วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สนับสนุนการเปิดเสรีการค้ากับเปรู โดยเร่งการเจรจาเพื่อประโยชน์ทางการค้าและคุ้มครองชาวประมงไทย แต่เขายังถามว่ารัฐบาลได้ทําผิดรัฐธรรมนูญหรือเปล่า และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการเปิดเสรีการค้า โดยการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของกองทุนเอฟทีเอนั้น
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนอื่นขออนุญาตสนับสนุนเรื่องพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ ภายใต้ พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งการเป่ดเสรีการค้าสินค้า และอํานวยความสะดวกทางการค้า ด้วยสาเหตุที่สนับสนุนก็เพราะว่าในการเสนอกรอบเจรจา เมื่อคราวที่แล้วได้มีการเสนอให้มีการปรับเพิ่มในเรื่องของการที่จะให้ชาวประมงที่ทํา การประมงในทะเลหลวงนั้นได้รับการคุ้มครองและได้รับประโยชน์จากความร่วมมือ ทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศเปรูนี้ด้วย โดยหลักการแล้วก็เห็นชอบตามที่ รัฐบาลได้ทํา แต่มันมีประเด็นอยู่ ๒-๓ ประเด็นที่จะขออนุญาตกราบเรียนถามท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบนะครับ
ประเด็นแรก ผมได้รับเอกสารจากท่าน ส.ว. เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เอามาให้ดู ก็คือว่าเมื่อวานในขณะที่มีการประชุมวุฒิสภานั้นได้มีการแจกสรุปผลการประชุมวิป (Whip) รัฐบาลนะครับ แล้วก็ได้ขอความร่วมมือกับทางสมาชิกวุฒิสภาว่าให้เข้าร่วมประชุม แล้วก็ได้ร่วมกันพิจารณาเพราะเห็นว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องเร่งด่วนมาก แต่มันมีข้อสังเกตที่ ท่านเรืองไกรหยิบยกขึ้นมาให้ผมดู ก็คือในเอกสารนี้ได้มีการระบุว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องเร่งด่วนมาก เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการค้าต่างประเทศและการท่องเที่ยวของประเทศเปรู มีความเห็นร่วมกัน ที่จะเร่งให้กระบวนการแก้ไขพิธีสารเสร็จสิ้นโดยเร็วเพื่อจะให้ทันการลงนามในพิธีสาร เพิ่มเติมฉบับที่ ๓ ในการประชุมผู้นําเอเปก ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่ประเทศญี่ปุ์น และให้สามารถบังคับใช้ได้ภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔ ประเด็น คําถามของผมก็คือว่าวันนี้วันที่ ๑๖ พฤศจิกายนซึ่งล่วงเลยการประชุมมา ๒ วันแล้ว คําถามก็คือว่าท่านรัฐมนตรีได้มีการลงนามในพิธีสารฉบับนี้หรือยัง ถ้าเปึนการลงนาม ไปแล้วคําถามของผมก็คือว่ารัฐบาลได้ทําผิดรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ผมว่าประเด็นนี้ เปึนประเด็นที่สําคัญประเด็นหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวพิธีสาร แต่มันเกี่ยวข้อง กับรัฐธรรมนูญครับ ซึ่งตามมาตรา ๑๙๐ ก็คือก่อนที่รัฐบาลจะไปลงนามจะต้องมาขอ ความเห็นชอบจากรัฐสภานี้ก่อน ทีนี้ประเด็นนี้ก็เลยกราบเรียนถามท่านประธาน เปึนข้อสังเกตไปยังท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบว่าในพิธีสารฉบับนี้ได้มีการลงนามในช่วง ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๔ พฤศจิกายนที่ประเทศญี่ปุ์นหรือไม่ ถ้ายังแล้วจะไปลงนามเมื่อไร อย่างไร
ประเด็นที่สอง ในเอกสารซึ่งทางฝ์ายรัฐบาลได้นําเสนอ ผมว่าเปึนเอกสาร ซึ่งเขียนไว้ค่อนข้างสั้นนะครับ โดยหลักการแล้วที่จริงแล้วน่าจะได้มีการศึกษาในเชิงลึก มากกว่านี้ก็คือว่าประโยชน์ของพิธีสารคือสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับ สาธารณรัฐเปรูนั้นจะเปึนประโยชน์หรือว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย คือท่านเขียนไว้กว้าง ๆ นะครับ ก็เลยไม่แน่ใจว่าในทางลึกแล้วเปึนไปได้หรือไม่ อย่างไร ที่จะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยอย่างแท้จริง
นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญ ก็คือเรื่องของการเยียวยา ถ้าดูจาก เอกสารที่ทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้จัดทําไว้เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ บอกว่ามีการศึกษาผลกระทบและแนวทางแก้ไข แนวทางรองรับผลกระทบไปแล้ว โดยการที่ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลทางเว็บไซต์ ในส่วนที่ ๒ ก็มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อรองรับ การปรับตัวภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากการเป่ดเสรีหรือว่ากองทุนเอฟทีเอนั้นนะครับ แล้วก็ได้อนุมัติให้ปลาป์น ซึ่งเกรงว่าจะเปึนปัญหาที่ได้รับผลกระทบจากพิธีสารฉบับนี้ ก็ได้มีการอนุมัติโครงการไปแล้วให้กับโรงงานปลาป์นจํานวน ๗.๓ ล้านบาท คําถามก็คือว่า จริง ๆ แล้วโรงงานปลาป์นเปึนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือไม่ เพราะประเด็นปัญหา ก็คือว่าในเรื่องของการประมงนั้น เรื่องสินค้าปลาป์นนั้นเปึนผลผลิตจากการประมง แต่คนที่อยู่ปลายทางคือชาวประมง ถามว่าได้มีการดูแลคนเหล่านี้ว่าจะได้รับผลกระทบ จากพิธีสารฉบับนี้หรือไม่ อย่างไร คําตอบก็คือว่าตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่ม มีการเจรจาจนกระทั่งถึงวันนี้ไม่มีโครงการใด ๆ ที่นําไปถึงชาวประมงซึ่งเปึนผู้ได้รับผลกระทบ ปลายทางสุดท้าย แล้วก็เปึนกลุ่มคนซึ่งมีปริมาณมากที่สุดในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ผมอยากจะเรียนว่าในการดําเนินการของรัฐ ขณะนี้ในเรื่องของการเจรจา การค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลก็มีการตั้งหน่วยงานขึ้นมา ๓ ส่วน คือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะดูแลแบ่งภาคกัน ก็คือว่าถ้าใครได้รับผลกระทบในทางการค้ากระทรวงพาณิชย์ก็มีกองทุน เยียวยา ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมถ้ามีผลกระทบก็มีกองทุนเยียวยา ส่วนกระทรวงเกษตร และสหกรณ์นั้นท่านไปตั้งเปึนกองทุนเพื่อสร้างการแข่งขัน ปรับโครงสร้างแล้วก็สร้าง สมรรถนะการแข่งขันกับต่างประเทศ ซึ่งตรงนี้ผมอยากจะนําเรียน เคยได้พูดในที่เวที รัฐสภาแห่งนี้มาแล้วหลายครั้งว่ากองทุนนี้ท่านได้ทําผิดรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญบอกว่า ให้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แต่ท่านตั้งกองทุนบอกไปปรับโครงสร้างแล้วก็ไปแข่งขัน ทางการค้า ซึ่งมันต่างกันกับการเยียวยา เพราะว่าบางคนเมื่อได้รับผลกระทบแล้วไม่สามารถ ประกอบอาชีพต่อไปได้ ถามว่าเกษตรกรเหล่านั้นใครจะดูแลเขา ทุกวันนี้เรามีการเจรจา การค้ากับประเทศต่าง ๆ มากมาย มีผลกระทบ แล้วก็ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบนั้นคือ เกษตรกร แต่กองทุนเอฟทีเอที่อยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ หรือเปัาหมายเพื่อที่จะรองรับในการเยียวยาตามรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ในมาตรา ๑๙๐ แต่อย่างใด ฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าคง ๒ ส่วน ก็คือว่าถ้าจะให้ความเห็นชอบ ประเด็นก็คือว่า สุดท้ายรัฐบาลรับปากได้ไหมครับว่าจะไปแก้วัตถุประสงค์ในกองทุนที่อยู่ที่กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ให้ครอบคลุมและรองรับการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจาก เอฟทีเอ ถ้าไม่สามารถดําเนินการตรงนี้ได้ ถึงแม้ผมจะเห็นด้วยกับหลักการของพิธีสารนี้ แต่ผมคงจะให้ความเห็นชอบไม่ได้ เพราะว่าผู้เดือดร้อนยังไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ หรือเยียวยา ขอบพระคุณครับท่านประธาน