เจตน์ ศิรธรานนท์ พูดถึงเรื่องการขยายสิทธิการบินและการเจรจากับประเทศจีน เพื่อเพิ่มพูนการพัฒนาการกระตุ้นเศรษฐกิจและคมนาคม รวมถึงการท่องเที่ยว
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเทศไทยเปึนศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สังคม เปึนศูนย์กลาง การคมนาคมทั้งทางบก ทางอากาศ เพราะว่ามันมีศักยภาพที่ดีในเรื่องของทําเลที่ตั้ง ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ทั้งหมดแล้วผมถือว่าประเทศไทยเรามีศักยภาพสูงสุด แล้วก็ ที่สําคัญคือคนไทยมีวัฒนธรรมแห่งความยืดหยุ่น มีความอารีอารอบ มีน้ําใจ สามารถ สร้างมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านได้เปึนอย่างดี ดังนั้นการท่องเที่ยวของเมืองไทยจึงเปึน ภาคบริการที่เด่น แล้วก็นําหน้า แล้วก็นํารายได้เข้าประเทศมาตลอดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ท่านประธานครับ พอเราเสริมศักยภาพเรื่องของกรอบการค้า เรื่องของการเจรจาพหุภาคี ที่เห็นได้ชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องบันทึกกรอบข้อตกลงเพิ่มสิทธิทางการบินนี้จะเห็นได้ชัด ว่ามันส่งเสริม สนับสนุนในเรื่องกรอบข้อตกลงของจีเอ็มเอส (GMS) หรือ เกรทเทอร์ แม่โขง ซับรีเจียน (Greater Mekong Subregion) ซึ่งประกอบด้วย ๗ สาขาซึ่งรวมการค้า การขนส่ง การลงทุนไว้กับประเทศทางลุ่มน้ําโขงทั้งหมด ๖ ประเทศ ซึ่งคงไม่ต้องกล่าว ในที่นี้ ซึ่งรวมถึงประเทศจีนด้วย นอกจากนี้แล้วในเรื่องกรอบข้อตกลงอาเซียน ซึ่งครอบคลุมในประเทศอาเซียนทั้งหมด แล้วก็เปึนที่หวั่นเกรงของประเทศภาคีต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเปึนอาฟตา (AFTA) หรืออียู (EU) ก็ตาม ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ตามที่เรา ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับทางผู้บริหารหรือนักการเมืองของกลุ่มประเทศเหล่านี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศต่าง ๆ เหล่านี้มีความเกรงกลัวอาเซียนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเมื่ออาเซียนไปจับมือกับ ๓ ประเทศกลายเปึนอาเซียนบวก ๓ ก็คือประเทศจีน ประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ์น แล้วก็ขยายเปึนอาเซียนบวก ๖ ซึ่งรวมประเทศอินเดีย ขอโทษ ประเทศมาเลเซียถือหุ้น ๕๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ประเทศไทยขอระบุที่จะเอ่ยนามคือ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แล้วก็คณะถือหุ้นตอนนั้นเปึนผู้ถือหุ้นทที่ใหญ่ แล้วก็จึง เปึนบริษัท แอร์เอเชีย แล้วก็รวมมาเปึนไทยแอร์เอเชีย ในภายหลังเราก็จึงไม่ทราบสถานะ ของไทยแอร์เอเชียในปัจจุบัน ดังนั้นจึงขอรายชื่อจากท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมผ่านทางท่านประธานด้วยว่าสถานะในปัจจุบันนี้เปึนอย่างไร แล้วก็ นอกเหนือจากสายการบินที่เราได้เปรียบแล้วเราก็ยังได้เปรียบเครื่องบิน ศักยภาพของ เครื่องบินในขณะนี้เรามีทั้งแอร์บัส (Airbus) มีทั้งโบอิ้ง ๗๓๗ (Boing 737 โบอิ้ง ๗๔๗ (Boing 747) ไม่ว่าจะเปึนของการบินไทย หรือไทยแอร์เอเชียหรือ แม้กระทั่งบริษัท การบินกรุงเทพ จํากัด แต่ขณะที่ของประเทศลาวนี่มีเพียง เอ็มเอ ๖๐ (MA 60) จาก ประเทศจีน ๒ ลํา ซึ่งเพิ่งซื้อเมื่อกลางป้แล้วก็ปลายป้ ๒๕๔๙ แล้วก็จะมีเอทีอาร์ (ATR) อยู่ ๔ ลํา แล้วก็เครื่องวาย ๑๒ (Y 12) อีก ๒ ลํา ตรงนี้จะถือว่าศักยภาพของเครื่องบินเปึน รองประเทศไทยค่อนข้างมาก ดังนั้นเมื่อเป่ดเพิ่มสายการบิน เพิ่มสิทธิการบินแล้วจะเห็น ได้ชัดเจนว่าประเทศไทยได้เปรียบ ดังนั้นก็จึงเปึนเหตุผลว่าทําให้ประเทศลาวชะลอการ เจรจาอยู่หลายป้มาจนถึงป้ ๒๕๕๑ นี่เพิ่งเจรจาสําเร็จที่เพิ่มจํานวนที่นั่งของเครื่องบิน ซึ่ง ตรงนี้ก็คือเปึนคําตอบ ท่านประธานครับ ในส่วนที่ผมจะตั้งเปึนข้อสังเกตไว้ ผมคงจะตั้ง เปึนข้อสังเกตในบางข้อที่อาจจะเกี่ยวข้องก็คือในเรื่องของสนามบินดอนเมือง สนามบินดอนเมืองนี่มีผู้อภิปรายมาหลายท่านแล้วไม่ว่าจะเปึน ส.ส. หรือ ส.ว. แต่ผม คิดว่าทางรัฐบาลควรจะเร่งให้เกิดความชัดเจน ในขณะนี้ผมเข้าใจว่าทาง กระทรวงคมนาคมไม่มีความชัดเจนว่าสนามบินดอนเมืองจะใช้ทําเปึนอะไรต่อ สิ่งที่ผม คิดว่าควรจะเปึนอย่างยิ่งก็คือควรจะเปึนสนามบินที่สนับสนุน เนื่องจากในขณะนี้ที่เปึนอยู่ สนามบินดอนเมืองเปึนสนามบินที่ใช้สําหรับเครื่องบินหรือสายการบินโดเมสติก (Domestic) บางไฟลท์ (Flight) แล้วก็บางไฟลท์ไปใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งขณะนี้นี่ สายการบินบางไฟลท์ที่ใช้สนามบินดอนเมืองก็ค่อนข้างมีความสะดวก แล้วก็เปึน ประโยชน์ต่อประชาชน เพราะว่าเวลาที่เราจะขึ้นเครื่องหรือลงเครื่อง แล้วมาต่อรถที่จะเข้า เมือง ผมคิดว่าตรงนี้สะดวกสําหรับผู้ใช้บริการ สะดวกสําหรับคนไทยหลาย ๆ คนที่พึ่ง สนามบินตรงนี้ เพียงแต่ว่ามันเปึนโลว์ คอสท์ แอร์ไลน์ (Low cost airline) ทําอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าในเรื่องของสิทธิการบิน ในเรื่องของการขนคน แม้กระทั่งการขนสินค้า ถ้าหากว่าเราสามารถเจรจากับประเทศจีนได้ต่อไปมันจะเพิ่มพูนการพัฒนาการกระตุ้น เศรษฐกิจ แล้วก็คมนาคม แล้วก็ตามมาด้วยการท่องเที่ยว ประเทศจีนแล้วก็อาเซียนได้ เปึนอย่างดี ซึ่งตรงนั้นผมคิดว่ามันจะเปึนประโยชน์ ในเรื่องของนโยบายของบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ที่มีท่าน ส.ส. หลายท่านได้อภิปรายมาแล้ว ในส่วนตัวผมเอง ผมเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ในเรื่องแนวนโยบายของซีอีโอ (CEO) คนปัจจุบัน คือขอโทษ ที่เอ่ยนามท่านป่ยะสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ซึ่งท่านมีนโยบายที่จะแก้ไขพลิกฟุ๋นการขาดทุน ท่านประธาน ผมอยากให้กําลังใจท่านซีอีโอท่านนี้ฝากผ่านท่านประธานถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการว่าท่านให้เขามาทํางานท่านต้องให้อํานาจในการบริหารจัดการเขา แล้วข้อสําคัญท่านต้องให้กําลังใจในการทํางาน ผมคิดว่ายุทธศาสตร์นั่นดีแล้ว แต่เรื่อง วิธีการในการที่ท่านมุ่งจะให้มีสายการบินการบินไทยบินเฉพาะต่างประเทศ แล้วก็โดเมสติก ไฟลท์ (Domestic flight) หรือสายการบินในประเทศท่านจะเลือกบิน เฉพาะจังหวัดที่มีผู้โดยสารหนาแน่น ไม่ว่าจะเปึนจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีเท่าที่ทราบเขายังไม่ได้ยกเลิก แล้วก็ขณะนี้เขาไม่ได้คิดจะยกเลิก อย่างไร ก็ต้องฝากถามท่านรัฐมนตรีอีกทีหนึ่ง แล้วก็จังหวัดภูเก็ตเท่าที่ทราบมี ๓ จังหวัด แต่ผมก็ ไม่แน่ใจว่ายุทธศาสตร์หลักในอนาคตข้างหน้าของการบินไทยแล้วจะยกเลิกทั้งหมด หรือเปล่า แต่เท่าที่ทราบขณะนี้เขามีแนวนโยบายที่จะบินแค่ ๓ จังหวัดใหญ่ แล้วก็ที่เหลือ ทั้งหมดให้เปึนโลว์ คอสท์หรือให้นกแอร์ ปัญหานกแอร์ก็จะโยงมาถึงเส้นทางคมนาคม ที่เชื่อมกับสุวรรณภูมิ เพราะว่าผู้โดยสารนี่จะต้องลงหรือขึ้นที่สนามบินดอนเมือง แล้วต้อง มาต่อที่สนามบินสุวรรณภูมิอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตรงนั้นในอดีตเราเคยมีการบินไทยที่บินขึ้นลง ทั้งสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิตรงนั้นก็จะอํานวยความสะดวกให้กับ ผู้โดยสารที่จะเชื่อมต่อสายการบินไปต่างประเทศหรือประเทศอื่น ซึ่งในขณะนี้อาจจะมี ผู้โดยสารบางท่านไม่ได้รับความสะดวก แต่ผมเชื่อว่าถ้าหากว่าเราโยงไปถึงเรื่องของ เส้นทางการคมนาคมที่ใช้รถไฟฟัาระหว่างบางซื่อ-ดอนเมือง แล้วก็บางซื่อ-รังสิต ตรงนั้น ผมคิดว่าในอนาคตข้างหน้าจะแก้ปัญหาได้ ถ้าหากว่าท่านโอนอ่อนผ่อนตาม ความต้องการของคนบางคนผมคิดว่าจะสร้างปัญหา เพราะว่าในขณะนี้เท่าที่ทราบ แทนที่เราจะไปงดบินทันทีทันใด ซึ่งตรงนี้สร้างปัญหาให้กับประชาชน เพราะว่าประชาชน หลายท่านอาจจะมีปัญหาอย่างที่ท่าน ส.ส. ได้อภิปรายมามากมายแล้วว่า ในแต่ละจังหวัดก็มีปัญหาเฉพาะ ถ้าหากว่าเราหยุดบินกะทันหันสร้างปัญหาขึ้นมา แน่นอน ตรงนั้นก็จะทําให้ไม่ได้รับการยอมรับ แล้วก็ทําให้เกิดการต่อต้านในแรงกว้าง เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านมีวิธีการที่ดีกว่า นุ่มนวลกว่า แล้วก็ค่อย ๆ ลดการขาดทุนลงไป แล้วก็หาวิธีการว่าทําอย่างไรถึงจะบรรลุเปัาหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะเปึน เรื่องของการบินเฉพาะในสนามบินต่างประเทศหรือในต่างประเทศเท่านั้น เมื่อเปึนยุทธศาสตร์หลักแล้ว แล้วก็ค่อย ๆ เดินไปให้ถึง ผมก็คิดว่าน่าจะ ประสบความสําเร็จนะครับ อันนั้นก็คิดว่าเปึนเรื่องที่ผมคิดว่ามีความจําเปึนที่เราจะต้อง รับรอง ทีนี้สําหรับเรื่องของสายการบินตุรกีเท่าที่เรามีข้อมูลก็คงจะเปึนอย่างที่ท่านสมาชิก รัฐสภาหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมมีข้อมูลว่าในป้ ๒๕๔๘ มีนักท่องเที่ยว ประเทศตุรกีมาประเทศไทย ๑๙,๑๙๓ คน ประเทศไทยนี่คนไทยไปประเทศตุรกี ๔,๙๘๒ คน ในเรื่องของจํานวนนักท่องเที่ยวที่เข้า ตรงนี้เราได้เปรียบ ส่วนที่เราเสียเปรียบ ก็คือว่าเรายังไม่มีสายการบินที่บินตรงไปประเทศตุรกี แต่ว่าสายการบินตุรกี หรือเตอร์กิช แอร์ไลน์ บินตรง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนเรื่องที่อยากจะฝากท่านประธาน ไปถึงท่านรัฐมนตรีด้วยว่าอาจจะต้องให้การบินไทยไปคิดพิจารณาเรื่องนี้ด้วยว่าถ้าหากว่า ศักยภาพตรงนี้เราสามารถขยายได้น่าจะเปึนผลประโยชน์ต่อประเทศไทยหรือเปล่า เพราะว่าในสายการบินตุรกีเองแล้วตามที่เขามีเขาสามารถบินอยู่ได้ก็เนื่องจากอาศัยว่า เขามีคอนเนคติ้ง ไฟลท์ (Connecting flight) หรือสายการบินต่อที่จะไปยังประเทศ สิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซีย แต่ว่าถ้าหากว่าเราบินเฉพาะ ประเทศไทย ไม่มีคอนเนคติ้ง ไฟลท์ที่ไปต่อประเทศอื่น ๆ แล้วจํานวนของผู้โดยสาร ก็ย่อมจะลดลงไป ซึ่งตรงนี้ก็จะสร้างปัญหาได้ครับ เพราะฉะนั้นผมฝากไว้ทั้งหมด ในประเด็นที่เสนอมาเปึนข้อสังเกต แล้วก็อาจจะมีคําถามเปึนบางข้อ แล้วผมก็เปึนผู้หนึ่ง ที่คิดว่ามันมีความจําเปึน ณ วันนี้ที่เราจะต้องสนับสนุนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล ไทยกับรัฐบาลลาว แล้วก็สาธารณรัฐตุรกี รวมทั้งประเทศเติร์กเมนิสถาน ขอบคุณครับ