รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

มณเฑียร บุญตัน หารือเรื่องการบริหารจัดการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบข้อมูลข่าวสารและจัดการความรู้ให้ครอบคลุมและเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดที่จะให้เครดิตในการบำเพ็ญประโยชน์เป็นคะแนนในหลักสูตรการศึกษา และจัดระบบบริการสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน โดยเฉพาะบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่น ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนอื่นผมขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ประสบภัยพิบัติอันเนื่องมาจาก อุทกภัยร้ายแรงในครั้งนี้ ซึ่งกระผมก็เป็นหนึ่งในจํานวนผู้ที่ประสบภัยนะครับ คงไม่มีโอกาสใด ที่เราจะได้พูดได้เต็มปากว่าเราเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันเท่ากับโอกาสที่เราได้ประสบกัน ในครั้งนี้ในรอบหลายสิบปีนะครับ กระผมก็ขอเป็นกําลังใจให้พวกเราทุกคนได้ร่วมกันยิ้มสู้ แล้วก็เสริมพลังซึ่งกันและกันเพื่อก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ไปด้วยกันนะครับ

กระผมมีข้อสังเกตและมีข้อเสนอแนะที่อยากจะฝากเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังรัฐบาลว่าในส่วนที่เป็นที่น่าห่วงใยอย่างยิ่งในขณะนี้นะครับ และกระผมคิดว่าจะเป็น กุญแจดอกสําคัญไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป ก็คือเรื่องของความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ ทั้งในหมู่ประชาชน ทั้งนักลงทุนแล้วก็ชาวโลกที่มีต่อประเทศไทยเรา กระผมคิดว่าความเชื่อมั่นและความเชื่อถือมันเกิดจากเรื่องของการบริหารจัดการ ความพร้อมสภาวะผู้นํา ผมอยากจะขอเป็นกําลังใจให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้แสดงภาวะ ผู้นําของท่านในโอกาสที่ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤตินี่ละครับ ท่านมีโอกาสได้แสดงภาวะผู้นํา มันมีหลายเรื่องนะครับที่ในยามปกติโอกาสที่จะแสดงความเป็นผู้นําก็ไม่ค่อยมีนะครับ ก็บริหารจัดการกันไปตามปกติ แต่ในยามที่เราอยู่ในภาวะไม่ปกตินี่ละครับพี่น้อง ส.ว. เราแล้วก็หลายท่านได้เคยเสนอเรื่องของการใช้พระราชกําหนดการบริหารราชการ แผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งรัฐบาลก็ได้ตัดสินใจไปแล้วว่าไม่ใช้ แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาส ที่ได้เสียไปแล้วในการที่จะบริหารให้เกิดความเป็นเอกภาพและบูรณาการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้ ปรากฏขึ้นก็คือ ขณะนี้มันมีปัญหาเรื่องของการสามารถที่จะร่วมมือกันในทุกภาคส่วน ท่านก็เลือกใช้พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแทน ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ผมอยากจะเรียนว่ามันไม่พอในการที่จะเรียกความเชื่อมั่นและความเชื่อถือครับ ผมอยากให้ ท่านได้ใช้ความพยายามมากกว่านี้นะครับ

ความเชื่อมั่นและความเชื่อถือลําดับที่ ๒ ที่กระผมคิดว่ารัฐบาลจะต้อง พยายามมากกว่านี้ก็คือเรื่องของการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นข้อมูลที่สามารถอธิบายได้ โดยหลักการอันเป็นวิทยาศาสตร์ แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อมูลที่จําเป็นจะต้องเหมือน หรือไม่เหมือนกับสิ่งที่ทางนักวิชาการอิสระได้ให้ไว้นะครับ แต่อย่างน้อยที่สุดจะต้องเป็น ข้อมูลที่สามารถที่จะทําให้ประชาชนเกิดความมั่นใจขึ้นได้ เมื่อสักครู่ได้มีเพื่อนสมาชิก หลายท่านพูดถึงเรื่องการให้ข้อมูล แล้วก็ปรากฏว่าไม่เป็นไปตามนั้นและท่านก็ต้องเปลี่ยนบ่อย อันนี้ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เที่ยงตรงของข้อมูล จนในขณะนี้ประชาชน เขามีความเชื่อมั่นในข้อมูลของสังคมออนไลน์หรือเป็นข้อมูลจากสื่ออิสระมากกว่าที่จะเป็น ข้อมูลของรัฐ ท่านจะทําอย่างไร ผมคิดว่าจําเป็นจะต้องมีการปรับปรุงระบบเหล่านี้ขึ้นมานะครับ

อันต่อมาก็คือ เราควรจะต้องอาศัยจังหวะนี้ละครับปรับเปลี่ยนระบบข้อมูล ข่าวสารสารสนเทศรวมไปถึงการจัดการความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อทําให้สังคมเรานั้นเป็นสังคม ที่มีความตื่นรู้ไม่ใช่ตื่นกลัว เป็นสังคมที่เชื่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ไปเชื่องมงายต่อเรื่อง ของการทํานายทายทัก กระผมต้องขอขอบคุณบรรดาหมอดูทั้งหลายนะครับที่ท่านได้ เว้นวรรคในช่วงนี้ไม่ออกมาให้การทํานายทายทักซึ่งจะทําให้เกิดความโกลาหลสับสนไป มากกว่านี้นะครับ ในตะวันตกมีความเชื่อถือในเรื่องการพยากรณ์อากาศ แล้วก็การพยากรณ์ อากาศไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝนฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหิมะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผ่นดินไหว จะถูกนํามาบรรจุในรายการวิทยุหรือโทรทัศน์เป็นรายชั่วโมงก็ว่าได้ กระผมคิดว่าเมืองไทย น่าจะปรับเรื่องนี้นะครับ ทําให้เรื่องของการตื่นรู้ในเรื่องของดินฟ้าอากาศนั้นเป็นเรื่องปกติวิสัย เพื่อให้เกิดการเตรียมความพร้อมอยู่เสมอครับ การให้ข้อมูลที่จําเป็นอย่างยิ่งก็คือ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ ซึ่งผมคิดว่าเมืองไทยยังมีจุดอ่อนอยู่มาก การเตือนภัยเราก็ดีขึ้นนะครับ การเยียวยาเราก็พอเห็นนะครับ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แม้ว่าหลายท่านจะพูดว่าเป็นมะรุมมะตุ้มก็ตาม ก็ยังได้เห็นน้ําใจกันในยามทุกข์ยาก แต่สิ่งที่ เรายังอ่อนด้อยก็คือเรื่องของการเตรียมพร้อมครับ กระผมคิดว่าเราน่าจะต้องศึกษาจาก ประเทศที่เขามีประสบการณ์มากกว่าเรา เช่น ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ หรือประเทศอื่นนะครับ ซึ่งเขาสามารถมีการจัดการความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีภัยพิบัติให้มากกว่านี้ รัฐบาลน่าจะถือโอกาสจัดระบบข้อมูลข่าวสารโดยอาศัยมาตรฐานที่จะเป็นหลักประกัน การเข้าถึงของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มโดยไม่ผูกขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียม ความพร้อม การจัดการโดยใช้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโดยผ่านเว็บไซต์ก็ดี หรือสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ สื่ออื่น ๆ ก็ดี ควรจะต้องถือโอกาสปรับปรุงทั้งหมดโดยอาศัยมาตรฐานที่เป็น สากลและมีหลักประกันการเข้าถึงที่เท่าเทียมและทั่วถึง รัฐบาลควรจะต้องปรับปรุงระบบ การแจ้ง หรือเตือน หรือบอกข่าวภัยฉุกเฉินต่าง ๆ ซึ่งกระผมได้เรียนไปหลายครั้งแล้วนะครับว่า ขณะนี้เรามีเลขหมายโทรศัพท์ที่แจ้งเหตุด่วน เหตุฉุกเฉิน เหตุร้าย อยู่ ๓๐-๔๐ เลขหมายครับ ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักที่ปฏิบัติกันในสากล ในสหรัฐอเมริกาหรือในอเมริกาเหนือใช้ ๙๑๑ เท่านั้น ในสหภาพยุโรปก็ใช้ ๑๑๒ เท่านั้น แต่ของเรายังไม่สามารถตกลงกันได้ ก็มี ๓๐-๔๐ เลขหมายครับ ท่านน่าจะต้องมีการจัดการให้ได้ในเรื่องนี้นะครับ

เรื่องต่อมาเราควรจะต้องถือโอกาสทําอย่างไรที่จะปลุกจิตสํานึกสาธารณะ ให้เกิดขึ้นครับ กระผมเรียนไปในที่ประชุมคณะกรรมาธิการที่ผมอยู่นะครับว่า กระทรวงศึกษาธิการจะทําอย่างไรที่จะให้เด็ก เยาวชนนั้นออกมาร่วมบําเพ็ญประโยชน์ โดยให้เครดิตในหลักสูตรการศึกษาของเขาเป็นคะแนนเลยครับ นอกจากนี้กระทรวงยุติธรรม ก็ควรจะต้องวางแผนทําอย่างไรที่จะทําให้ผู้ที่ทําความผิดลหุโทษไปบําเพ็ญประโยชน์ สาธารณะในช่วงนี้ละครับ แล้วก็ถือเป็นการไถ่โทษ หรือแม้กระทั่งผู้ที่กําลังจะพ้นโทษครับ ให้บําเพ็ญสาธารณประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือการช่วยเก็บขยะ และให้ถือเป็นเรื่องปกติวิสัยเลยครับว่าการลงโทษผู้กระทําความผิดในขั้นลหุโทษถือเป็น การลงโทษไปในตัว แล้วก็จะเป็นการสร้างนิสัยที่จะทําประโยชน์ต่อสาธารณะ

ในท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธานที่เคารพ กระผมขอเวลาสักเล็กน้อยนะครับ กล่าวถึงคนที่เขาด้อยโอกาส เป็นคนพิการ เป็นผู้สูงอายุ หรือเป็นบุคคลไร้สถานะ ในสังคมครับ ในภาวะปกติคนเหล่านี้ก็มักถูกลืมอยู่แล้วครับ แล้วยิ่งในภาวะแบบนี้คนเหล่านี้ เข้าไม่ถึงความช่วยเหลือครับ หน่วยงานของรัฐมีความล่าช้าในการให้ความช่วยเหลือ ผมมีโอกาสทํางานร่วมกับองค์กรเอกชนได้จัดบริการรับเรื่องราวร้องทุกข์แล้วก็ให้ ความช่วยเหลือเร่งด่วนกับคนพิการ ซึ่งก็ปรากฏว่าคนเหล่านี้พยายามขอความช่วยเหลือจาก หน่วยงานของรัฐ แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ท่านต้องหาวิธีการนะครับว่าคนที่ไม่สามารถ ช่วยตัวเองได้แล้วอยู่ลึกมากท่านจะช่วยเหลืออย่างไร คนพิการที่เป็นอัมพาต คนหูหนวก คนตาบอด หรือคนที่มีความบกพร่องทางจิตใจ พฤติกรรม ซึ่งจะไปอยู่ในศูนย์พักพิง กระแสหลัก ศูนย์เหล่านี้ก็ไม่ได้จัดสิ่งอํานวยความสะดวก ไม่ได้จัดสภาพแวดล้อมเพื่อรองรับ เราจะทําอย่างไรครับที่ให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นในยามนี้หรือในยามฟื้นฟู อยู่บนพื้นฐานของการจัดการที่คํานึงถึงประโยชน์ของทุกคน ท้ายที่สุดจริง ๆ ครับ ในการ ฟื้นฟูบูรณะประเทศจะต้องมีการซ่อม จะต้องมีการสร้าง จะต้องมีการจัดระบบบริการ สาธารณะหลายแบบครับ ขอให้ท่านได้คํานึงถึงความต้องการในการเข้าถึงของคนทุกกลุ่ม นําหลักการการออกแบบที่เป็นสากลหรือยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ (Universal design) มาใช้ ในการบูรณะปรับปรุงสิ่งปลูกสร้าง แม้กระทั่งขนส่งสาธารณะ ระบบการสื่อสารสารสนเทศ หรือแม้กระทั่งการสร้างอาชีพ สร้างงาน ฝึกอาชีพ ฝึกอบรมต่าง ๆ ก็ขอให้ได้นึกถึงคนที่ ด้อยโอกาส พิการ ทุกข์ยาก หรือแม้กระทั่งคนที่เป็นคนไร้สถานะทางทะเบียนครับ บุคคลไร้สถานะทางทะเบียนนี่หลายคนอาจจะคิดว่าไม่ใช่คนไทย จริง ๆ แล้วหลายคนเป็น คนไทยครับ แต่ว่าเขาไม่มีโอกาส อาจจะด้วยความผิดพลาดบกพร่องประการใดก็แล้วแต่ ถ้าคนเหล่านี้ยังคงความเป็นคนไร้สถานะ จะเป็นความสั่นคลอนต่อความมั่นคงในยุคใหม่ ซึ่งผมขอทิ้งโจทย์นี้ไว้กับรัฐบาล และขอเป็นกําลังใจให้พี่น้องประชาชนได้ยิ้มสู้เพื่อผ่านวิกฤติ ครั้งนี้ไปด้วยกัน ขอบพระคุณมากครับ