จารุพงศ์ จีนาพันธ์ กล่าวว่า ความเสียหายเกิดจากข้อมูล การวางแผน และการบริหารจัดการที่ไม่ดีพอ โดยเฉพาะการวางแผนและบริหารจัดการศูนย์กลางด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทำให้เกิดปัญหาความเสียหาย จึงจำเป็นต้องมีการเยียวยาและการฟื้นฟูภายหลังน้ำท่วม เพื่อให้ประชาชนมีอาชีพและมีรายได้
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจารุพงศ์ จีนาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านก็คงเครียดกับปัญหาน้ําท่วม เพราะว่าสมาชิกหลาย ๆ ท่านด้วยกัน ก็ประสบปัญหาน้ําท่วมด้วยเช่นกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งท่านรองประธานวุฒิสภาเองนะครับ ท่านประธานครับ ในฐานะที่ผมเป็นวิศวกรนะครับ ก็อยากจะถ่ายทอดมุมมองว่าวิกฤติ มหาอุทกภัยในครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ซึ่งจริง ๆ แล้วความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากน้ําก็คงระดับหนึ่งนะครับ แต่ปัญหาส่วนใหญ่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในมุมมอง ของวิศวกรผมมองว่าเกิดจาก ๓ ประการด้วยกันครับ ประการแรกคือข้อมูล ประการที่ ๒ คือการวางแผน ส่วนประการที่ ๓ คือการบริหารจัดการนะครับ ทําไมผมถึงยกเอา ๓ ประการขึ้นมาเป็นปัญหาใหญ่นะครับ ทั้งนี้เพราะว่าถ้าดูปริมาณน้ําถ้าเทียบกับเมื่อปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ําในปีนี้มีเพิ่มจากปีที่แล้วเพียงแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองนะครับ แต่ได้สร้าง ความเสียหายมากกว่าอุทกภัยปีที่แล้วอย่างเปรียบเทียบไม่ได้นะครับ มาดูในเรื่องของข้อมูล หลายสัปดาห์หรือหลายเดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าท่านที่ฟังข่าวก็คงจะได้รับทราบข้อมูลที่ไม่ค่อย จะตรงกันเลย ไม่ว่าจะเป็นน้ํามวลใหญ่ว่ามีหรือไม่มีในเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานะครับ ผมมองว่า ภาครัฐเองมีกลไกที่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกลไกของกระทรวงมหาดไทยเองก็ตาม หรือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ตามนะครับ แต่ข้อมูลดังกล่าวก็เป็นข้อมูล การวัดปริมาณน้ําในแม่น้ําลําคลอง ไม่ได้มีการวัดระดับน้ําหรือปริมาณน้ําในท้องทุ่ง สิ่งเหล่านี้ถามว่าจัดการได้ไหม จริง ๆ ทําได้ครับท่านประธาน กระทรวงมหาดไทยมีบุคลากร จํานวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองก็มีบุคลากรจํานวนมาก เราสามารถที่จะให้ บุคลากรเหล่านั้นไปทําการวัดระดับน้ําแล้วก็รายงานเข้ามาที่ศูนย์ อาจจะเป็นราย ๓ ชั่วโมง หรือในบางพื้นที่ที่เป็นวิกฤติอาจจะเป็นรายชั่วโมงก็ได้นะครับ ข้อมูลเหล่านี้ปัจจุบันได้ทราบ มาว่าไม่มีเลย มีแต่การคาดการณ์ว่าน้ําที่ไหลออกจากคลองหรือล้นจากแม่น้ํามีปริมาณ ประมาณเท่าไรเท่านั้นเองนะครับ แม้กระทั่งปัจจุบันนักวิชาการหลาย ๆ ท่านที่เข้ามา ช่วยเหลือรัฐบาลก็ยังต้องอาศัยข้อมูลจากดาวเทียม ซึ่งข้อมูลดาวเทียมต้องเรียนให้ทราบ อย่างนี้ครับท่านประธาน ในฐานะที่ผมมีความรู้ทางด้านดาวเทียมอยู่บ้างนะครับ ข้อมูลดาวเทียมเป็นข้อมูลโดยภาพรวมเท่านั้นเองนะครับ ไม่สามารถที่จะบอกปริมาณน้ํา ที่แท้จริงได้ ไม่สามารถที่จะบอกปริมาณการไหลของน้ําได้ การที่จะไปวัดปริมาณการไหล อาจจะต้องมีระบบโทรมาตร แต่ในกรณีนี้เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นแบบกะทันหัน เราสามารถใช้ บุคลากรที่เรามีอยู่ไปวัดและรายงานกลับเข้ามาได้นะครับ
มองดูในเรื่องของการวางแผน การวางแผนเท่าที่ดูนะครับ สังเกตดูง่าย ๆ ในเรื่องของการตั้งศูนย์ ศปภ. ครั้งแรกตั้งอยู่ที่ดอนเมือง ผมเองถ้าได้มีโอกาสร่วมรัฐบาลด้วย ก็คงจะต้องแย้งนะครับว่าดอนเมืองถึงแม้จะเป็นที่ที่สูงก็ตาม สูงกว่าระดับน้ําทะเลปานกลางในระดับที่ประมาณสัก ๕-๖ เมตรนะครับ แต่ท่านลองวัด ปริมาณน้ําท่วมที่พระนครศรีอยุธยานะครับท่านประธาน ระดับผิวน้ําสูงประมาณถึง ๗ เมตร ในบางพื้นที่ก็มีครับ ทั้งนี้เพราะอะไรครับ เราไปวัดระดับน้ําเทียบกับระดับแม่น้ําไม่ได้ เพราะว่าระดับแม่น้ําจากน้ําที่ท่วมทุ่งไม่ได้เชื่อมต่อกัน น้ําที่ท่วมทุ่งมาแล้วเขาก็จะไหลไป ไม่สามารถที่จะวิ่งลงแม่น้ําได้ เพราะว่ามีสิ่งกีดขวาง อย่างเช่น ถนน หรือว่าหมู่บ้าน หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เพราะฉะนั้นดูจากการวางแผนในการตั้งศูนย์ ศปภ. แล้วก็จะเห็นว่า ย้ายจากดอนเมืองมาที่เอ็นเนอร์จี คอมเพล็กซ์ (Energy Complex) ก็โดนน้ําท่วมจนได้นะครับ ในวันที่ย้ายในวันที่เริ่มทําการถมทาง ผมก็ได้ขับรถตระเวนดูครับท่านประธาน ก็สังเกตเห็น เลยครับว่า แม้กระทั่งที่ศูนย์ ศปภ. เอง การวางแผนในเรื่องของการทําทางถมทาง เพื่อเชื่อมต่อดอนเมืองโทลล์เวย์กับทางเข้าของศูนย์ ศปภ. ก็ไม่ได้มีการแผนครับท่านประธาน นําหินคลุกไปบดอัดขวางทางน้ําคือขวางถนนเลยนะครับ แล้วก็ลาดยางมะตอยแล้วก็ต้องถม สูงขึ้น ๆ จนปัจจุบันก็สร้างปัญหาให้กับประชาชนที่อยู่ก่อนแนวที่กั้นทําให้ปริมาณน้ําสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นชัดเลยว่ารัฐบาลขาดการรวบรวมข้อมูลที่ดีพอนะครับ แล้วก็ขาด การวางแผน ไม่ได้วางแผนในหลาย ๆ ซีนาริโอ (Scenario) ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้จะแก้ไข อย่างไร ไม่มีแผน ๑ แผน ๒ แผน ๓ ที่ดีพอนะครับ เมื่อมองในเรื่องของการบริหารจัดการ ก็จะเห็นได้ชัดเลยครับว่าเหมือนที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้ว เป็นการใช้คน ไม่ถูกกับงาน ในขณะที่ภาครัฐเองมีบุคลากรไม่ว่าจะเป็นในส่วนของกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ตาม แต่ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์นะครับ และที่สําคัญ ผมยังไม่เห็นความจําเป็นที่จะต้องมีศูนย์ ศปภ. เพราะโดยโครงสร้างของกระทรวงมหาดไทยเอง ก็มีกรม กองที่ทําหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องของภัยพิบัติเหล่านี้อยู่แล้ว ขาดอยู่แค่วอร์รูม ที่จะทําหน้าที่รวบรวมข้อมูล เพื่อนําข้อมูลที่ถูกต้องส่งต่อให้นักวิชาการหรือวิศวกรหรือผู้ที่มี ความเกี่ยวข้องนําไปวิเคราะห์และวางแผนต่อไปเพราะฉะนั้นปัญหาความเสียหายที่เกิดขึ้น ก็เกิดจากสถานการณ์นี้เป็นหลัก และเนื่องจากเวลามีจํากัดนะครับ
ผมอยากจะฝากประเด็นสุดท้ายก็คือในเรื่องของภายหลังน้ําลด อยากจะฝาก รัฐบาลในเรื่องของการเยียวยาและการฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนได้มีอาชีพ มีรายได้ อย่าให้ ประชาชนต้องเป็นหนี้อีกเลยครับ หลังน้ําลดท่านลองคิดดูสิครับว่านอกจากพืชผลไร่นา เสียหายแล้วนี่นะครับ แล้วไม่มีรายได้ แล้วเขาจะอยู่อย่างไร ผมเกรงว่าปัญหาในเรื่องของ ปากท้องของประชาชนจะพัฒนากลายเป็นปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย ขอบคุณครับ