รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

สุรชัย ชัยตระกูลทอง เสนอแนะว่ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่ 4 ควรแก้ไขโดยใช้กลไกของสภานิติบัญญัติ และไม่ควรใช้อำนาจอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังพูดถึงการปฏิรูปการเลือกตั้งและวุฒิสภา โดยชี้ว่าการเลือกตั้งแบบทางอ้อมและองค์กรอิสระอาจนำไปสู่ความเสื่อมของระบอบประชาธิปไตย และเสนอแนะว่าการสรรหาส.ว.ควรเป็นธรรมและยุติธรรมเพื่อป้องกันความเสื่อม

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดชลบุรี และในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้นั่งฟังแล้วก็ใช้ดุลยพินิจได้พิจารณา เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ๔ ฉบับ ผมเองก็ได้ระลึกถึงว่าประชาธิปไตยบ้านเรา เปึนอย่างไร แล้วก็กว่า ๗๘ ป้แล้วที่เรียกว่าประเทศไทยเราเองนั้นมีการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยและมีรัฐธรรมนูญมาถึง ๑๘ ฉบับ แล้วทุกฉบับนั้นจะถูกเขียนขึ้นด้วยการทํา รัฐประหารเปึนส่วนใหญ่ แล้วผมเองนั้นก็เปึนคนหนึ่งที่ชื่นชมและชื่นชอบในรัฐธรรมนูญ ฉบับ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึนรัฐธรรมนูญที่ถูกเขียนขึ้นโดยประชาชน และมีกรอบระยะเวลา เพียงพอที่เหมาะสม และมีการทําประชาพิจารณ์ ตลอดจนมี สสร. ที่ช่วยกันสร้างขึ้นมา แล้วก็เปึนที่ยอมรับนะครับ แล้วผมเองนั้นก็ได้ใช้โอกาสของตัวกระผมเองซึ่งในฐานะที่ นักอุตสาหกรรม เปึนอดีตผู้นําในภาคอุตสาหกรรมเข้ามาสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว. ของ จังหวัดชลบุรี ผมได้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นค่อนข้างที่จะส่งเสริมให้คนที่มีความรู้มีความสามารถ ได้เข้ามาในระบอบการเมืองการปกครองนะครับ สิ่งหนึ่งที่วันนี้เราพูดถึงรัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับนั้น ผมคนหนึ่งเห็นด้วยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นเปึนสิ่งที่ดี เพราะว่า ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ผมได้กล่าวก็คือว่า ผมเองนั้นได้สมัครรับเลือกตั้งเปึน ส.ว.และผมเองนั้นก็ได้รับเลือกเปึน ส.ว. แต่ไม่สามารถ เข้ามาในสภาแห่งนี้ได้ ต้องอยู่นอกสภาเปึนเวลา ๕ เดือน จากนั้นก็จะถูกการปฏิวัติไป การที่เราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็หมายความว่ากรอบระยะเวลาหรือเงื่อนไขเวลาที่เปลี่ยนไปนั้น ความล้าหลัง ความเสื่อมของข้อกฎหมายนั้น เราจําเปึนต้องนํามาทบทวน และต้องแก้กัน ด้วยสภาแห่งนี้ให้ได้ โดยใช้กลไกของสภานิติบัญญัติของเราหรือรัฐสภาของเรานั้นเปึนผู้ ขับเคลื่อนในการแก้ไขมากกว่าใช้อํานาจอื่นที่ไม่ใช่อํานาจประชาธิปไตยเข้ามาแก้ไข อันนี้ ผมขอสนับสนุนนะครับ แล้วก็ในส่วนดีของรัฐธรรมนูญฉบับที่นําเสนอโดยประชาชน เข้าชื่อกันถึง ๗๑,๕๔๓ คน ที่ได้ยื่นมาว่าขอใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เข้ามาเพื่อแก้ไข และมาใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็มีสิ่งที่ดีอยู่หลายอย่าง ผมอยากจะ กราบเรียนอย่างนี้ว่าในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้ถูกพัฒนาระบอบประชาธิปไตยมาถึง ลําดับขั้นที่ ๓ ในลําดับการพัฒนาประชาธิปไตยมีอยู่ ๓ ขั้นตอน

ขั้นแรกก็คือเปึนการเลือกตั้งทางตรง คือประชาชนก็เลือกผู้นําไปเลย

อันที่สอง ก็ถูกพัฒนาเปึนการเลือกตั้งแบบทางอ้อม ก็โดยมีผู้แทนเปึน ส.ส. และ ส.ว. แล้วรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นั้นเปึนการพัฒนาที่ล่าสุดก็คือการเลือกตั้งทางอ้อม รวมกับองค์กรอิสระที่มีขึ้นมา ๗ องค์กรอิสระ เราก็จะได้พบว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในข้อเสียนั้นผมมีความเชื่อมั่นว่าคงเกิดจากผู้ใช้รัฐธรรมนูญมากกว่าที่ใช้อํานาจของรัฐก็ดี เข้าแทรกแซง หรือองค์กรอิสระที่รัฐธรรมนูญได้เขียนขึ้นมาก็ดีไม่ได้เปึนกลาง ไม่มี ความเที่ยงธรรม จึงทําให้รัฐธรรมนูญนั้นเสื่อมลงไปนะครับ ผมก็เลยเห็นว่าถ้ามีการปรับปรุง ผู้ใช้และเข้าใจถึงรัฐธรรมนูญที่ดีก็จะสามารถที่จะใช้รัฐธรรมนูญให้เปึนประโยชน์กับ ประเทศชาติได้นะครับ

แล้วในอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือในเรื่องที่เรียกว่า ส.ว. ที่เราได้กล่าวถึงกันว่า ส.ว. นั้นมาจากการเลือกตั้ง ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นถึง ๒๐๐ คน และรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นมีจัดเปึนทั้ง ๒ แบบ คือแบบเลือกตั้งและแบบสรรหา ซึ่งในอดีตก่อนที่จะมี การเลือกตั้ง ส.ว. นั้นก็มาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีนําชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ สุดท้าย ก็มองว่าไม่ใช่เปึนระบอบประชาธิปไตยที่ดีจึงทําให้เกิดการเลือกตั้ง เมื่อมีการเลือกตั้ง เสร็จแล้วก็ถูกการกล่าวหาว่าเปึนสภาที่เรียกว่าเปึนสภาทาสก็ดี หรือสภาที่ไม่ปฏิบัติ ตามหน้าที่ของวุฒิสภาที่ดี ผมเองเรียนอย่างนี้ว่าผมเรียกว่าเปึนความเสื่อมของผู้ที่ใช้อํานาจ ผู้ที่อยู่ในตําแหน่ง ฉะนั้นการที่เรามีรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ขึ้นมา แล้ว ส.ว. มาจาก การสรรหา ผมเองก็เห็นว่าไม่ได้ผิดอะไรไป เพียงแต่ว่าความเสื่อมอาจจะเกิดขึ้นได้อีก ในระยะอันใกล้ ๆ ถ้าหากว่าบุคคลที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ตัวแทนทั้งหมด ๗ ท่าน เปึนผู้ที่คัดสรรผู้ที่มาทําหน้าที่ ส.ว. สรรหา แต่วิธีการคัดสรรนั้นไม่เปึนธรรม ไม่ยุติธรรม เล่นพรรคเล่นพวก ความเสื่อมก็จะต้องเกิดขึ้นอีก รัฐธรรมนูญก็ต้องแก้กลับไปให้ประชาชน เปึนผู้เลือกตั้งย่อมน่าจะดีกว่าอีกเปึนอย่างนั้นนะครับ ถ้าหากว่าการสรรหานั้นเปึนธรรม ผมก็คิดว่าก็ยังสามารถที่จะใช้ต่อไปได้นะครับ

ส่วนมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ที่มีการแก้ไขเกี่ยวกับ ส.ส. เขตนะครับ เหลือ ๓๗๕ ส.ส. บัญชีรายชื่อเปึน ๑๒๕ นี่นะครับ ผมเองอยากจะสนับสนุนอย่างนี้ว่า เขตเดียวเบอร์เดียว ผมคิดว่าเปึนการเลือกตั้ง ส.ส. ผู้แทนราษฎรที่ดีที่สุด สามารถเลือกคนดี เลือกคนเปึนตัวแทนจริง ๆ ส่วนบัญชีรายชื่อนั้นผมยังสนับสนุนว่าต้องเปึนเขตเดียว เพราะว่า ๘ เขต เจตนารมณ์ของบัญชีรายชื่อหมายความว่า ส.ส. ทั้ง ๘ เขตต้องเปึนเขต ยุทธศาสตร์ ๘ เขต แต่ผมเห็นเขียนตอนหาเสียงเท่านั้นเอง หลังจากนั้นรัฐบาลไม่เคยหยิบยุทธศาสตร์ทั้ง ๘ เขตมาประยุกต์ มาวางเปึนกลยุทธ์ ในการบริหารราชการแผ่นดิน กลายเปึนว่าเปึนการเขียนเพื่อ ถ้าว่ากันจริง ๆ ก็คือ หลอกลวงประชาชน เพื่อให้ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๘ เขต ควรจะรวมกันเหลือเขตเดียวทั่วประเทศ ผมว่าน่าจะเหมาะสมและถูกต้องครับ ส่วนมาตรา ๑๙๐ เองนั้นผมได้มีโอกาสเดินทางไปพบเอกอัครราชทูตไทยประจํา หลายประเทศนะครับ ทั้งในยุโรป ทั้งในอเมริกา ซึ่งก็ยอมรับว่ามาตรา ๑๙๐ นั้นก็มี ผลกระทบต่อการเจรจาข้อตกลงต่าง ๆ ซึ่งไม่กระทบกับความมั่นคง แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น ผมยังเชื่อว่ามาตรา ๑๙๐ ยังเปึนประโยชน์อยู่นะครับ เพียงแต่ว่ารัฐบาลควรจะต้องไป ออกกฎหมายลูกที่บ่งบอกว่าสนธิสัญญาข้อตกลงอย่างไรที่จะไม่ต้องผ่านรัฐสภาแห่งนี้ สามารถกระทําได้ อันนั้นผมคิดว่าน่าจะทําให้สภาผู้แทนราษฎรก็ดี วุฒิสภาก็ดี ได้สามารถ ตรวจสอบ ได้รับรู้ถึงข้อตกลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลที่ได้ไปทํากับต่างประเทศไว้ ผมเองนั้นก็ขอสนับสนุนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะทําได้และควรจะทําในรัฐสภาแห่งนี้ ขอขอบคุณครับ