิจให้ผม ผมก็ทําในส่วนที่ผมได้รับมอบหมาย นายกรัฐมนตรีตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย และการจราจร ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และวันอาทิตย์นี้ผมจะบูรณาการจะประชุม คณะกรรมการทั้งหมด กําหนดพันธกิจระหว่างน้ําลด และภารกิจในระยะต่อไป คดีประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกาย ลัก ยิง ชิง ปล้น ย่อมเกิด และตํารวจเขา ทํางานได้ผลมาตลอด นั่นเป็นการวางแผนระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวเพื่อความสบายใจ ของท่านประธานรัฐสภา ความสบายใจของสมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน วันนี้สํานักงานตํารวจแห่งชาติโดย พลตํารวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ได้บูรณาการตามคําสั่งของ นายกรัฐมนตรีและอีกคําสั่งที่ผมสั่งไป ในเขตกรุงเทพมหานครเราใช้กําลังตํารวจทั้งหมด ๔,๗๕๔ นาย ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ๑ สถานีตํารวจ ๑ ครัว การจราจรที่ติดขัด ตํารวจทํา น้ําท่วมตํารวจทํา รถยกระดับออฟโรด (Off Road) ตํารวจจัดหาจากผู้มีจิตศรัทธา ประสานทบ ที่ช่วยเหลือเหตุการณ์นี้ แล้วทําเต็มพื้นที่ครับ ผมยกตัวอย่าง ชีวิตตํารวจเหมือน ลิเก รูปหล่อ เล่นเก่ง แต่ว่าคนข้างบ้านไม่ดูเพราะเห็นกันอยู่ทุกวัน ตื่นมาเห็นตํารวจ ตื่นมา เช้า สาย บ่าย เย็นเห็นตํารวจ กลางคืนเห็นตํารวจ ก็มองเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าลิเกโรงนั้น ไปเล่นไกล ๆ คนก็จะชื่นชมว่าพระเอกรูปหล่อ รําสวย ร้องลิเกเพราะ แต่ตํารวจทํางานเต็มที่ บช.น. เราใช้ ๒,๕๑๑ คน กําลังพลอาสาสมัคร บช.น. ใช้ ๑,๒๖๗ คน กําลังพลนอกหน่วย ที่มาช่วย บช.น. จากภูธรภาค ๒ ภาค ๔ ภาค ๗ อีก ๙๗๖ คน รวมแล้ว ๔,๗๕๔ นาย นี่เราทําแล้ว ผมพูดที่หน้าสํานักงานตํารวจแห่งชาติ คําขวัญตํารวจ อยู่เถิดประชา ตัวข้าจะ คุ้มภัย ก็คือประชาชนได้อยู่ดีมีสุข ถามว่ามีคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้นไหม มี แต่ร้อยละ ๙๘ จับได้หมด มีไอ้พวกอุตริเอาเรือใบไปวางเพราะเคยขับรถได้เงิน พอรถทหารไปวิ่ง รถตํารวจไปวิ่ง รถพี่น้องประชาชนที่มีจิตศรัทธาเอามาช่วยก็ไปวางเรือใบ ก็จับ ที่บอกมาทําร้ายตํารวจ ทหาร ไม่มี ก็จับไปดําเนินคดีหมดครับ ต่อมาก็กองบัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และรัฐบาลเห็นความจําเป็น สําคัญ สมควร ต้องเพิ่มกําลังพล และเอากําลังพลไปช่วยพี่น้องประชาชนใน ๖ จังหวัดปริมณฑล ๑๒,๕๖๓ นาย น้ําท่วมมหิดล น้ําท่วมเขตทวีวัฒนา สั่งกําลังพลจากกองบัญชาการตํารวจภูธรภาค ๗ ณ วันนี้ให้ตํารวจ สมุทรสาคร ตํารวจกองบัญชาการภูธรภาค ๗ สแตนด์บาย (Stand by) พร้อมช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนในจังหวัดสมุทรสาครซึ่งมีโรงงานอย่างมาก พี่น้องเดือดร้อน รัฐบาลก็เดือดร้อน รัฐบาลมาอยู่วันนี้ได้ ผมมายืนตรงนี้ได้ก็เพราะประชาชนเขาเลือก พรรคเพื่อไทย ให้ประชาชนทุกข์ไม่ได้หรอกครับ เห็นตรงกัน ผมนั่งฟังมาตลอด
ทีนี้ผมอยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมว่าตํารวจได้รับสิ่งบริจาคจาก พี่น้องประชาชน ได้รับจากรัฐบาล และหรือองค์กรภาคเอกชน บริษัท ห้างร้าน เขาก็ทําบัญชีงบ แจกถูกต้องครบถ้วน ไม่มีความสูญเสียและไม่เสียหาย
เรื่องสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมานาน แต่ในสภา พูดกันไม่มาก ในสภานิดเดียว แต่ข้างนอกไม่ว่า สื่อมวลชนบางคน น้อยนะครับ บางคน ที่ไม่เข้าใจ ฝ่ายการเมืองก็พูดว่าทําไมรัฐบาลไม่ประกาศใช้พระราชกําหนดในสถานการณ์ ฉุกเฉิน ผมเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพและเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ได้หยิบยกเรื่องนี้มาพูดกัน ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ผมเป็นคนคัดค้าน ผมบอกจะเอากฎหมายพระราชกําหนด สถานการณ์ฉุกเฉินไปรบกับน้ําได้อย่างไร เพราะน้ําเป็นภัยธรรมชาติ ต้องใช้พระราชบัญญัติ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่า ผมได้ใช้ สติปัญญาน้อยนิดเทียบเคียงแล้วบอกว่าที่มันไม่ควรมันมีเหตุผลไหม แล้วทําไมต้องควร เมื่อไม่ควรต้องมีเหตุผลมาอธิบายได้
ข้อที่ ๑ พระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน เรียก พ.ร.ก. นะครับ พระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน นัยในการออกกฎหมาย คนเรียนกฎหมายรู้หมด คนไม่เรียนกฎหมายก็เข้าใจว่ากฎหมายเขาออกเขาต้องมีเจตนารมณ์ เจตนารมณ์คือการใช้ว่า กฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร พระราชกําหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็น กฎหมายที่เน้นการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ การก่อให้เกิดความไม่สงบในประเทศ เมื่อมีการก่อให้เกิดความไม่สงบในประเทศเขาต้อง ออกกฎหมายฉบับนี้มาเพื่อรักษาความมั่นคง เพื่อรักษาความปลอดภัย สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนในกรณีเกิดสภาพร้ายแรง แต่ก็บททั่วไปในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติสาธารณะ เล็กนิดเดียว มีนิดเดียว เจตนารมณ์จริง ๆ ออกเพื่อแก้ไขปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ ๔ อําเภอในจังหวัดสงขลา มีเหตุรุนแรง คนร้ายมีวิธีการมีอาวุธยุทโธปกรณ์ ออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อลดขั้นตอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในการตรวจค้นจับกุม ในการอายัด จึงออกพระราชกําหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยออกเมื่อปี ๒๕๕๐ ฉุกเฉินออกปี ๒๕๔๘ เรื่องการป้องกันภัยออกปี ๒๕๕๐ เป็นกฎหมายออกภายหลังเน้นเรื่องการป้องกัน บรรเทา ฟื้นฟูสาธารณภัยและได้รวบรวมกฎหมายป้องกันภัยพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๒ มารวมไว้ ในฉบับนี้ด้วย จึงเป็นกฎหมายเฉพาะที่ลึกในรายละเอียด นั่นเหตุผลเปรียบเทียบ ข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ พระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาสาระ เน้นเรื่องการรักษาความมั่นคง จึงกําหนดภารกิจของทหารหาญและตํารวจให้เป็นหน่วยหลัก ในการทํางาน ส่วนพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นกฎหมาย ที่มีรายละเอียดเน้นการแก้ไขป้องกัน ฟื้นฟู เยียวยาสาธารณภัยโดยตรงไม่มีอํานาจเด็ดขาด การแก้ไขต้องใช้หลักเมตตาธรรม จะใช้อํานาจเด็ดขาดไม่ได้ ต้องเจรจาประนีประนอม เพราะผู้ประสบอุทกภัยมีความทุกข์ยากจึงใช้พระราชกําหนดไม่ได้
ข้อต่อไป พระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน เรียกว่าเคอร์ฟิว (Curfew) มาตรา ๘ (๑) ห้ามชุมนุมทางการเมืองมาตรา ๘ (๒) ห้ามเสนอ ข่าวหรือเซ็นเซอร์ (Sensor) ข่าว มาตรา ๘ (๓) มีอํานาจจับกุมตัวและควบคุมผู้ต้องสงสัยว่า กระทําความผิดมาตรา ๑๑ (๑) มีกําหนดถึง ๓๐ วันไปมาตรา ๑๒ เรียกว่า ฟรีคิก (Free kick) แต่กรณีมหาอุทกภัยน้ําท่วมมันคนละเรื่อง รัฐบาลจึงตัดสินใจไม่ออก โดยผมเป็น คนเสนอแนะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ทีนี้พระราชบัญญัติป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยกําหนดหน้าที่ของเจ้าพนักงานไว้ก็คือว่า จัดให้มีสถานที่ชั่วคราว พักอาศัย ปฐมพยาบาลและรักษาทรัพย์สินของผู้ประสบภัยมาตรา ๒๗ (๑) เห็นไหมครับ จับใครก็ไม่ได้ ประกาศเคอร์ฟิวก็ไม่ได้ เซ็นเซอร์ข่าวก็ไม่ได้ ยกเลิกข่าวก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ เรื่องทํานองนั้น ต่อมาก็มีอํานาจจัดระเบียบการจราจรชั่วคราวในพระราชบัญญัติป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย เขามีอํานาจครับ ปิดกั้นไม่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าในพื้นที่ มาตรา ๒๗ (๔) มีอํานาจแต่เป็นอํานาจของฝ่ายบริหารเน้นหนักรัฐศาสตร์ไม่ได้ใช้นิติศาสตร์ แต่พระราชกําหนด สถานการณ์ฉุกเฉินนั่นเอาเป็นเอาตาย สั่งห้ามออกนอกบ้าน สั่งห้ามชุมนุม จับกุมได้ตรวจค้นได้ โดยไม่ต้องใช้หมายพิเศษหรือหมายของศาล เช่น ในสถานการณ์ปักษ์ใต้ ทีนี้พระราชกําหนด สถานการณ์ฉุกเฉินเรียกให้มารายงานตัว ห้ามหรือสั่งให้กระทําใด ๆ เพื่อรักษาความมั่นคง เช่น ยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ ห้ามทําธุรกิจ เป็นต้น แต่ พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดให้มีการรักษาความสงบ ป้องกันโจรผู้ร้าย เขามีกฎหมายมาตรา ๒๗ (๔) ช่วยเหลือ ขนย้ายทรัพย์สินผู้ประสบภัยเมื่อเจ้าของร้องขอมาตรา ๒๗ (๕)
ข้อสุดท้าย ที่รัฐบาลได้ตัดสินใจด้วยความภาคภูมิใจครับ และทุกวันนี้รัฐบาล ขอยืนยันต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้วที่ไม่ใช้พระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน พระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกําหนดหรือคําสั่งมีโทษจําคุก ๒ ปี ในมาตรา ๑๘ แต่มาตรา ๓๑ พระราชบัญญัติ ปภ. นะครับ เป็นเรื่องการลงโทษเจ้าหน้าที่ ของรัฐไม่ปฏิบัติตามคําสั่งนายกรัฐมนตรี โดยให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง มาตรา ๓๑ เป็นบทลงโทษเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่เกี่ยวกับประชาชน นี่ครับมันจึง ไม่มีความจําเป็นที่เราต้องใช้พระราชกําหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผมรบกวนเวลามาเยอะ แล้วครับ ขอขอบพระคุณท่านประธาน รัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาที่ให้โอกาส ขอบพระคุณครับ