สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติ โดยมี 4 ข้อหลัก ได้แก่ การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ การบริหารจัดการน้ำที่มีความเท่าเทียมกัน การพัฒนาประเทศที่กระจายการพัฒนาไปสู่พื้นที่อื่น และการสร้างคนใหม่ที่มีทักษะการคิดและจิตสาธารณะ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจากนครศรีธรรมราช ในฐานะ สมาชิกวุฒิสภา ก่อนอื่นผมขออนุญาตว่าในยามนี้ก็จะแสดงความเสียใจ แล้วก็ความเห็นใจ กับผู้ที่ได้รับภัยพิบัติทั้งหมดทั้งปวงนะครับ แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณทุกภาคส่วน ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาล กทม. ข้าราชการทุกส่วน เอกชน แต่ที่สําคัญที่สุดท่านประธานครับ ส่งเสียงจากสภาแห่งนี้ไปยังประชาชนหรือเยาวชนคนหนุ่มสาวทั้งหลายที่เป็นอาสาสมัคร โดยไม่มีเงินเดือน หรือว่าผลตอบแทนใด ๆ ที่ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนด้วยจิตสาธารณะ หรือจิตอาสา แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ในเมื่อรัฐบาลได้เปิดรับฟังความคิดเห็น ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาก็ขอแสดงความคิดเห็นและขอเสนอแนะซึ่งในเวลาอันสั้น ผมมี ๔ ข้อครับ ใน ๔ ข้อนั้นมีข้อที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้าข้อเดียว ที่เหลือเป็นปัญหาในระดับ ที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างหรือปัญหาหลัก ๆ ซึ่งต้องใช้เวลาและต้องเป็นเรื่อง ระยะยาวแต่ต้องพูดไว้ในที่นี้
เรื่องแรก ท่านประธานครับเฉพาะหน้านี่ ผมอยากกราบเรียนผ่านประธาน ไปยังรัฐบาลนะครับ โดยเฉพาะเรื่องของการแจกถุงยังชีพนี่ ไม่ว่ารัฐบาลไหนจนถึงรัฐบาลนี้ พอได้ไหมครับที่รัฐบาลตั้งแต่นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีทั้งหลายที่จะไปแจกเอง ผมคิดว่า มันไม่ช่วยและมันไม่ได้แก้ คือแน่นอนภาพลักษณ์ที่ความเชื่อมั่นอาจจะจําเป็นบ้าง แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ ถุงยังชีพหรือการช่วยเหลือเฉพาะหน้าต้องโอนภารกิจเหล่านี้ไปให้ท้องถิ่นได้แล้ว ท่านไม่มีทางที่จะแจกถุงยังชีพได้ครอบคลุมทั่วถึง โดยเฉพาะคนที่อยู่ลึก ๆ ได้เท่ากับ สมาชิก อบต. หรือกระทั่งคนที่อยู่ในพื้นที่ หรืออาสาสมัครทั้งหลาย ดังนั้นเรื่องนี้ผมฝากไว้ ในรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลต่อ ๆ ไปนะครับว่าภารกิจถุงยังชีพอย่าถือว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้อง ลงไปแจกเอง
ข้อที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนว่าเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา เถียงกันเยอะในสภาแห่งนี้ผมฟังมาตลอด ในโซเซียลมีเดียหรือในสื่อสาธารณะทั้งหลาย ก็มีการถกเถียงกันเยอะ ผมคิดว่าสังคมไทยจะไม่ได้อะไรครับ ถ้าหากว่าถกเถียงกันไปมา คนละหนคนละที แล้วก็ใช้อารมณ์หรือกระทั่งผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นที่ตั้ง ผมคิดว่า ผมเห็นด้วยกับสมาชิกบางท่านที่เสนอเรื่องของการให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา สักชุดหนึ่งจะเรียกว่ากรรมการอิสระ หรือกรรมการกลาง หรือกรรมการอื่นใด แต่ว่าขอว่า ให้มีทุกภาคส่วนเข้ามา ฝ่ายค้านต้องตั้งเข้าไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญต้องตั้งเข้าไปด้วย แล้วก็ไปนั่ง ถกเถียงด้วยเหตุด้วยผล เอาข้อมูลมาแบกัน บนเวทีเดียวกันนะครับ อย่างมีความเท่าเทียมกัน ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นได้สังคมไทยก็จะได้บทเรียน ไม่อย่างนั้นเราจะมีภัยใหญ่ ๆ แต่ว่าเราเกี่ยวร้อยอะไรไว้ไม่ได้เลยครับท่านประธาน แม้แต่กระทั่งบทเรียนซึ่งจะไว้ สําหรับรับมือในอนาคต ดังนั้นผมเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการขึ้นมานะครับ
ข้อที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมานั่งทบทวน เรื่องของแนวทางในการพัฒนาประเทศเสียใหม่ วิกฤติครั้งนี้ถ้าหากว่ายังไม่ทบทวนในเรื่อง ของแนวทางการพัฒนาประเทศหรือยุทธศาสตร์ใหญ่ ๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ผมคิดว่า เราไม่มีทางแก้ได้ครับ เราไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติ ที่จริงมันโยงมาจากภัย ของมนุษย์ครับ กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของแทบทุกอย่าง แต่ผมอยากเรียนในเวลาอันสั้นว่า เป็นเมืองที่ถมไม่มีทางเต็ม ท่านคิดโครงการหรืองบประมาณใด ๆ ในการที่จะป้องกัน กรุงเทพฯ ในอนาคตผมไม่เชื่อเราจะทําได้สําเร็จ ถ้าหากว่าท่านไม่กระจายออกไปนะครับ และถ้าหากตราบใดที่เรายังมุ่งหนุนอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก หรืออุตสาหกรรมรับจ้างผลิต ที่เราใช้หรือทําลายทรัพยากรไปเยอะมาก ทั้งพลังงาน ทั้งป่าไม้ หรือกระทั่งตรง ๆ เลยนะครับเอานิคมอุตสาหกรรมไปขวางทางน้ํา แล้วก็ชุมชนเติมเข้าไป หรือโครงสร้างพื้นฐานจากรัฐก็เติมเข้าไป เพราะว่าในนามของการพัฒนาประเทศมันรู้สึกว่า น่าจะเข้าไปช่วย ที่จริงผมเรียนท่านประธานว่าเราไม่ได้พัฒนาประเทศมากมายนัก จากอุตสาหกรรมบางประเภท ผมไม่ได้ปฏิเสธอุตสาหกรรมในทุกประเภท แต่ผมคิดว่า อุตสาหกรรม ยกตัวอย่างก็ได้ครับ อุตสาหกรรมรถยนต์อย่างนี้ เราแน่ใจหรือครับว่า ๑. เราจะได้กําไร หรือ ๒. เราจะได้ภาษีเข้ารัฐ ส่วนใหญ่ก็บีโอไอ (BOI) แทบทั้งนั้นครับ และใช้พลังงานสูงมากครับ แล้วไปตั้งขวางทางน้ําไว้เยอะมากครับ ดังนั้นเรื่องเหล่านี้ ผมคิดว่าต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาสั้นเหลือเกิน พูดถึงเรื่อง แนวทางการพัฒนาประเทศต้องใช้เวลายาว แต่ว่าผมไม่มีเวลาแล้ว
เรื่องของผังเมืองท่านประธาน เรื่องของผังเมืองต้องทบทวนใหม่ ผมคิดว่า ประเทศนี้น่าจะเป็นประเทศเดียวกระมังครับที่เราไม่รู้ว่าควรจะต้องวางเขตอุตสาหกรรม วางเขตเกษตร วางเขตชุมชน หรือวางเขตตรงไหนเป็นพื้นที่สีเขียว ผมคิดว่าเรามั่วกันไปหมดครับ ยังไม่นับประเด็นที่ดูเหมือนว่าจะเล็กกว่าเรื่องผังเมืองนี้ เช่นเรื่องของการถมที่ เป็นประเทศเดียวกระมังครับที่เราปล่อยให้การถมที่นั้นแทบจะเป็นเสรี คือหมายความว่า ใครมีกําลังก็ถมสูงเท่าไรก็ได้ ไม่มีว่าพื้นที่ไหนจะต้องถมในระดับเท่าไร นี่ยกตัวอย่างนะครับ เรายังมีตัวอย่างอีกมากมายแต่เวลามันหมดครับท่านประธาน ดังนั้นผมจึงอยาก กราบเรียนว่าต้องใช้วิกฤติครั้งนี้ไปตั้งคําถามและไปนั่งคุยกันใหม่เรื่องของแนวทาง หรือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศเสียใหม่ ผมว่าเราต้องบุกไปในเรื่องของการท่องเที่ยว เรื่องของการศึกษา เรื่องของการบริการ เรื่องของการเกษตร หรือถ้าอุตสาหกรรมก็คือ ทําเรื่องอาหารที่ต่อยอดจากการเกษตร อุตสาหกรรมเหล่านี้ ผมคิดว่าเราอยู่ได้กับน้ํา เราอยู่ได้ กับธรรมชาติมากกว่า และเรามีกําไรมากกว่า และแน่นอนที่สุดกระจายผลประโยชน์ให้กับ คนไทยมากกว่า ไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมที่ผมยกตัวอย่าง เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ก็ได้เฉพาะผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นคนต่างชาติแล้วก็มีคนไทยจํานวนนิดเดียวนะครับ
ประเด็นสุดท้ายก็คือว่า เราใช้วิกฤติครั้งนี้ในการที่จะทบทวนเรื่องของ การสร้างหรือพัฒนาคนกันใหม่ได้กระมังครับทําอย่างไรจึงจะสามารถผลิตหรือพัฒนาคนไทย ให้มีจิตสาธารณะและทักษะการคิด มีจิตสาธารณะเพื่อที่จะได้ช่วยกันรับมือกัน รู้จักเข้าคิวนะครับ แน่นอนผมพูดด้านดีของคนไทยไปแล้วที่มีจิตสาธารณะช่วยกันนะครับ แต่ว่าด้านที่มันเป็นด้านด้อยก็มีเยอะครับ ขโมยขโจรก็เยอะมาก ทิ้งบ้านไม่ได้ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นก็คือว่าแย่งชิงกันในการรับของแจก อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นทักษะการคิด หรือจิตสาธารณะในการรับมือกับภัยธรรมชาติครั้งใหม่ ๆ ซึ่งเราเชื่อว่าจะต้องเกิดขึ้นอีก แม้นไม่อยากให้เกิดขึ้น จะต้องทํากันอย่างขนานใหญ่ ไม่ใช่ทําระบบการสร้างคนเพียงแค่ให้คน เป็นซีพียู (CPU) ก็คือให้คนท่องจําไปตอบข้อสอบแข่งกันแล้วก็จบกันเพียงเท่านั้น ขอบพระคุณครับท่านประธาน