วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นการแก้ไขระบบการเลือกตั้งและมาตรา 190 โดยวิจารณ์ระบบการเลือกตั้งที่ไม่เห็นความจริงใจและความรับผิดชอบต่อประชาชน และเสนอแนะการแก้ไขเฉพาะวรรคห้าเพียงอย่างเดียว และเพิ่มเงื่อนไขในการพิจารณาของรัฐสภา นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐสภากำหนดเงื่อนเวลาพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เสนอจากประชาชน และเสนอให้ตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา วันนี้เรามีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเปึนวันที่ ๒ ในส่วน เรื่องของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจํานวน ๔ ฉบับ โดยมีฉบับ คปพร. เปึนการแก้ไขทั้งฉบับโดย ใช้ฐานของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นอกจากนั้นก็มีฉบับที่ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลจํานวน ๑๐๒ ท่านได้เสนอแก้ไขใน ๒ ส่วน แล้วก็ฉบับของรัฐบาลซึ่งมี ๒ ฉบับด้วยกัน เปึนเรื่อง ของระบบการเลือกตั้ง ที่มา ส.ส. แล้วก็อีกฉบับหนึ่งเปึนเรื่องของมาตรา ๑๙๐
ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในส่วนแรกในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คปพร. นั้น ซึ่งเปึนการแก้ไขทั้งฉบับ ด้วยความเคารพก็เห็นว่าผมโดยส่วนตัวมองว่ารัฐธรรมนูญ ทั้ง ๒ ฉบับ ทั้งป้ ๒๕๔๐ และป้ ๒๕๕๐ ต่างก็มีปัญหา มีข้อดีและข้อด้อยที่ต่างกันไป สิ่งหนึ่งซึ่งอยากจะสะท้อนก็คือว่าถ้าดูในระเบียบวาระร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ของ คปพร. นี้ถูกบรรจุระเบียบวาระมา ๒ ป้ กับ ๑ เดือนครับ สิ่งตรงนี้อยากจะสะท้อนให้ท่านประธานแล้วก็ทางฝ์ายบริหารได้เห็นว่า สิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในรัฐสภาแห่งนี้ก็คือการละเลยในการที่จะหยิบยกมาพิจารณา ทั้ง ๆ ที่เปึนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ก็คือว่าเป่ดโอกาสให้ประชาชนตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ คน สามารถที่จะยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่เมื่อยื่นมาแล้ว บรรจุระเบียบวาระแล้ว ๒ ป้กับ ๑ เดือนครับ สภาไม่ได้ใส่ใจ นั่นเท่ากับการละเลยเจตนารมณ์ทั้งของประชาชน และของรัฐธรรมนูญที่กําลังใช้อยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่กังวลต่อไปก็คือว่าในรัฐธรรมนูญฉบับ เดียวกันได้อนุญาตให้ประชาชน ๑๐,๐๐๐ ชื่อเข้าชื่อกันแก้กฎหมายได้หรือยกร่างกฎหมายได้ กําลังจะห่วงว่าสิ่งเดียวกันจะเกิดขึ้นหรือไม่ครับ ว่าถ้ามีการนําเสนอจากประชาชนมาแล้ว ถ้ารัฐบาลไม่ใส่ใจหรือว่ารัฐสภาไม่ใส่ใจ การยกร่างกฎหมายของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากก็คือว่าน่าจะได้มีการกําหนดในข้อบังคับการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาที่จะได้กําหนดเงื่อนเวลาว่าหากต่อไปในภายหน้าถ้าจะมีการเสนอแก้ไขกฎหมาย โดยประชาชนควรจะได้มีเงื่อนเวลากําหนดไว้ด้วยว่าสภาจะพิจารณาเมื่อไร จะพิจารณา ให้แล้วเสร็จเมื่อไรด้วย อันนี้คือประเด็นที่ ๑
ส่วนในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ผมคิดว่าถ้าเปึนไปได้รัฐสภา น่าจะเปึนเจ้าภาพในการตั้ง สสร. ๓ ที่อาจจะเอาทั้ง ๒ ฉบับมาพิจารณาดูว่ามีประเด็นใด ที่เปึนปัญหาแล้วก็จะยกร่างใหม่ ก็อาจจะเปึนประโยชน์ แล้วก็เมื่อยกร่างเสร็จอาจจะ กลับไปสู่ประชามติ หรือจะให้วุฒิสภารับรองก็แล้วแต่
ส่วนในเรื่องที่ ๒ ในเรื่องกฎหมายอีก ๓ ฉบับก็มี ๒ ประเด็น เรื่องของ ระบบการเลือกตั้งกับเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ในส่วนเรื่องระบบการเลือกตั้งนั้นผมคิดว่า วันนี้ถ้ามองย้อนกลับไปประเทศไทยเคยใช้ทั้ง ๒ ระบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเปึนระบบเขตเดียว เบอร์เดียวกับ ๑ เขต ๓ คนหรือที่เรียกกันว่าพวงใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผ่านมาก็คือในรัฐสภาแห่งนี้ เราเห็นความไม่จริงใจ ความไม่รู้จักละอายของนักการเมือง การตะแบงตีความ การกระแนะกระแหนซึ่งกันและกัน โดยไม่ได้สะท้อนในความรับผิดชอบต่อประชาชน ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่มีความรู้สึก ก็คือว่าไม่ว่าระบบเลือกตั้งจะเปึนแบบไหนก็ตาม ตราบใดถ้านักการเมืองที่มานั่งอยู่ ในสภาแห่งนี้ยังไม่มีความรู้สึกในสิ่งซึ่งเปึนการสะท้อนที่ได้ทําหน้าที่ตรงนี้ แล้วก็การคิดถึง ประชาชน ผมคิดว่าก็คงจะไม่ต่างกันว่ามีระบบไหนก็ตาม
ส่วนที่ ๓ ที่สําคัญก็คือ เรื่องของมาตรา ๑๙๐ ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้มาให้ความกระจ่างมากขึ้น ถ้าดูในหลักการและเหตุผลจะเห็นชัดเจนว่ามีความเข้าใจ ที่ต่างกัน เนื่องจากไม่มีความชัดเจนเพียงพอจึงเปึนอุปสรรคในการดําเนินนโยบาย เรื่องต่างประเทศ แต่ประเด็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านพูดไม่ครบ ที่จริงแล้วถ้าทุกท่านมี มาตรา ๑๙๐ ที่อยู่ต่อหน้าทั้งฉบับ จะเห็นชัดว่าในมาตรา ๑๙๐ ในการยกร่างของรัฐบาล คงวรรคหนึ่งไว้วรรคเดียวนะครับ ในส่วนที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจ ในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศ หรือกับองค์กรระหว่างประเทศ อันนี้เปึนวรรคเดียวที่ร่างรัฐบาลคงอยู่ นอกนั้น ท่านเปลี่ยนหมดนะครับ ในวรรคสองก็แบ่งเปึน ๒ วรรค เอาตัดตอนส่วนหนึ่งไปอยู่ ในวรรคสาม แล้วไม่ใช่ท่านตัดไปอยู่วรรคสามเฉย ๆ ท่านตัดส่วนท้ายของวรรคสอง ซึ่งมีเงื่อนเวลากําหนดว่า ในการนี้ รัฐบาลจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน ออกไปด้วยครับ นอกจากนี้แล้วในวรรคสี่ วรรคห้า ท่านก็ไปปรับแก้ ที่จริงแล้วถ้าดูเปรียบเทียบ ระหว่าง ๒ ฉบับ ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันและฉบับที่ยกร่างใหม่และนําเสนอโดยคณะรัฐมนตรี สิ่งที่ทําง่ายที่สุดก็คือการแก้ในวรรคห้า โดยการเพิ่มคําที่รัฐบาลต้องการคือคําว่า ประเภท กรอบเจรจา เข้าไปนะครับ โดยเขียนว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท กรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา ถ้าตรงนี้แก้เพียงแค่นี้ ความก็ได้ ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องการ แต่ที่นําเสนอมามันไม่ตรงกับที่ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องการเลย ฉะนั้นผมขอเสนอว่าถ้ารัฐบาลนี้จะรับ โดยจะไปปรับแก้เฉพาะวรรคห้า เพียงวรรคเดียว แล้วก็ขอเพิ่มอีก ๒ อย่างก็คือว่า การขอความเห็นชอบของรัฐสภาจะต้อง ดําเนินการให้พิจารณาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน ที่จะต้องใส่เข้าไปตรงนี้เพิ่มเติม เพราะว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาจะเห็นว่าเราต้องมาเร่งพิจารณาในช่วงเวลาเพียง ๒-๓ วัน ก่อนที่รัฐบาลจะไปลงนามหรือว่าบางครั้งบินไปรอลงนาม แต่ต้องรอให้รัฐสภานี้พิจารณา ซึ่งตรงนั้นจะเห็นว่ารัฐสภาไม่มีเวลาที่จะดําเนินการ สุดท้ายก็ทําให้เกิด ๒ อย่างก็คือว่า รับหลักการไป เพราะว่าความจํายอมหรือว่ามิฉะนั้นการเดินทางไปก็เปึนการฟาวล์ (Foul) เพราะว่ารัฐสภายังไม่ให้ความเห็นชอบ ประเด็นนี้ผมคิดว่าเปึนประเด็นหนึ่งที่สําคัญ
อีกประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องของรายละเอียด ผมเคยได้มีการนําเสนอ ในสภาแห่งนี้หลายครั้งว่าในเรื่องของรายละเอียด เรื่องของการเจรจานั้นรัฐบาลควรจะได้ มีการแสดงความสําคัญว่าในกรอบการเจรจานั้นจะเกิดประโยชน์หรือโทษประการใด ใครจะได้รับความเสียหาย แล้วรัฐบาลมีแผนจะเยียวยาอย่างไร ที่สําคัญที่สุดนิดเดียวครับ ท่านประธาน ก็คือกรณีของเกษตรกร ผมได้พูดในเวทีรัฐสภาแห่งนี้หลายครั้ง ว่าในกรอบ การเยียวยาของเกษตรกรนั้น ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทําสัญญาต่าง ๆ ที่ผูกพัน โดยรัฐ ปรากฏว่าไม่ได้รับการดูแลภายใต้กองทุนเยียวยาของรัฐนะครับ เพราะว่ากองทุนนั้น ได้ตั้งกรอบว่าเปึนเรื่องของการที่จะดูแลเรื่องศักยภาพในการแข่งขันหรือว่าปรับโครงสร้าง การผลิต ไม่ได้เกี่ยวพันถึงการเยียวยาแต่ประการใด ฉะนั้นขอฝากท่านประธานไปยังรัฐบาล ให้พิจารณาในประเด็นนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ