รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการเจรจาเขตแดนไทย-กัมพูชา และเรียกร้องการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่รัฐบาลได้เสนอบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา มาทั้ง ๓ ฉบับ ให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบนะครับ ถ้าดูจากเอกสาร ที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมายได้สรุปให้รัฐสภาได้ทราบว่า มีความคืบหน้ากันไปอย่างไร ตั้งแต่มีการประชุมเมื่อป้ ๒๕๕๑ ที่เสียมราฐ ต่อมาที่กรุงเทพฯ แล้วก็ที่กรุงพนมเปญนะครับ ผมได้อ่านดูรายงานทั้งหมดรวมทั้งได้ไปดูร่างข้อตกลงชั่วคราว ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชากับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยปัญหา ชายแดนในพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร โดยสรุปก็ดูมีความคืบหน้ากันมาอยู่ตลอด แต่พอบอกว่าที่ยังตกลงกันไม่ได้ก็คือเรื่องเรียกชื่อ ทางฝ์ายกัมพูชายังจะขอใช้ชื่อ เปรียะวีเฮียร์ อยู่ และทางฝ์ายเราก็บอกว่าขอใช้ชื่อ พระวิหาร ท่านประธานอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ก็คงจะทราบดีว่า ไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไรนะครับมันก็เปึนเรื่องความแตกต่างในเรื่องของภาษา แต่ในความหมาย ของมันนั้นไม่น่าจะต่างกันก็คือตัวปราสาทพระวิหารนั่นแหละ แต่ถามว่าทําไมยังตกลงกัน ไม่ได้อยู่แค่นี้ฝ์ายหนึ่งก็ยืนยันจะเรียกว่า เปรียะวีเฮียร์ ซึ่งเปึนภาษาเขมร ฝ์ายเราก็บอกว่า ขอให้ชื่อพระวิหาร เพราะเปึนภาษาไทย ตกลงก็ดูเหมือนว่าแทนที่จะตกลงกันว่าถ้าอย่างนั้น ก็เรียกทั้งคู่ เขียนไว้ในข้อตกลงว่าเขมรเรียกว่าอย่างนี้ ฝ์ายไทยเรียกว่าอย่างนี้ มันก็น่าจะจบ ยังไม่จบครับท่านประธาน การที่ไม่จบไปอย่างนี้ ก็ทําให้ผมนึกย้อนกลับไปดูก็แสดงว่า แค่ชื่อก็ยังตกลงกันไม่ได้ แต่พอมาดูความตกลง ที่มีการเจรจากันจนกระทั่งเปึนร่างขึ้นมานะครับ ถ้าอ่านดูในภาษาของความตกลงแล้ว ล้วนแต่เปึนภาษาทางการทูตที่ไพเราะ เห็นไหมครับท่านประธาน เริ่มต้นขึ้นมาก็ปรารถนา ที่จะกระชับความผูกพันแห่งมิตรภาพที่มีอยู่และความเปึนเพื่อนบ้านที่ดี ยืนยันถึงสิทธิ พันธกรณีตามความตกลงว่าด้วยการจัดทําและสํารวจหลักเขตแดนทางบก ป้ ๒๕๔๓ ซึ่งก็มีสมาชิกบางท่านได้อภิปรายบอกว่าตรงนี้น่าจะมีปัญหา เพราะจะผูกโยงมาถึงว่า เราไปรับรองแผนที่อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐๐ เมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๔ และ ค.ศ. ๑๙๐๗ ตามความตกลงที่ทําไว้สมัยที่ประเทศฝรั่งเศสปกครองประเทศกัมพูชาอยู่ ข้อความอื่น ๆ ครับท่านประธานล้วนแต่เปึนเรื่องภาษาดอกไม้ทั้งนั้นเลย ความตั้งใจของคู่ภาคีที่จะใช้ ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุดและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ในเรื่องของความสัมพันธ์ชายแดนนะครับ ที่จะดูมีดีขึ้นก็คือจะมีคู่ภาคีตกลงกันบอกว่า จะไม่ใช้กําลังทหารในวัดแก้วสิขาคีรีสะวารา ตรงนี้นะครับซึ่งเรียกว่าวัด ตกลงจะตั้ง ชุดประสานงานชั่วคราวขึ้น ซึ่งจะต้องมีการสํารวจจัดทําหลักเขตแดนรวมถึงวัด แล้วก็จะมี การประชุมกันโดยไม่ชักช้าเมื่อได้รับการร้องขออยู่ฝ์ายหนึ่ง ข้อที่สําคัญต่อไปเขาบอกว่า เจบีซีจะกําหนดพื้นที่ที่จะอยู่ในสภาพพร้อมสําหรับการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนภายใต้ แผนแม่บทตามความตกลงเมื่อป้ ๒๕๔๖ พื้นที่ดังกล่าวนั้นจะถูกทําให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะ สํารวจก่อนเริ่มงานนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อดูการเจรจากันแต่ละครั้ง ๆ ล้วนแต่ เต็มไปด้วยภาษาการทูต ภาษาของดอกไม้ พูดกันง่าย ๆ ก็เปึนอย่างนี้ แต่ผมคิดว่าเบื้องหลัง ของการเจรจาซึ่งดูเหมือนมันสลับซับซ้อนมันมีปัญหาเกิดจากอะไร แน่นอนว่าในข้อสรุป เราจะเห็นความคืบหน้าของฝ์ายเทคนิคที่ตกลงกันบอกว่าจะผลิตแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศขึ้นมา มีความก้าวหน้า บอกว่าฝ์ายเทคนิคได้ไปดูเขตแดนเก่าแล้วพบหลักเขตแดนทั้งหมดแล้ว ๕๐ หลัก ก็เก่งนะครับท่านประธานสามารถหาหลักเขตแดนได้ในสภาพป์าอย่างนั้น ปรากฏว่า ใน ๕๐ หลักเห็นพ้องตรงกันว่ามันควรจะอยู่ใน ๓๗ หลัก ยังตกลงกันไม่ได้อีก ๑๗ หลัก นี่คือความยุ่งยากของการไปปักปันเขตแดนซึ่งต้องใช้เวลานานมากในการที่จะค้นหา หลักเขตเดิมที่มันมีอยู่แล้วก็สํารวจตรวจสอบว่าความถูกต้องนั้นมันอยู่ที่ไหน แต่ผมก็ยัง ดีใจที่ว่าอย่างน้อยเราก็ตกลงกันได้หลายเรื่องที่เปึนเรื่องทางการเมือง แม้จะบอกว่า เปึนความตกลงเรื่องการปักปันเขตแดนก็ตามเช่น บอกว่าจะอดกลั้นกันนะ เราจะมีการตั้ง คณะกรรมการประสานงานนะ ตั้งฝ์ายเทคนิคขึ้นมานะ และฝ์ายเทคนิคก็ไปทํางานต่อไปเรื่อย ๆ เปึนอย่างนี้ครับข้อตกลง แล้วก็บอกว่าเจบีซีจะยึดหลักแผนแม่บทตามข้อกําหนดเมื่อป้ ๒๕๔๓ เปึนหลักของการทํางานด้วย เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่าเรื่องการปักปันเขตแดนถ้าดูจาก ประวัติศาสตร์ของหลาย ๆ ประเทศที่มีปัญหาเขาใช้เวลานานมากในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ถ้าจะดูความสําเร็จของเรื่องนี่นะครับ ในเรื่องของการปักปันเขตแดน ถ้าผมคิดว่าประเทศเหล่านี้ทั้ง ๓ ประเทศ คือประเทศเวียดนาม ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา เคยเปึนอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ประเทศพม่าเคยเปึนอาณานิคมของประเทศอังกฤษ แต่ว่าความตกลงเรื่องเขตแดนผมก็เข้าใจว่าเราทําขึ้นสมัยที่ประเทศเจ้าอาณานิคมเหล่านี้ ทําขึ้นกับประเทศไทยในช่วงที่ประเทศเหล่านั้นอยู่ภายใต้อาณานิคม เพราะฉะนั้นก็เชื่อได้ว่า สัญญาที่ทําขึ้นระหว่างนั้นเราตกอยู่ในฝ์ายเสียเปรียบหลายเรื่องเพราะถูกบังคับอยู่ ด้วยอํานาจของมหาอํานาจในขณะนั้น อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีข้อเสียเปรียบอย่างนั้น เท่าที่ผมดูเส้นเขตแดนไทย-ลาว ไทย-พม่า ดูเหมือนจะมีปัญหาน้อย ถึงแม้การปักปัน การปักหมุดปักหลักยังไม่เสร็จ แต่เราก็ทํากันไปเรื่อย ๆ อยู่ครับ แต่ที่จะมีปัญหามากก็คือ ประเทศกัมพูชานี่ละ ถามว่ากับประเทศกัมพูชาทําไมเราค่อนข้างจะมีปัญหา ท่านประธานครับ ถ้าเราย้อนกลับไปดูจะเห็นว่าประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาก็เคยมี ความสัมพันธ์ที่ดีมาเมื่อศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเปึนของประเทศกัมพูชาไปแล้ว เมื่อป้ ๒๕๐๕ ดูเหมือนความสัมพันธ์กับเราก็จะเสื่อมลงไป แต่บางช่วงเราก็ฟุ๋นกันดีขึ้นมามาก โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดสงครามในเขมร มีเขมร ๓ ฝ์าย แล้วฝ์ายรัฐบาลไทยนี่ละครับ ก็เข้าไปเปึนตัวกลางสามารถทําให้เขมร ๓ ฝ์ายเจรจากันได้แล้วก็ตกลงกับรัฐบาลก็ตั้ง รัฐบาลของเขาได้ แล้วก็ปกครองประเทศกัมพูชาอย่างราบรื่นมาจนถึงปัจจุบันนี้ ผมก็เชื่อว่า ความสัมพันธ์อย่างนี้คงจะทําให้เรากับประเทศกัมพูชามีความใกล้ชิดกันมากขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่ว่าล่าสุดก็กลับดูเหมือนว่าความสัมพันธ์เรากับประเทศกัมพูชาย้อนกลับไปดู เหมือนว่ามันจะเสื่อมลงไปอีก เดี๋ยวก็เสื่อม เดี๋ยวก็ดีขึ้นบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ว่าโดยรวม แล้วก็ยังไม่ดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ผมคิดว่าถ้าย้อนกลับไปดูปัญหามันเกิด จากอะไร ดูเหมือนปัญหาที่มันเกิดขึ้นมาก ๆ ก็คือในช่วงที่ฝ์ายกัมพูชาพยายามที่จะขอ ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเปึนมรดกโลกแต่ฝ์ายเดียว แล้วก็เกิดข้อถกเถียงกันมาก กับฝ์ายไทยเกิดขึ้น มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสมัยท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ฝ์ายค้านในขณะนั้นก็คือรัฐบาลในขณะนี้ลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องนี้ แล้วก็ย้อนไปถึง คําพิพากษาของศาลโลกซึ่งได้ตัดสินมาร่วม ๕๐ ป้กว่าแล้วท่านประธานครับ ในช่วงนั้น ผมก็คิดว่าคําอภิปรายที่เกิดขึ้นมันทําให้เกิดข้อเข้าใจผิดอยู่หลายเรื่องโดยเฉพาะในเรื่อง คําพิพากษาของศาลโลก ผมจําได้นะครับท่านประธาน ถ้าลองไปดูคําพิพากษาของศาลโลก ดู ๓ บรรทัดสุดท้ายท่านประธานครับ ศาลโลกได้ตัดสินไว้ ไปดูภาษาอังกฤษนะครับ พูดไว้ชัดเจนว่าเดอะ เทมเพิล (The temple) คือตัวปราสาทพระวิหาร อีส ซิทูเอเทด (is situated) ตั้งอยู่บนดินแดนที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศกัมพูชา ตัดสินอย่างนั้นครับ ผมก็จําได้ ตอนนั้นฝ์ายค้านในขณะนั้นบอกว่าศาลโลกตัดสินว่าให้ปราสาทพระวิหารนี้เปึนของ ประเทศกัมพูชาแต่ดินแดนใต้ปราสาทพระวิหารเปึนของเรา ไม่ใช่ ผมบอกว่าพูดอย่างนี้แหละ เดี๋ยวจะนําไปสู่ให้เกิด ๒ ประเทศนี้เข้าใจกันผิดว่าเรากําลังจะไปแย่งปราสาทพระวิหาร ซึ่งเปึนของเขากลับมาเปึนของเรา และดูเหมือนว่าจะเปึนต้นเหตุของความเข้าใจผิดตั้งแต่นั้น เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ศาลโลกได้ตัดสินไว้ชัดเจนว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดน ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศกัมพูชา แต่ไม่ได้บอกว่ามันกว้างยาวแค่ไหน ทําไมไม่บอก ก็เพราะในคําฟัองไม่ได้บอก ฟัองศาลโลกเพียงว่าปราสาทพระวิหารนี้เปึนของใคร ศาลก็ตัดสิน แค่นั้น ตัดสินเกินคําขอไม่ได้ ก็เปึนหน้าที่ของ ๒ ประเทศที่จะมาเจรจาปักเขตแดนกันต่อไป ตามสนธิสัญญาที่มีอยู่ในขณะนั้น นี่คือปัญหาครับ พอย้อนกลับไปย้อนกลับมามันก็ทําให้ เกิดความเข้าใจผิดกันมาจนถึงทุกวันนี้ นี่คือท่าทีที่ดูเหมือนว่าเกิดความสับสนเองในซีกของ รัฐบาลไทย ตั้งแต่ท่านเปึนฝ์ายค้านมาจนถึงปัจจุบันนี้ ดูเหมือนความตกลงเมื่อป้ ๒๕๔๓ เดี๋ยวก็บอกว่าดีบ้าง เสียเปรียบบ้าง ถูกต้องบ้าง ไม่ถูกต้องบ้าง ผู้ฟังที่เปึนประชาชนก็เกิด ความสับสนเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่มันน่าเปึนห่วงอย่างยิ่ง ผมคิดว่าเรื่องจุดนี้ถ้าจะทําให้การปักปัน เขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามันราบรื่นไป ท่านประธานครับ เราก็รู้ว่า ข้อกฎหมาย สนธิสัญญา ที่เราทําขึ้นสมัยที่ประเทศฝรั่งเศสปกครองประเทศอินโดจีนอยู่นั้น เขาทําในฐานะที่เขาได้เปรียบเราแล้วเราก็เปึนฝ์ายที่เสียเปรียบ เพราะฉะนั้นถ้ายึดหลัก ในข้อกฎหมายเหล่านั้นมาเปึนหลักในการเจรจาเราก็จะเสียเปรียบด้วยข้อกฎหมาย แต่ว่า ถ้ายึดหลักของการเจรจากัน ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ด้วยความตั้งใจดีต่อกัน ผมเชื่อว่า สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ แล้วก็จะดีกว่าที่จะมายึดหลักข้อกฎหมายอย่างเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของฝ์ายรัฐบาลเอง ท่านประธานครับ เมื่อไม่นานมานี้ หลายท่านคงได้เห็นบทบาทของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านนี้ เมื่อประมาณสัก ๒-๓ สัปดาห์ก่อนผมก็ดูรายงานข่าวบอกคณะรัฐมนตรีชื่นชม ชื่นชอบ ท่านรัฐมนตรีท่านนี้ที่สามารถไปกระชับพื้นที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ซึ่งเปึนผลจาก การที่ท่านเดินทางไปประเทศมอนเตเนโกรมา ดูข่าวทีไรก็เห็นบทบาทของท่านรัฐมนตรีอยู่แค่นี้ วนอยู่แค่นี้ส่วนเรื่องอื่นไม่ค่อยจะเห็น ผมก็ยังไม่เห็นว่า ครม. ชื่นชมท่านเลยไปถึงในเรื่อง อื่น ๆ เลย ไม่มีนะครับ นี่คือปัญหาส่วนหนึ่งเหมือนกันที่มันน่าจะเกิดขึ้น บังเอิญผมไปเห็น เอกสารรายงานอยู่ฉบับหนึ่งพูดถึงเรื่องนี้ ท่านรัฐมนตรีท่านนี้ได้บอกเจ้าหน้าที่ชั้นสูง ของประเทศสหรัฐอเมริกาเปึนผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศที่แวะมาประเทศไทย แล้วเขาก็ไปที่ประเทศพม่า ไปพบผู้นําของรัฐบาลประเทศพม่า แล้วก็ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย รัฐมนตรีท่านนี้ ก็เรียกผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของประเทศสหรัฐอเมริกามาพบ แล้วเขาก็บอกไปตรง ๆ กับผู้แทนฝ์ายรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกาบอกว่าตราบใดที่การแก้ไข ปัญหาเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเปึนมรดกโลกไม่สําเร็จคือถ้าประเทศเขมร ยังยืนยันจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกอยู่ฝ์ายเดียว จะไม่มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดน ท่านประธานครับ ท่าทีอย่างนี้แหละมันจะทําให้การปักปันหมุดแต่ละหมุด ๆ จะต้องใช้เวลา อีกกี่ป้เปึนร้อย ๆ ป้ก็คงยังไม่เสร็จ ถ้าตราบใดที่ท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านนี้ต่อประเทศเพื่อนบ้านยังไม่เปลี่ยนไปในท่าทีที่จะเปึนมิตรกับเขามากขึ้น แต่ถ้า ยังเอาท่าทีลักษณะอย่างนี้เอาเรื่องปราสาทพระวิหารจะขึ้นทะเบียนเปึนมรดกโลกมาโยง กับเรื่องการปักปันเขตแดนครับ ผมว่าจะเปึนปัญหาและอุปสรรคอย่างมาก ก็อยากจะ เรียนท่านประธานว่าในข้อตกลงที่พูดถึงเหล่านี้มีความก้าวหน้าบ้าง แต่ว่ามันจะสําเร็จไหม ฝ์ายเทคนิคก็ต้องทํางานกันต่อไปจะใช้เวลาค่อนข้างนานตามหลักหลาย ๆ ประเทศ แต่ไม่มีวิธีไหนที่จะแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ได้เท่ากับการเจรจาจะเปึนวิธีที่ดีที่สุดนะครับ และเมื่อจะเจรจากันจําเปึนที่รัฐบาลเอง ผู้นํารัฐบาลเองจะต้องมีท่าทีที่เปึนมิตรต่อกัน แต่โดยเฉพาะที่ผมได้เรียนท่านประธานไปแล้วท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ จะมีส่วนสําคัญอย่างยิ่งที่จะทําให้ฝ์ายเทคนิคเขาสามารถที่จะทํางานต่อไปได้ อยากเรียน ท่านประธานว่าจําเปึนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านนี้จะต้องปรับทัศนะ ที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเรากับประเทศกัมพูชาครับ จึงจะสามารถทําให้ข้อตกลงนี้เดินหน้าต่อไปได้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ