รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

สถาพร มณีรัตน์ หารือเรื่องการทำสนธิสัญญาเอฟทีเอ และผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กน้อย โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการช่วยเหลือและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เพื่อให้การเปิดเสรีทางการค้าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

นายสถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลําพูน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองนั้นอยากตั้งข้อสังเกตและอยากจะตั้งคําถามกับตัวแทน ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกรณีที่ไปทําสัญญากับเอฟทีเอ ซึ่งอย่างที่เราทราบกันอยู่แล้วว่า การทําสัญญาของเอฟทีเอนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) รายเล็กรายน้อยนั้น ไม่ได้ประโยชน์จากการทําสัญญานี้ เผลอ ๆ อาจจะเสียประโยชน์ด้วยซ้ําไป อย่างเช่น กรณีที่เราจะไปทําเอฟทีเอทางทวีปแอฟริกาใต้ซึ่งมีประเทศเปรูเปึนฐาน ซึ่งเราก็ต้องยอมรับ ว่าประเทศเปรูนั้นเปึนประเทศที่ชํานาญในเรื่องของผลิตภัณฑ์ทะเล และเรื่องของแร่ธาตุ ในขณะเดียวกันนั้นประเทศเราก็มีเรื่องของการทับซ้อนในเรื่องธุรกิจทางทะเล อย่างเช่น กรณีของปลาป์น ซึ่งถือว่าเปึนวัตถุดิบที่สําคัญในการประกอบส่วนผสมของเรื่องอาหารสัตว์ก็ดี ประกอบการ ในเรื่องของปศุสัตว์ก็ดี ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเปึนเรื่องที่ทางรัฐบาลจะต้องไตร่ตรองและรอบคอบ เพราะมิฉะนั้นแล้วการทําเอฟทีเอ ท่านได้ประโยชน์อีกด้านหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งของประเทศเรานั้น เสียประโยชน์ ซึ่งโรงงานปลาป์นหรือผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งตอนนี้กลายเปึนเรื่องของ การผูกขาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ภายในประเทศไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นกลุ่มผู้ผลิต กลุ่มบริษัทข้ามชาติ ที่ผลิตอาหารสัตว์ขายอยู่ทุกวันนี้เขาก็จะได้ประโยชน์จากการที่รัฐบาล ไปทําเอฟทีเอหรือการไปเป่ดเสรีทางการค้า และขณะเดียวกันนั้นก็จะมีผลกระทบกับรายได้ ของผู้ประกอบกิจการประมง ผู้ประกอบกิจการในเรื่องของอาหารทะเล เรื่องของทรัพยากร ทางทะเลที่มีอยู่จํากัด เพราะฉะนั้นเราจะปัองกันผลกระทบจากกลุ่มเกษตรกรกลุ่มเหล่านี้ ได้อย่างไร เรื่องนี้ทางรัฐบาลต้องชัดเจน ไม่ใช่ว่าเราจะไปฝ๊กอาชีพให้กับพี่น้องที่หาปลาป์น เอาปลาไปส่งโรงงาน ไปฝ๊กอาชีพ ไปเปลี่ยนอาชีพเขา หรือคิดว่าในแง่ของกระบวนการ ในการจัดหา เราจะทําอย่างไรที่เป่ดโอกาสให้กองเรือของคนกลุ่มนี้ไปจับกลุ่มกันตั้งธุรกิจ เปึนบริษัทเล็ก ๆ ในการที่จะไปประกอบการเชื่อมโยงในการเป่ดเอฟทีเอ ซึ่งเรื่องนี้ท่านประธาน ผ่านไปยังทางรัฐมนตรี หลายสัญญาที่เราทําปรากฏว่ากลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งนั้นได้ประโยชน์ ในการจัดทําสนธิสัญญาต่าง ๆ แต่ปรากฏว่าพอมาถึงกลุ่มบริษัทเล็ก ๆ น้อย ๆ เสียประโยชน์ พวกเอสเอ็มอี ทั้งหลายเสียประโยชน์จนกระทั่งเจ๊งไปเลยก็มีหรือไม่ก็ถูกกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ นั้นไปครอบงํากิจการจนต้องเลิกกิจการไปเลยก็มี เพราะการทําเอฟทีเอนั้นรัฐจะต้อง เข้มแข็งก่อนครับ กระทรวงพาณิชย์จะต้องดูแลสนธิสัญญา ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่รายเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ ขนาดใหญ่ อย่างเช่น ซีพี เบทาโกร กลุ่มคนพวกนี้เขามีทั้งบุคลากร ทั้งทุน มหาศาลมาก เขาได้ประโยชน์เต็ม ๆ แต่กับโรงงานปลาป์น ผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์ รายเล็กรายน้อย เมื่อถูกผูกขาดจากคนกลุ่มนี้แล้วเขาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร กลับต้องซื้อ หัวอาหารที่จะมาคลุกเปึนอาหารสัตว์แพงขึ้นอีก เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับว่าการเป่ด เอฟทีเอถ้ารัฐไม่เข้มแข็งผลกระทบจะตกกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กรายน้อย และจะกลายเปึนผู้ได้ประโยชน์สูงสุดคือบริษัทกลุ่มทุนที่มีทั้งบุคลากร มีทั้งอํานาจรัฐ มีทั้งตัวแทน ที่อยู่ในต่างประเทศชัดเจน ตรงนี้เองนั้นผมอยากจะได้รับคําตอบจากทางรัฐบาลว่าถ้าเรา ไปเป่ดเอฟทีเอกับประเทศเปรูแล้วมีผลกระทบกับกิจการรายเล็กรายน้อยเราจะทําอย่างไร

ส่วนที่ ๒ เรื่องของงบประมาณในการที่จะเยียวยา หรือการเพิ่มศักยภาพ การแข่งขันกับกลุ่มผู้ประกอบการที่มีผลกระทบ ไม่ใช่เฉพาะประเทศเปรูนะครับหลายส่วน ภาคเกษตรกรเราหลายส่วนที่มีผลกระทบ ปรากฏว่ากระทรวงพาณิชย์ตั้งงบไว้แค่ ๒๔๐ ล้านบาท แต่การจะเข้าหางบในการพัฒนาศักยภาพที่ลดผลกระทบจากการทําเอฟทีเอเข้าหาแหล่งทุน ยากมาก คือไม่มีความใส่ใจ ทางกระทรวงพาณิชย์เองไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของผลกระทบเท่าที่ควร ซึ่งเรื่องนี้จะเปึนในเรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องของการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของ ผู้ประกอบการที่มีผลกระทบกับเอฟทีเอ เพราะมันไม่มีฉบับเดียว วันนี้หลังจากที่ท่าน นายกรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมเอเปก (APEC) แล้วก็เห็นทิศทางว่าจะต้องมีการทํา สนธิสัญญาอะไรอีกมายมาย แต่ความพร้อมของราชการ ความพร้อมของเอกชนไทย รายเล็กรายน้อย ผมเชื่อว่ายังไม่พร้อมอีกจํานวนมากครับ แล้วเปึนที่น่าเสียดายว่า เมื่อเขาไม่พร้อมในการแข่งขันเรารีบไปเป่ดประตูให้กับบริษัทข้ามชาติ ให้กับกลุ่มทุนข้ามชาติ เข้ามาทําสัญญา คนที่จะตายก็คือเอสเอ็มอีของพวกเรา เรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะให้ทางรัฐบาลดูโครงสร้างอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย กรณีที่ไปทําเอฟทีเอว่าจะมีผลกระทบจริง ๆ เท่าไร เอากันง่าย ๆ อย่างจะทํากับประเทศเปรู รัฐจะต้องรู้ว่าวันนี้อาหารสัตว์เราจะลดราคาลงไหม หรือจะเพิ่มราคาขึ้น หรือกลับกลายเปึนว่าจะมีการผูกขาดมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เปึนเรื่องที่เรา จะต้องใส่ใจกันอย่างแท้จริง

ส่วนที่ ๒ เรื่องของการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ในการที่ผู้มีผลกระทบ จากการเป่ดเสรีหรือเอฟทีเอ เราควรจะทํากันอย่างไร วันนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการ รายเล็กรายน้อยมีผลกระทบ แล้วก็อยากจะให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลือ เช่น การจัดหา ออเดอร์ (Order) ใหม่ ๆ เรื่องของการลดขั้นตอนในเรื่องของภาษีหรือมีซับซิไดซ์ (Subsidize) ในเรื่องของระบบภาษี เปึนเรื่องสาระสําคัญ

ส่วนที่ ๓ วันนี้กองเรือพาณิชย์ของพวกเรามันยังไม่มีครับ เมื่อไม่มี เรื่องของ การขนส่งสินค้า ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยกว่าจะจองกองเรือได้ กว่าจะเข้าคิวขอ ตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ได้นี่เปึนเรื่องใหญ่ครับ

เพราะฉะนั้นรัฐจะต้องเตรียมศักยภาพความพร้อมก่อนที่เราจะไปจับมือ เป่ดประตูทางการค้ากับต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ต้องเตรียมมากกว่านี้ และต้อง ประชาสัมพันธ์ให้มากกว่านี้ว่าผลได้ ผลเสีย แล้วให้ผู้ประกอบการได้เตรียมตัวว่า เขาจะต้องมีคู่แข่งที่สําคัญขึ้นมาแล้ว ตรงนี้เปึนเรื่องใหญ่ ดังนั้นการทําสนธิสัญญาใด ๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของประเทศเปรู การเป่ดเอฟทีเอทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ผลกระทบล้วนตกกับพี่น้องประชาชนตกกับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย แต่ผู้ประกอบการ รายใหญ่เขาใช้ประโยชน์ทางด้านนี้เต็ม ๆ เลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย สังเกตได้ตลอดเลย พอเป่ดปุ็บผู้ประกอบการรายใหญ่ของเขาเข้าไปถึงแล้ว เขาไปเตรียมพร้อมหมดแล้ว ในขณะที่รายย่อยเรายังเงื้อง่ากันอยู่ ยังงง ๆ อยู่ว่าจะมีผลกระทบ เพราะว่าไม่มีผลกระทบ ทันทีทันใด มันอย่างน้อย ๑ ป้ถึงจะเห็นผลว่าสิ่งที่เราไปเป่ดเอฟทีเอแล้วนั้นผลกระทบ มันเกิดขึ้นอย่างไรแล้วมันยาก เมื่อมีผลกระทบเกิดขึ้นมันยากที่เราจะไปฟุ๋นครับ ดังนั้น สิ่งที่รัฐมนตรีจะต้องเชื่อมโยงในเรื่องของการไปทําสัญญาเอฟทีเอก็คือเป่ดโอกาสให้ พี่น้องประชาชนผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยมีโอกาสเข้าถึงสินค้า เข้าถึงในเรื่องของ การตลาด เข้าถึงในเรื่องของแหล่งทุนและเข้าถึงในเรื่องของการขนส่ง อํานวยความสะดวก ทุกระดับ การเป่ดเอฟทีเอถึงจะครอบคลุมและเปึนประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนทั่วถึง มิฉะนั้นเราไปเป่ดเอฟทีเอมากขึ้น ๆ สุดท้ายเราเองนี่แหละครับจะกลายเปึนทางผ่าน และสุดท้าย เราก็จะกลายเปึนลูกจ้างของบริษัทต่างชาติแล้วเสียดายอนาคตของประเทศ เสียดายอนาคต ของผู้ประกอบการที่กําลังจะเติบโตขึ้น กราบขอบคุณท่านประธาน