รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

สมเกียรติ ศรลัมพ์ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอมา โดยวิจารณ์ว่าร่างนี้ไม่มีความสำคัญ และไม่ได้เข้าถึงแก่นของปัญหาของบ้านเมืองปัจจุบัน และเรียกร้องให้รัฐสภาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยปรองดองกัน โดยกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของระบอบการเมืองจากประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์ไปสู่การเมืองที่มีการเลือกตั้งแบบพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่น และการสร้างความไม่สงบในสังคม

นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม สมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ฟังการอภิปรายของท่านสมาชิก มาตั้งแต่เช้า ความจริงแล้วถ้ารวบรวมประมวลการอภิปรายของทุกท่านมานี่นะครับ ให้สาระครอบคลุมที่จะให้ทุกคนได้ตัดสินใจแล้วว่าแนวทางข้างหน้าเราจะเดินไปอย่างไร หลายคนมาพูดถึงรายละเอียดถึงสาระของเนื้อหาการที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญนี้ ผมขอกราบเรียนท่านเลยครับว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ที่เรากําลังเสนอกันอยู่ ผมคิดว่า ไม่มีความสําคัญอะไรเลย ทําไมผมจึงพูดอย่างนั้น เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอมา ของรัฐบาล ก็คือแก้ไขมาตรา ๙๓ แล้วก็มาตรา ๙๘ แล้วก็มาตรา ๑๙๐ ๒ มาตราแรกนั่นก็เรื่องของการเพิ่มจํานวน ส.ส. ซึ่งผมมาวิเคราะห์ดูแล้วผมเชื่อว่าไม่มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนไหนหรอกยอมที่จะลดจํานวน ส.ส. เหลือ ๓๗๕ ท่าน แล้วเพิ่ม ส.ส. แบบสัดส่วนอีกเปึน ๑๒๕ ท่าน ผมได้ถามได้คุยกับนักวิชาการ หลายคนผมเสียดาย ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เวลาเราให้คนมาพิจารณากลั่นกรองเราต้องให้นักการเมืองไปคุย ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผมเคยได้ร่วมเปึนที่ปรึกษารองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี่ครับ ได้ไปดูเขาร่างต้นร่างที่กําลังอยู่ที่บางแสนนะครับ เข้าไปสังเกตการณ์ข้างใน ทัศนคติคนร่างมีความรู้สึกอคติต่อนักการเมือง เวลาพูดมาถึงนักการเมืองทีหนึ่งก็จะหัวเราะ เยาะเย้ยเหมือนกับว่านักการเมืองบาร์บาเรียน (Barbarian) เปึนผู้ที่ไร้ซึ่งจริยธรรม ควรจะ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง อันนี้ผมก็ไม่ได้โทษเขานะครับ เปึนทัศนคติของทางวิชาการทัศนคติ ของผู้ที่กระทํานั้น แต่ผมมามองดูว่านักการเมืองก็เหมือนกันครับ พอภาพที่ออกไปประชาชน เห็นว่ามันไม่เปึนที่พึ่งหวังได้ประชาชนก็เบื่อหน่าย สังคมเราในปัจจุบันนี้กําลังจะเปลี่ยนแปลง กําลังจะถ่ายโอนจากสังคมที่เขาเรียกทราดิชันนัล โซไซตี้ (Traditional society) ไปสู่ โมเดิร์น โซไซตี้ (Modern society) คือสังคมที่เคลื่อนไหวจากสังคมอุปถัมภ์ไปสู่สังคม ที่จัดการอย่างเปึนระบบ ระหว่างการเคลื่อนไหวอยู่กลาง ๆ มันต้องมีการปรับตัว การปรับตัว ต่างคนก็ต่างจะแย่งยึดผลประโยชน์เข้าสู่กลุ่มตน ผมเลยขอกราบเรียนนะครับว่าปัญหา ที่เราพูดทั้งหมดมันไม่ได้เข้าถึงแก่น แก่นของปัญหาของบ้านเมืองเราปัจจุบันคือการที่สังคม กําลังยื้อยุดฉุดกระชากผลประโยชน์ที่กําลังถูกเปลี่ยนแปลงระหว่าง ซูเปอร์ สตรัคเจอร์ (Super structure) คือโครงสร้างส่วนบนของกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ในสังคมมาระยะเวลาอันยาวนาน เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงเปึนระบบประชาธิปไตยแล้วมีกลุ่มใหม่เข้ามา เข้ามามีผลประโยชน์ เข้ามาเกี่ยวเนื่องจนกระทั่งมากขึ้น ๆ แล้วประชาชนคนรากหญ้าก็มีความรู้สึกว่าตัวเองได้ ผลประโยชน์ต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตย ได้เห็นว่าประชาธิปไตยนั้นกินได้ ได้เห็นโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลประชาธิปไตยส่งไปสู่ชนบท จึงเกิดพลังการต่อสู้ทางการเมือง ขึ้นมาซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ผมเปึนนิสิตนักศึกษาสมัย ๑๔ ตุลา สมัย ๖ ตุลา การต่อสู้สมัยก่อน เปึนการต่อสู้ของเยาวชน นักศึกษาทั้งนั้น ไม่มีประชาชนมาต่อสู้ แต่ครั้งนี้ที่สังเกตดูเปึน ประชาชนทั้งคูเลยครับ ทั้ง ๒ ฝ์าย ผมมองด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าเขามีความเชื่อมั่น ในแนวความคิดของเขาไม่ว่าฝ์ายต่าง ๆ แต่นั่นก็เปึนมิติของประชาชน แต่มิติของท่านทั้งหลาย ที่เปึนผู้นําผมได้ฟังการอภิปรายของท่านอาจารย์สุนัยของผมนะครับ ตอนนี้ท่านเปึนดอกเตอร์แล้ว เปึน ส.ส. จังหวัดนครสวรรค์ด้วยกันนี่ละครับ ปาร์ตี้ ลิสต์นี่ ท่านได้อธิบายชัดถึงว่าปัจจุบันนี้ ประเทศเราอยู่ที่ปัญหาโครงสร้างอํานาจ เปึนอย่างไรผมไม่ต้องย้อน เพราะว่าท่านทั้งหลาย ฟังมาแล้ว แล้วมาเติมด้วยท่านวุฒิพงศ์ ฉายแสง ได้อธิบายถึงมิติต่าง ๆ ของความขัดแย้ง ในเชิงเปรียบเทียบถึงการแข่งขันฟุตบอลเพื่อให้เทรนด์ (Trend) ทันสมัยกับซีเกมส์ (SEA Games) หรือว่าเอเชียนเกมส์ นี้ ความจริงท่านพูดง่าย ๆ ให้ทุกคนเข้าใจ ผมเชื่อว่าสติปัญญาของท่าน และผู้ที่ฟังทางบ้านเข้าใจว่าบ้านเมืองเราเกิดอะไรขึ้น ผู้เป์านกหวีดเปึนอย่างไร ไลน์แมน (Lineman) เปึนอย่างไร ผมบอกท่านเลยครับว่าเดี๋ยวนี้นักฟุตบอลที่แข่งกันนี่แข่งด้วยความกลัว กลัว กกต. ผมนี่สัมผัสกับ กกต. มาดี ว่า กกต. นี่มีหน้าที่ปัจจุบันคือการจัดการเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้งนั้น แล้วการสืบสวนสอบสวน สมัยก่อนที่ผมเปึนสมาชิกวุฒิสภา ผมยังมีความรู้สึกเลยครับว่าเวลาโดนร้องเรียนแล้วให้ผมมาพรีเซนท์ (Present) ต่อหน้า ท่านยุวรัตน์ ท่านโคทม แล้วอาจารย์สวัสดิ์ โชติพานิช ผมรู้สึกสบายใจ ผมได้พูดแล้ว ซักถามปัญหาต่อ กกต. ๕ คน ว่าผมผิดอะไร ผมชั่วเลวอะไรท่านซักผมมาเลย แต่ท่านเชื่อไหม กกต. ชุดนี้ไม่ได้ให้เจอหรอกผู้ที่ถูกร้องเรียน ให้เจอเจ้าพนักงานสอบสวนของ กกต. ก็จะผ่าน มาตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับเขต ระดับอะไรก็ตาม ทีนี้ท่านคิดหรือครับว่ารอยรั่วต่าง ๆ ในระหว่างทางที่เกิดขึ้น มีการตั้งแล้วไปพรีเซนท์ เอง แล้วเจ้าหน้าที่ของตัวเอง มันก็ไม่สามารถสร้างความเปึนธรรม ชอบธรรมได้หรอก ผมบอกแม้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ท่านจะตัดสินประหารชีวิตคนทั้งที ท่านเจอนักโทษไม่ได้หรือ ท่านสบตาเขาสิ เขาเปึนคนดีไหม เพราะกระบวนการการตัดสินใจ ทางการเมืองนั้น เขาเห็นว่าควรเชื่อได้ว่าก็ผิดได้แล้วเพราะฉะนั้นแล้วการตัดสินใจของท่าน ความผิดนั้นมันต้องประจักษ์ชัดในการตัดสินใจ ผมขอเรียนนะครับ ฝากไปถึง กกต. ด้วย งวดหน้าถ้าท่านเปึนผู้เป์านกหวีดที่เปึนกลางบ้านเมืองจะสงบสุข แล้วก็วางหลักเกณฑ์ให้ชัด สิ่งหล่านี้อย่างที่ท่านวุฒิพงศ์พูดว่าเรื่องที่กําลังเกิดขึ้นผมขอให้ท่านทั้งหลายกลับมาเถอะครับ กลับมาดูการพัฒนาของประเทศเรา

ทีนี้มาดูท่านผู้อภิปรายที่ผ่านมาสักครู่นี้ พอดีผมกําลังจะพูดที่จะให้เห็นว่า ใน ๔ ร่างผมจะเสนออะไร ผมจะไม่เห็นด้วยกับอะไร พอดีท่านที่พูดผ่านผมเมื่อสักครู่นี้ บอกว่าบ้านเมืองเราเดินไปไกลแล้ว ป้ ๒๕๔๐ ไม่มีแล้ว ท่านชํานิก็บอกไม่มีแล้ว เหมือน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๔๗๕ เรามาพูดกันเรื่องใหม่ ท่านครับ ผมไม่ได้มองว่าประเทศเรา เดินไปไกลแล้ว ผมมองว่าประเทศเราเดินผิดทางแล้ว ผิดทางจนกระทั่งว่า ท่านเห็นไหมว่า ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เราทะเลาะกันมาตลอด แตกแยกกันตลอด เพราะกลไก ต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้วางระบบไว้อย่างแข็งแกร่ง ที่ต่อสู้กันในโครงสร้างของสังคมนี่ มันยิ่งนานวันขึ้น ถ้าท่านไม่เจรจาไม่ปรองดองกันนะครับ ท่านอย่าคิดว่าสังคมเขาจะยอมกัน สังคมในอนาคตจะเลวร้ายมากกว่านี้อีก ที่ผมพูดผมได้สัมผัสความคิด สัมผัสคน เข้าไป เห็นแล้วครับว่าเขาเจ็บปวด แม้ตอนนี้ท่านจะบีบคั้นเขาได้ เขารอได้ครับ อีก ๕ ป้ อีก ๑๐ ป้ แล้วท่านจะให้บ้านเมืองเราเปึนอย่างนั้นหรือสังคมเราที่ผ่านมามีแต่การเจรจา มีแต่การปรองดองกัน มีแต่พูดจาถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ณ วันนี้แต่ละกลุ่มแต่ละพวกไม่มีการพูดถ้อยทีถ้อยอาศัยเลย ต่างคนต่างห้ําหั่นกันเพื่อจะต่อสู้ซึ่งกันและกัน แต่ผมเสียดายนะครับคนที่ตายคือประชาชน แต่ผู้นําทั้งหลาย ผมก็เห็นมาให้เห็น ๆ นี่ครับ เพราะฉะนั้นแล้วหยุดเถอะครับ สังคมเราเดือดร้อน มากพอแล้วที่มาเคลื่อนไหวนี่คนก็มีความรู้สึกว่าทําไมต้องออกมาอีกแล้ว ถ้าสิ่งเหล่านี้ เราไม่แก้ไขความขัดแย้งเกิดขึ้นแน่นอน เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนท่านเลยว่า มิติที่บอกว่า เรื่องของทําไมผมถึงเลือกรัฐธรรมนูญฉบับของหมอเหวงหรือฉบับของประชาชนนี่ครับ เพราะผมได้ดูของรัฐบาลนะครับ ผมคิดว่ารัฐบาลเสนออันนี้มาสักแต่ว่าเสนอ เพื่อให้กระบวนการ มันเดินไป เพราะว่าได้สร้างคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาแล้ว สมัยอาจารย์ดิเรก ถึงฝัืง ก็ไม่ได้ ดําเนินการ มันถึงขั้นใกล้แล้วที่จะต้องเสนอ แล้วของพรรคร่วมรัฐบาลก็เสนอ ผมมองว่า มิติในการเสนอ ๒ เรื่องหลักนี่เปึนการแก้ไขปัญหาของตนเองของพรรค ไม่ใช่แก้ปัญหา รากฐานของประชาชน ถ้าท่านตั้งใจจะแก้ไขปัญหารากฐานของประชาชนแล้ว ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้เป่ดกว้าง โดยเอารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มารีวิว (Review) กันใหม่ ผมเห็นแล้วครับว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อย่างที่ท่านวุฒิพงศ์พูดว่าไม่มีใครปฏิเสธเลยว่า อันนี้ไม่ดี ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ว่าข้อบกพร่องเกิดจากคนใช้ ถ้าคนใช้ ใช้ เพื่อแสวงหาอํานาจ ส่วนตน ก็จะมีกระบวนการที่บิดเบือนไปได้ หรือเบี่ยงเบนไปได้ เราก็แก้สิครับ การได้มาซึ่ง องค์กรอิสระ แก้สิครับ ค่อย ๆ ทุกอย่างถ้ามีการปรับแต่ง มีการดําเนินการค่อย ๆ ปรุงแต่ง มันก็จะแก้ไขกันได้ แต่เราใจร้อนครับ เหมือนกับเราปัุนถ้วยชามมา ถ้ามันไม่กลมเราก็ค่อย ประคองให้มันกลม อันนี้ตีอยู่เฉย ๆ ก็เรียกอํานาจนอกระบบมาตีให้แตก แตกแล้วก็สร้างใหม่ สร้างใหม่มาตั้งเปึนสิบ ๆ ฉบับแล้ว ไม่มีประเทศไหน กินเนสส์บุ๊ก (Guinness Book) น่าจะมาลงนะครับ ประเทศไทยน่าจะเปึนประเทศเดียวที่มีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นแล้วคนเขาไม่ได้หัวเราะนะ เขาเยาะเย้ยว่าอะไรประเทศนี้ไม่เคยเรียนรู้ กระบวนการทางสังคมเลยหรือ จึงมีการสร้างรัฐธรรมนูญกันขนาดนี้ จริง ๆ ไม่ต้องมีฉบับ เดียวค่อย ๆ แก้ มีปัญหาอะไรก็ค่อยแก้ไปนะครับ เพราะประเทศนี้จะอยู่ยาวนานเปึนร้อยป้ เปึนพันป้ แต่พวกท่านทั้งหลายเดี๋ยวก็ตายแล้วครับ ที่เก่งทั้งหลายแหล่นี่นะครับ ไม่ว่าจะเปึน ผบ. ทั้งหลายอะไรต่าง ๆ อายุมากกันแล้ว ผมก็มานั่งปลงสังขารว่าคนเราอายุไม่เกิน ๘๐ ป้ ยกเว้นท่านประธานท่านอายุยืนนะครับ มันไม่เท่าไรหรอก ถ้าเรามาแก้กัน มาปรองดองกัน มาคุยกัน กลไกต่าง ๆ สังคมก็ไม่ต้องเอาสถาบัน องค์กรต่าง ๆ เข้ามายื้อยุดต่อสู้กันจนโครงสร้างหลักของบ้านเมืองจะพังหมดแล้วนะครับ ผมพูดนี่หลายคนก็รู้สึกว่าน่าจะเข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกกันว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร ถึงแม้ว่าผมสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน ผมก็ไม่คิดว่าจะแก้ได้หรอก เพราะ สังคมไทยเราลูบหน้าปะจมูก จะเอาอะไรไว้ใต้พรม จะรักษาหน้าตาไม่อยากจะเกิดความขัดแย้ง แต่เรื่องนี้ถ้าท่านใจกล้ากันสักนิดหนึ่ง ที่ท่านชํานิบอกว่าแล้วใครละจะเปึนคนแก้ แก้เรื่องอะไร ประโยชน์ประชาชนได้อะไร ผมมองแล้วว่าคนแก้คือรัฐสภานี่แหละ พวกเรานี่แหละ ถ้าเรา ใจถึงเราคิดว่าเราเปึนตัวแทนของประชาชน ประชาชนต้องการอะไรท่านก็แก้สิ่งนั้นนะครับ ทีนี้ ผมถามว่าแล้วทําไมไม่แก้ป้ ๒๕๕๐ ผมเห็นแล้วปรัชญาวิธีการร่างรัฐธรรมนูญของป้ ๒๕๕๐ นั้น ไปไม่ได้เลย แก้ไม่ได้เลยครับ ถ้าท่านไม่รอเดี๋ยวจะมีคนมาฉีกอีก เพราะอะไรครับ เพราะว่า รัฐธรรมนูญเปึนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กติกาเขาเรียกว่าทฤษฎีสัญญาประชาคมของจอห์น ล็อก หรือว่าโธมัส ฮอบส์ บอกเลยว่าเปึนกติกาที่ให้ประชาชนทั้งหมดอยู่ร่วมกัน เปึนการรักษา สมดุลและผลประโยชน์ของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละพวก แต่ว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ สร้างมาด้วยความกลัวบุคคล เมื่อกลัวบุคคลคนหนึ่งจะมีอํานาจก็พยายามทํากติกาทาง การเมืองให้อ่อนแอ เดี๋ยวนี้ผมก็สงสาร ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นะครับ ท่านเปึน นายกรัฐมนตรีผมก็อยู่กับท่านมา ๕-๖ เดือน กระผมก็คิดว่าจะยุบสภาแล้ว ค่อย ๆ กระเถิบไปเรื่อย ท่านสามารถรักษาสถาบันสภามายาวนานขนาดเกือบจะครบเทอม ผมว่าท่านแน่แล้วครับ จิตใจแข็งแกร่ง แต่อย่างไรก็ตามผมฝากให้ท่านแข็งแกร่งอีกนิดหนึ่ง ตอนปลาย สร้างบรรทัดฐานให้สังคมได้รู้ว่าท่านกล้าที่จะทําอะไรเพื่อประชาชน ไม่ใช่ ประคับประคองเพื่อความอยู่รอดแล้วก็สังคมจะเปึนอย่างไร ท้ายนี้ผมจะขอกราบเรียน ท่านว่ามิติของสังคมที่เราจะเดินไปตั้งแต่เลวจัดจนถึงดีขึ้นมาเรื่อย ๆ เปึนอย่างไร ถ้าเลวจัด ก็คือว่าผู้มีอํานาจรู้สึกว่านักการเมืองเปึนผู้ที่ไม่ไว้วางใจ เปึนผู้ที่ไม่สามารถจะทําอะไร ให้กับโครงสร้างและสังคมได้ ก็มีการปฏิวัติแล้วปรับปรุงโครงสร้างสังคมใหม่ โครงสร้างดุลยภาพ ของอํานาจใหม่ ไม่ว่าประเทศนี้จะเปึนอย่างไรฉันไม่สน ฉันจะรักษาระบบเก่านี้เข้าไว้

ประการที่สอง ดีขึ้นมาอีกหน่อยก็คือว่าไม่มีการปฏิวัติแต่จะใช้พรรคการเมือง นอมินี (Nominee) แล้วใช้โครงสร้างกลไกทั้งหมดเกื้อหนุนในการเป์านกหวีด เพื่อให้พรรคการเมือง นอมินีที่ตัวเองสนับสนุนได้อํานาจรัฐ แล้วลักษณะพรรคการเมืองก็จะเล็กแล้วก็ต่อรอง ชิงอํานาจกัน ต่อรองผลประโยชน์ สร้างแคเรีย (Career) ของผลประโยชน์กันอย่างที่เปึน ปัจจุบัน สถาบันทางการเมืองก็อ่อนแอ สถาบันทางสังคมก็รู้สึกว่าการเมืองไม่สามารถ ช่วยเขาได้เลย พอนาน ๆ เข้าไปก็จะเกิดความรู้สึกขัดแย้งแล้วเปลี่ยนแปลง

ประการที่สาม ปล่อยให้การเมืองเดินไปโดยไม่ต้องมีการที่จะแมเนจ (Manage) อะไรนะครับ โดยธรรมชาติ เสร็จแล้วพรรคต่าง ๆ ที่ดําเนินการก็ปล่อยให้เดิน ไปโดยธรรมชาติ แต่ไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลไกต่าง ๆ ในสภาก็อ่อนแอ แต่กลไกที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างอํานาจรัฐตั้งแต่องค์กรอิสระต่าง ๆ ก็จะดําเนินการ

สุดท้ายขอท่านทั้งหลายครับว่าสุดท้ายปล่อยให้การเมืองเดินไปเถอะครับ บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของเราคนเดียว บ้านเมืองนี้เปึนของประชาชน ๖๔ ล้านคน ถ้าท่านสามารถ ปล่อยให้บ้านเมืองนี้เดินไปด้วยความรู้สึกรับผิดชอบ แล้วผมเชื่อว่าสามัญสํานึกของ ส.ส. ของกลุ่มคนต่าง ๆ ก็จะเดินไป แล้วสังคมโลกก็จะยอมรับเมืองไทยในอนาคต ขอบคุณครับ