รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยอ้างอิงจากพจนานุกรมราชบัณฑิตสถาน และอธิบายว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดซึ่งมาจากปวงชนชาวไทย และหารือเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนและรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร โดยอธิบายถึงความผิดฐานเป็นกบฏตามประมวลกฎหมายอาญา และหารือเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ และการยึดอำนาจการปกครองของทักษิณ ชินวัตร โดยอ้างถึงคำพิพากษาของศาลฎีกาเก่า และถามถึงความถูกต้องของการประกาศของคณะปฏิรูปการปกครอง

นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผม จะนําเสนอท่านประธาน เพื่อให้บรรดาเพื่อนสมาชิกได้รับฟังไม่เหมือนกับผู้อื่น ดังนั้น กระผมจะต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าในอดีตผมทําอะไรมาและไปรู้อะไรมาจึงอภิปราย ไม่เหมือนคนอื่น ขอกราบเรียนนะครับท่านประธาน กระผมเคยเปึนข้าราชการตุลาการ ในศาลยุติธรรม ระยะเวลาในการรับราชการที่นั่นกว่า ๔๐ ป้ ดํารงตําแหน่งที่สําคัญก็ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประมาณ ๘ ป้ เปึนอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ๒ ศาล ก็ประมาณ ๔ ป้ ยังเปึนผู้พิพากษาอาวุโสอีก ๖ ป้ แล้วจึงออกมาทํางานการเมือง ท่านประธานครับ ในเวลาที่กระผมปฏิบัติหน้าที่เปึนศาล เพื่อออกนั่งพิจารณาพิพากษาคดีนั้น กระผมถูกบังคับให้จําต้องดําเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดี ภายใต้บังคับบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย นั่นหมายความว่าทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายนั้น จะต้องเปึนกฎหมายที่มาจากระบอบประชาธิปไตย คือผ่านกระบวนการทางรัฐสภา กฎหมายที่สําคัญที่กระผมต้องปฏิบัติเปึนเบื้องต้นก่อนที่จะพิจารณาพิพากษาคดี คือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๖ ผมขออนุญาตอ่านให้ ท่านประธานฟัง บัญญัติไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน บรรดากระบวนพิจารณาที่เกี่ยวด้วย การพิจารณา และการชี้ขาดตัดสินคดีแพ่งทั้งหลาย ซึ่งศาลเปึนผู้ทํานั้นให้ทําเปึน ภาษาไทย ในวรรคสองบอกว่า บรรดาคู่ความและเอกสารหรือแผ่นกระดาษไม่ว่าอย่างใด ๆ ที่คู่ความหรือศาล หรือเจ้าพนักงานได้ทําขึ้นซึ่งประกอบเปึนสํานวนคดีนั้นให้เขียนเปึน หนังสือไทย ท่านประธานครับ คําว่า ภาษาไทยและหนังสือไทยในมาตรา ๔๖ นี้ เมื่ออยู่ใน กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง นั่นก็หมายความถึงว่าคําว่าภาษาไทยนั้นก็จะต้องเปึน ภาษาที่มีกฎหมายรับรองทั้งคําศัพท์และคํานิยามศัพท์ ท่านประธานครับ ภาษาที่เขียน ก็เหมือนกันเรียกว่าเปึนภาษาหนังสือ ก็ต้องเปึนภาษาที่มีกฎหมายรับรอง กฎหมาย ที่รับรองทั้งคําศัพท์และคํานิยามศัพท์นั้นก็ได้แก่ พระราชบัญญัติราชบัณฑิตสถาน พระราชบัญญัติราชบัณฑิตสถานนั้นกําหนดทั้งคําศัพท์และคํานิยามศัพท์ของถ้อยคํา ในภาษาไทยที่เปึนภาษาราชการและภาษากฎหมาย โดยได้บัญญัติไว้ในหนังสือตํารา ภาษาไทยที่เรียกว่า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน จากการที่ถูกบังคับให้จําต้อง ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติราชบัณฑิตสถานและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ทําให้ต้องเข้มงวดในการใช้ถ้อยคําที่ใช้ในการออกนั่งพิจารณาพิพากษาคดีทั้งภาษาพูด และภาษาหนังสือ โดยเฉพาะภาษาหนังสือนั้นผิดไม่ได้ ทั้งคําศัพท์ ตัวสะกด และคํานิยาม ความหมาย ท่านประธานครับ ผมพูดมาถึงตรงนี้ ผมอภิปรายมาถึงตรงนี้ก็อยากจะบอกว่า ในการที่มาร่วมอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ กระผมก็ใช้วิชาที่ได้มีประสบการณ์ ในการใช้ภาษาไทยที่เปึนภาษาราชการและภาษากฎหมายเอามาปฏิบัติ

ประการแรก คือผมก็ต้องดูเสียก่อนว่าเรื่องที่เรากําลังจะพิจารณาแก้ไขกันนี่ มันเรื่องอะไร ก็คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมก็คิดว่าถ้าเราไม่รู้เสียก่อนว่า คําว่ารัฐธรรมนูญแปลว่าอะไร เราก็จะหลงทางนะครับท่านประธาน คําว่า รัฐธรรมนูญนั้น หาคํานิยามศัพท์ได้แห่งเดียวในหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญมีความหมายว่าคือกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ ยังมี ข้อความต่อ แต่กระผมจะเอาคํานิยามศัพท์เฉพาะที่ว่าคือกฎหมายสูงสุดที่ใช้ ในการปกครองประเทศ เมื่อรัฐธรรมนูญเปึนกฎหมาย ถ้าเราไม่รู้ความหมายของ คําว่ากฎหมายเราก็คงจะหลงทางอีก เดี๋ยวก็บอกว่ากฎกติกาที่ใครเขียนก็เรียกว่า กฎหมายได้ เขียนหน้าปกว่ารัฐธรรมนูญ ฉันก็รัฐธรรมนูญด้วย เขียนที่หน้าปกหนังสือว่า กฎหมาย ฉันก็กฎหมายด้วย ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้น ท่านประธานครับ คํานิยามศัพท์ ผมไม่ได้ประดิษฐ์ขึ้นเอง ไม่ได้บัญญัติเอง แต่ผมต้องขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังว่า คําว่า รัฐธรรมนูญ แปลว่ากฎหมายสูงสุด เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญคือกฎหมาย ถ้าเราไม่รู้ว่ากฎหมายคืออะไร เราก็ไม่รู้อยู่ดีว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร ผมขออนุญาตอ่าน ให้ท่านประธานฟังว่า กฎหมายเปึนภาษากฎหมาย แปลว่ากฎหรือข้อกําหนดที่สถาบัน หรือผู้มีอํานาจสูงสุดในรัฐตราขึ้น เห็นไหมครับท่านประธาน จะต้องเปึนผู้ที่มีอํานาจสูงสุด ในรัฐตราขึ้นจึงจะเรียกว่ากฎหรือข้อบังคับหรือข้อกําหนดนั้นว่ากฎหมายได้ อํานาจสูงสุด ในรัฐคืออะไรครับ เราก็เป่ดต่อ อธิปไตยคืออํานาจสูงสุดในประเทศที่ใช้ในการปกครอง ประเทศ อํานาจอธิปไตยเปึนของใคร ก็ดูต่อไปเจอที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓ ที่บัญญัติว่า อํานาจอธิปไตยเปึนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล เห็นไหมครับท่านประธาน กฎหมายนั้นจะต้องมาจากปวงชนชาวไทยซึ่งเปึนเจ้าของอํานาจอธิปไตย ตราหรือเขียน หรือบัญญัติขึ้นเท่านั้น กฎ ข้อบังคับ หรือข้อกําหนดนั้น ๆ ทางราชการหรือทางกฎหมาย จึงจะรับให้เรียกว่ากฎหมายได้ เมื่อเปึนเช่นนี้รัฐธรรมนูญที่มีใช้อยู่ในบ้านเราเวลานี้ มันมีอยู่ ๒ ฉบับท่านประธานครับ

ฉบับแรกที่เปึนของปวงชนชาวไทยก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ฉบับนี้เปึนรัฐธรรมนูญที่มาจากปวงชนชาวไทย ซึ่งเปึนเจ้าของอํานาจ อธิปไตยที่ชื่อว่าอํานาจนิติบัญญัติเปึนผู้ร่วมกันตราขึ้น ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เปึนตําแหน่งประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาก็เปึนผู้แทนราษฎรที่มา จากการเลือกตั้งของปวงชนชาวไทยของประชาชนเหมือนกับท่านประธานนี่ละครับ

ส่วนอีกฉบับหนึ่งคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มาจากปวงชนชาวไทยผู้เปึนเจ้าของอํานาจอธิปไตย แต่มาจาก คณะปฏิวัติรัฐประหารที่ไปเรียกชื่อตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข แต่ว่าเราดูทั้ง ๓ ชื่อนี้ คณะปฏิวัติก็ดี คณะรัฐประหารก็ดี หรือคณะปฏิรูปการปกครองก็ดี การกระทําของเขาที่ได้กระทําลงไปนั่นคือการยึดอํานาจ การปกครองประเทศจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ได้อํานาจแล้วก็ ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยเปึนระบอบเผด็จการทหาร การกระทําอย่างนี้ท่านประธานครับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ บัญญัติว่า เข้าลักษณะของการกระทําที่ถือว่าเปึนความผิดฐานเปึนกบฏ แล้วก็ผู้ที่เปึนผู้กระทํา ความผิดฐานเปึนกบฏนั้นสรรพนามที่ใช้ในทางกฎหมายเขาบอกว่าเปึนอาชญากร เปึนผู้ร้ายหรือเปึนโจร ดังนั้นกระผมจึงสามารถที่จะเรียกผู้ที่กระทําการยึดอํานาจ การปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าโจร ถ้าเรียกชื่อให้เต็มก็คือโจรกบฏ นี่มิใช่เปึนเรื่องที่ผมไปกล่าวหาเอง แต่ในทางวิชาการในทางหลักภาษาไทย แล้วก็ ในหลักกฎหมาย

ท่านประธานครับ เรามาดูว่าที่มาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั้นมาจากไหน ก็มาจากการยึดอํานาจการปกครองของรัฐบาลที่มี พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เปึนหัวหน้ารัฐบาลหรือเปึนนายกรัฐมนตรี คณะที่ยึดอํานาจ การปกครองที่ใช้ชื่อว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึน ประมุขนั้น ได้ประกาศยึดอํานาจการปกครองแล้วก็เข้าบริหารบ้านเมือง เข้าบริหาร ประเทศ ด้วยคณะของตนเอง โดยประกาศแถลงการณ์ไว้ในแถลงการณ์ฉบับที่ ๑ ว่า ยึดอํานาจการปกครองได้แล้ว ยึดอํานาจการปกครองได้แล้วก็มีประกาศตามออกมาอีก ๒ ฉบับ ฉบับที่ ๓ ก็ได้ความสรุปว่าให้มีการยกเลิกให้รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง รัฐสภาสิ้นสุดลง คณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ศาลต่าง ๆ สิ้นสุดลง เห็นไหมครับ องค์ประกอบของการกระทําที่ ระบุไว้ในประกาศแถลงการณ์ทั้ง ๒ ฉบับนั้นเข้าลักษณะของการกระทําที่เปึนความผิดฐาน เปึนกบฏ แต่ที่มันน่าแปลกใจท่านประธานครับ ประกาศแถลงการณ์ทั้ง ๒ ฉบับนี้ได้มี การประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งเปึนเอกสารราชการ ท่านประธานแปลกใจไหมครับ นี่คือการประกาศให้การรับสารภาพว่าฉันเปึนกบฏไว้ในราชกิจจานุเบกษาซึ่งเปึนเอกสาร ราชการ ผมก็ไม่เคยพบเคยเห็นว่าได้มีการรับสารภาพว่าเปึนกบฏในหนังสือราชการ แล้วท่านประธานครับ มีรัฐธรรมนูญมาตราใดหรือบทบัญญัติกฎหมายใดบัญญัติไหมว่า ผู้ที่เปึนกบฏนั้นได้อํานาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย มีรัฐธรรมนูญมาตราใดบัญญัติไหมว่า เมื่อเปึนกบฏแล้วสามารถออกกฎหมายยกเว้นโทษให้ตัวเองได้ แล้วก็บอกด้วยว่าตัวเอง มีอํานาจนิติบัญญัติ มีอํานาจบริหาร และมีอํานาจตุลาการในตัวเอง ไม่มีนะครับ เมื่อไม่มี ความผิดฐานเปึนกบฏนั้นก็ยังคงอยู่ แต่เหตุที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เราพากันมาเรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งถ้ามันเปึนของแท้ก็จะต้องแปลว่าเปึนกฎหมายสูงสุด ของประเทศด้วย แต่นี่มาจากการประกาศเปึนกบฏในราชกิจจานุเบกษาว่าฉันนั้นเปึนกบฏ แล้วก็มีกระบวนการที่รับช่วงต่อจากการยึดอํานาจการปกครองหรือการเปึนกบฏนั้น ก็เคยได้มีพวกคณะปฏิวัติหรือคณะกบฏนั้นได้มีการตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้น ร่วมกระบวนการในการเปึนกบฏหรือเปล่า ก็ลองสันนิษฐานเดากันดูเองท่านประธานครับ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนั้นมิใช่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อมิใช่ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอํานาจ ตุลาการที่จะพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเหมือนอย่างศาลที่ตั้งในระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มาจากประชาชน เห็นไหมครับท่านประธาน เมื่อไม่มีบทบัญญัติยกเว้นโทษให้ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองทุกฉบับก็จึงเปึนเพียง ประกาศของคณะปฏิวัติหรือของพวกโจรกบฏเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงให้ประกาศ คณะปฏิวัติหรือปฏิรูป หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ประกาศใช้ ป้ ๒๕๔๙ ชั่วคราว รวมตลอดมาจนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ด้วย ต่าง ๆ เหล่านี้ ประกาศเหล่านี้ รัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับนี้ล้วนมีที่มาจาก การยึดอํานาจการปกครองหรือที่เรียกว่าเปึนกบฏทั้งนั้น ที่มีการเรียกกันว่ากฎหมาย เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญนั้น มีต้นเหตุที่มาจากคําพิพากษาศาลฎีกาเก่า คือคําพิพากษา ศาลฎีกา ที่ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ ท่านประธานครับ คําพิพากษาฎีกาฉบับเก่าโบราณนั้น ได้มีการพิพากษาคดีในเวลาที่บ้านเมืองปกครองด้วยคณะปฏิวัติ คําพิพากษาฎีกา ฉบับนั้นพิพากษาไว้ว่าเมื่อคณะปฏิวัติยึดอํานาจการปกครองได้สําเร็จ อํานาจ ในการปกครองประเทศที่เรียกว่ารัฐฐาธิปัตย์ก็ย่อมตกเปึนของคณะปฏิวัติ ประกาศใด ๆ ของคณะปฏิวัติย่อมมีผลเปึนกฎหมาย อันนี้ละครับ ก็มีตุลาการรัฐธรรมนูญไปหยิบยก เอาฎีกาเก่าเหล่านี้มาอ้าง แล้วก็พิพากษาหรือชี้ขาดว่าประกาศของคณะปฏิรูป การปกครองเปึนกฎหมาย แล้วก็เลยไปถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ป้ ๒๕๔๙ และรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งมาจากคําพิพากษาเดียวกันก็เปึนกฎหมายไปด้วย ผมอยากกราบเรียนถามท่านประธานว่าคําพิพากษาที่พิพากษาว่าคณะปฏิวัติซึ่งเปึนกบฏ ยึดอํานาจได้สําเร็จแล้วได้อํานาจในการเขียนกฎหมายนั้น แปลความได้ว่าศาลฎีกา พิพากษาว่าเมื่อคณะปฏิวัติยึดอํานาจได้สําเร็จอํานาจอธิปไตยก็เปึนของคณะปฏิวัติ ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งในมาตรา ๓ ใช่ไหมครับท่านประธาน