รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓

คํานูณ สิทธิสมาน ขอโต้แย้งเกี่ยวกับข้อความในเอ็มโอยู ปี 2543 โดยระบุว่าข้อ 1(ค) ไม่ได้หมายถึงแผนที่ระวางดงรักหรือแผนที่อัตราส่วน 1:200,000 ที่จัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศส และยืนยันว่ารัฐบาลไทยในขณะนั้นได้กลับหลักการที่เคยยึดถือไว้ และยืนยันว่าเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศมีข้อความที่ชี้ให้เห็นว่าไทยยอมรับเขตแดนตามแผนที่อัตราส่วน 1:200,000 และยอมให้ฝรั่งเศสแก้ไขเส้นเขตแดนในแผนที่

นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กระผมก็จะ พยายามให้ถึงที่สุดนะครับ กระผมเพียงแต่ขอว่า ๑๐ นาทีไม่ต้องกดออดจะได้ไหม แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เปึนไรนะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นที่ ๒ เปึนประเด็นสําคัญ เพราะว่า ในประเด็นที่ ๒ นี้ก็คือในย่อหน้าที่ ๓ ของร่างบันทึกข้อตกลงที่เขียนว่ายืนยันอีกครั้งหนึ่ง ก็คือการไปยืนยันไปเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ข้อ ๑ (ค) เอ็มโอยู ๒๕๔๓ ข้อ ๑ (ค) นั้นระบุว่า ข้อ ๑ (ก) ก็คือว่าการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยกับ ราชอาณาจักรกัมพูชานั้นให้เปึนไปตามเอกสารต่อไปนี้ ข้อ (ก) ไม่มีปัญหาครับ ก็คืออนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๙๐๔ (ข) ก็คือสนธิสัญญาระหว่าง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๙๐๗ แต่ที่ เปึนปัญหาก็คือข้อ ๑ (ค) ครับ ก็คือระบุว่าแผนที่ที่จัดทําขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดน ของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนซึ่งจัดทําขึ้นตามอนุสัญญา ฉบับ ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญาฉบับค.ศ. ๑๙๐๗ กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับ การบังคับใช้อนุสัญญาฉบับ ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญาฉบับ ค.ศ. ๑๙๐๗ ระหว่าง สยามกับฝรั่งเศส ซึ่งกระผมได้กล่าวมาแล้วก็คือหมายถึงแผนที่อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ประเทศฝรั่งเศสจัดทําขึ้นฝ์ายเดียวโดยไม่ผ่านการรับรอง ไม่มีลายเซ็นของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส ในกรณีนี้ที่เปึนปัญหาสําคัญ ก็คือระวางดงรัก แผนที่นี้มีทั้งหมด ๑๑ ระวาง ใช้บังคับอยู่ ๗ ระวาง ท่านประธานครับ ในมุมมองของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านสนทนากับกระผมเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒ และท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กรุณามาตอบกระทู้ถามของกระผมเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ในที่ประชุมวุฒิสภา ท่านเห็นพ้องว่าในข้อ ๑ ค นั้นไม่ได้หมายความถึงแผนที่ ระวางดงรักหรือแผนที่อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรักที่เรียกว่าแอนเนคซ วัน นั้น ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่าประเทศไทยเราไม่อาจไปยอมรับแอนเนคซ วัน ได้ในทั้ง ๒ ประเด็น ก็คือ ๑. ความไม่ถูกต้องตรงตามสันปันน้ําที่ระบุไว้ในข้อ ๑ แห่งอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และ ๒. ความไม่เปึนผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส ที่ตั้งขึ้นตาม อนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ เพราะทั้ง ๒ ประเด็นนี้เปึนข้อต่อสู้ที่เราใช้ในศาลโลกระหว่าง ป้ ๒๕๐๒-๒๕๐๕ อันนี้เปึนความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ข้อ ๑ (ค) ไม่ได้หมายถึงแผนที่ระวางดงรักหรือแอนเนคซ วัน นะครับ ต่อมา ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงผ่านโทรทัศน์ว่ามันเกิดความบกพร่องในการแปลคําพิพากษา ศาลโลกป้ ๒๕๐๕ จากภาษาอังกฤษเปึนภาษาไทย ในเรื่องมีตัวเอส (s) ท้ายคําว่าแมพ (Map) ที่แปลว่าแผนที่หรือไม่มีนะครับ โดยสรุปก็คือว่าท่านเริ่มเห็นว่าแผนที่ทั้ง ๑๑ ระวาง หรือบังคับใช้อยู่ ๗ ระวางนั้นผ่านคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศสทุกระวาง ยกเว้นระวางดงรัก เพราะฉะนั้นในข้อ ๑ (ค) จึงไม่ได้หมายถึงแผนที่ระวางดงรัก อันนี้เปึน ความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งถ้าความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นเปึนความเห็นของ กระทรวงการต่างประเทศทั้งหมดโดยรวม และเปึนความเห็นร่วมกันของทางประเทศกัมพูชา โดยรวมเช่นกัน กระผมก็คงไม่มีปัญหาที่จะต้องมายืนอภิปรายในวันนี้ให้ท่านประธาน ทักท้วงหลาย ๆ หนนะครับ แต่ว่าในทางความเปึนจริงแล้วกระผมจะได้ชี้แจงต่อไปว่า ขั้นตอนการทําเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ที่เริ่มต้นโดยกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลสมัยนั้น แล้วก็ในความเข้าใจของกระทรวงการต่างประเทศในสมัยนั้นมาจนสมัยนี้ไม่ได้มีความเข้าใจ เหมือนท่านนายกรัฐมนตรีเต็มร้อย ท่านประธานครับ มติคณะรัฐมนตรีป้ ๒๕๐๕ นั้น ไม่ยอมรับแผนที่แอนเนคซ วัน แม้ว่าจะตัดสินให้ประเทศไทยแพ้คดีต้องเสียปราสาทพระ วิหารให้ประเทศกัมพูชา แต่ว่าศาลโลกเห็นว่าประเทศไทยเราไม่ได้ใช้สิทธิคัดค้านแผนที่ แอนเนคซ วัน ในทุกครั้งที่ศาลโลกท่านเห็นว่าประเทศไทยน่าจะคัดค้านให้เปึนที่ประจักษ์ได้ ท่านก็เลยใช้หลักกฎหมายป่ดปากมาพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารนั้นเปึนของประเทศกัมพูชา แต่จากนั้นประเทศไทยเราก็ได้ล้อมรั้วคืนบริเวณเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารให้กับ ประเทศกัมพูชา ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาก็มีสภาพสงครามตามชายแดนไม่สงบ เรื่อยมา จนกระทั่งถึงในป้ ๒๕๔๒ ยุครัฐบาล ป้ ๒๕๔๒ ก็เริ่มมีการพูดคุยกันขึ้นมาว่า จะต้องมีการจัดทําเขตแดนกันใหม่ให้มีความชัดเจน เพราะว่าหลักเขตแดนทั้ง ๗๓ หลักนั้น บางหลักก็ห่างกันเกินไป บางหลักก็เลือนหายไปตามกาลเวลา ในที่สุดนั้นก็ก่อให้เกิดเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๓ เอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ก็ได้ให้กําเนิดคณะกรรมาธิการจัดทําหลักเขตแดนทางบกร่วมไทย-กัมพูชาหรือเจบีซี ขึ้นมา ในป้ ๒๕๔๖ ซึ่งก็ได้มีการเซ็นเขาเรียกว่าทีโออาร์ (TOR) ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในอีกยุครัฐบาลหนึ่ง ทั้งหมดนี้ก็เปึนกรอบที่มาของกรอบเจรจา ๒ กรอบที่เสนอต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ แล้วก็เปึนที่มาที่เรามาอภิปรายกันในวันนี้ครับ ท่านประธานครับกระทรวงการต่างประเทศนั้น บอกว่าตอนริเริ่มจัดทําเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ นั้น วัตถุประสงค์คืออยากจัดทําหลักเขตแดนทางบก ไทย-กัมพูชาให้เหมือนกับที่ประเทศไทยทํากับประเทศมาเลเซีย ประเทศลาว และประเทศพม่า และถึงจะไม่เขียนระบุไว้ว่าให้เปึนไปตามแผนที่ โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศก็ต้อง หมายรวมถึงแผนที่อยู่แล้ว เพราะถือว่าแผนที่เปึนส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา ในกรณีนี้ก็คือ อนุสัญญา ป้ ๑๙๐๓ และสนธิสัญญา ป้ ๑๙๐๗ แต่สําคัญก็คือเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ในระดับที่มีความรู้เรื่องไทย-กัมพูชามากที่สุดได้ชี้แจงกับกระผมผ่านเวทีคณะกรรมาธิการ หลายชุด แล้วก็เวทีคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภาว่าในชั้นต้นนั้น ฝ์ายไทยก็ไม่ประสงค์ที่จะให้มี ข้อ ๑ (ค) อยู่ในเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ เพราะอะไรครับ เพราะว่า กระทรวงการต่างประเทศก็ทราบดีว่าถ้าไปเขียน ข้อ ๑ (ค) ไว้ มันก็จะหมายถึงแผนที่ อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ทําให้ไทยเสียปราสาทพระวิหารบนศาลโลกนะครับ แต่ว่า สถานการณ์ในขณะนั้นก็คือทางประเทศกัมพูชามีความกระตือรือร้นมีการผลักดันอย่างเต็มที่ ที่จะต้องให้มีการเขียนระบุถึงแผนที่ไว้ในบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ นี้ด้วย โดยทางเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศนั้นก็ได้เล่าให้ฟังว่าทางกัมพูชาบอกว่าถ้าเราไม่เขียนไว้ ในเอ็มโอยูนั้นกัมพูชาก็เห็นทีที่จะต้องนําเรื่องพื้นที่บริเวณชายแดนด้านปราสาทพระวิหาร กลับขึ้นสู่ศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าศาลโลกเคยพิพากษาให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร แต่ศาลโลกไม่ได้ชี้เขตแดนว่าจะต้องเปึนไปตามแผนที่แอนเนคซ วัน ซึ่งประเทศกัมพูชา แนบไว้ท้ายฟลอร์ (Floor) อันนี้คือสิ่งที่ประเทศกัมพูชาพูดกับทางกระทรวงการต่างประเทศ ในยุคนั้น

สุดท้ายด้วยความเข้าใจของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ มีความเห็นในขณะนั้นว่าไม่ประสงค์ที่จะให้เรื่องนี้เปึนเรื่องพหุภาคีไม่ประสงค์ที่จะให้เรื่องนี้ กลับคืนขึ้นสู่ศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง จึงเปึนที่มาของการยอมเขียน ข้อ ๑ (ค) ไว้ในเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ปัญหาที่ผมรับไม่ได้ก็คือว่าเราไปยอมตามเขาได้อย่างไร แต่ก็ไม่เปึนไรครับ มันก็เปึนเรื่องที่ผ่านมาแล้ว แต่นี่ก็คือคําชี้แจงของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศที่มี การชี้แจงในคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาและคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภา กระผมมีบันทึกชวเลขพร้อมที่จะอ้างอิงได้

สุดท้ายก็คือในป้ ๒๕๔๓ วันที่ ๑๔ มิถุนายนนั้นรัฐบาลไทยในขณะนั้น ได้ดําเนินการกลับหลักการที่ประเทศไทยเคยยึดถือเมื่อป้ ๒๕๐๕ หลังจากคําพิพากษา ศาลโลกให้ประเทศไทยคืนปราสาทพระวิหารให้ประเทศกัมพูชา การจะกลับหลักการนั้น ก็ต้องมีมติคณะรัฐมนตรีด้วยครับ วันที่ ๑๒ มิถุนายน ก่อนวันลงนามในเอ็มโอยูไทย-กัมพูชา ป้ ๒๕๔๓ ๒ วันนั้นผมเชื่อว่ารัฐบาลในขณะนั้นรู้อยู่ว่าประเทศไทยกําลังจะลงนามในเอ็มโอยู ที่จะมีผลให้ยอมรับแผนที่อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ อย่างน้อยก็ทางเอกสาร เพราะว่า ในบันทึกความเข้าใจจากสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สํานักการเมืองต่างประเทศ ลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ ลงนามโดย นายวรากรณ์ สามโกเศศ รองเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีฝ์ายการเมือง ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้รายงาน และขออนุมัตินายกรัฐมนตรีลงนามในบันทึกความเข้าใจ มีความตอนหนึ่งในข้อ ๒.๑ ระบุชัดเจนว่า การสํารวจและปักหลักเขตแดนทางบกจะดําเนินการโดยใช้เอกสารหลักฐานที่ผูกพันไทย และกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ขีดเส้นใต้ตรงนี้นะครับว่า ผูกพันไทยและกัมพูชา ตามกฎหมายระหว่างประเทศ คืออนุสัญญา ๑๙๐๔ สนธิสัญญา ๑๙๐๗ และพิธีสารแนบท้าย อันนี้ไม่มีปัญหาครับ แต่ที่มีปัญหาคืออะไรทราบไหมครับ คือและแผนที่แสดงเส้นเขตแดน ระหว่างไทยกับกัมพูชา มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งจัดทําขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการ ปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ท่านประธานครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ลงนามเห็นชอบนะครับ นี่ก็คือการกลับหลัก ของคณะรัฐมนตรีเมื่อป้ ๒๕๐๕ แล้วก็ยังมีการยกระดับขึ้นไปอีก คือยกระดับขึ้นไปอีกว่า แผนที่อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นั้น เปึนผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนยกระดับที่ ๑

ยกระดับที่ ๒ ก็คือว่าไปเขียนว่า เปึนเอกสารหลักฐานที่ผูกพันไทยและกัมพูชา ตามกฎหมายระหว่างประเทศ อันนี้ครับ ก็คือข้อเสียหายของ ข้อ ๑ (ค) แต่แน่นอนครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ณ ป้ ๒๕๕๓ ในวันนี้ ท่านไม่ได้ยอมรับข้อ ๑ (ค) อย่างนี้นะครับ แต่ผมกําลังจะชี้ให้เห็นว่าเอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศที่มีขึ้นไป ถึงนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเขียนไว้อย่างนี้ นี่เปึนประการที่ ๑

อีกประการหนึ่งครับท่านประธาน มีเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าข้อความในข้อ ๑ (ค) เอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ แล้วก็ข้อความในบันทึกจากนายวรากรณ์ สามโกเศศ ถึงนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น หมายรวมถึงแผนที่แอนเนคซ วัน ก็คือเอกสารของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศฉบับหนึ่ง ซึ่งเปึนเรื่องเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ท่านเขียนไว้ เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๗ ท่านบรรยายถึงแผนที่อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี้มีการบรรยาย ในแทบทุกจุดที่กล่าวถึงว่าแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ อันนี้ท่านเขียนบรรยายไว้อย่างนี้ ซึ่งเปึนเรื่องตรงกันข้ามกับข้อต่อสู้ที่ไทย ใช้ต่อสู้ในศาลโลก ตรงกันข้ามกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อป้ ๒๕๐๕ นอกจากนั้นในเอกสารของ กระทรวงการต่างประเทศชุดนี้ยังระบุไว้ในหลายตอนว่าคําพิพากษาของศาลโลกนั้นยึดถือแผนที่ มากกว่าสนธิสัญญา นอกจากนั้นครับท่านประธาน ในเอกสารชุดนี้กระทรวงการต่างประเทศ ยังไปรับรองอํานาจหน้าที่ของนายพันโทแบล็คนาว่าสามารถแก้ไขเส้นเขตแดนในแผนที่ได้ แม้จะผิดไปจากสนธิสัญญาก็ตาม เพราะเปึนผู้ที่รู้ภูมิประเทศดีและเปึนผู้แทนฝ์ายฝรั่งเศสผู้มี อํานาจเต็ม คนที่ ๒ ท่านประธานครับ ทางกระทรวงการต่างประเทศอาจจะแก้ว่าเปึนเฉพาะบางระวาง แต่การเขียนโดยรวมไว้อย่างนั้นมันสะท้อนให้เราเห็นว่าทัศนคติของกระทรวงการต่างประเทศนั้น มองคําพิพากษาศาลโลกอย่างไร มองแผนที่อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ว่าผูกพันไทยอย่างไร ในข้อความในเอกสารที่เปึนเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศเล่มนี้ท้ายหน้า ๑๕ ต่อไปหน้า ๑๖ เขาบรรยายคําว่า แผนที่อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ไว้ว่าดังนี้ครับท่านประธาน สําหรับเส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่ชุดนี้ มีข้อสังเกตดังนี้

(๑) เนื่องจากแผนที่ชุดนี้เปึนผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน ชุดที่ ๑ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ ดังนั้นส่วนใหญ่ของแผนที่ชุดนี้ (จํานวน ๙ ระวาง) จึงแสดงเส้นเขตแดนตามสนธิสัญญาและความตกลง ฉบับ ค.ศ. ๑๙๐๔ ซึ่งยังมีผลใช้บังคับ อยู่จนถึงปัจจุบันเพียง ๖ ระวาง แล้วก็มีวงเล็บเอาไว้ ในวงเล็บเขาจะระบุ ๖ ระวาง อันนี้ สําคัญมากครับ ๖ ระวางก็คือ (ระวางเมืองครอบและเชียงล้อม) (ระวางลําน้ําต่าง ๆ ทางภาคเหนือ) (ระวางเมืองน่าน) (ระวางจําปาศักดิ์) (ระวางโขง) สุดท้ายคืออะไรครับ และ (ระวางดงรัก) จากเอกสารชุดนี้ซึ่งก็คือจัดทําขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๗ นั้น ก็แสดงให้เห็นว่าในมุมมอง ของกระทรวงการต่างประเทศนั้น เมื่อพูดถึงแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่มีผูกพันทางกฎหมาย กับประเทศไทยและกัมพูชา แล้วก็ถือว่าเปึนผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนนั้น รวมแผนที่ระวางดงรักหรือแอนเนคซ วัน นี้ไว้ด้วย ซึ่งก็ทําให้เข้าใจได้ว่ากระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปึนข้าราชการประจําที่ทําหน้าที่เสนอเรื่องราวในการทําเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ มีความเข้าใจ และในการเจรจากับทางประเทศกัมพูชานั้น ก็มีความเข้าใจตรงกันว่า ข้อ ๑ (ค) นั้น หมายถึงแผนที่ระวางดงรักหรือแอนเนคซ วัน ด้วย กระผมอภิปรายมาก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ในมุมมองของกระทรวงการต่างประเทศนั้น ไม่เหมือนกับมุมมองของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ นั้นดี และข้อ ๑ (ค) ไม่ได้ หมายถึงแผนที่ระวางดงรักหรือแอนเนคซ วัน กระผมพูดมาเสมอตลอดว่า กระผมเชื่อ ท่านนายกรัฐมนตรี กระผมเชื่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ว่าในเมื่อ ทางฝ์ายข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศนั้นมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปเช่นนี้ กระผม จะมั่นใจได้อย่างไรว่าในเมื่อฝ์ายการเมืองมาแล้วก็ไป รัฐมนตรีมาแล้วก็ปรับหรือเปลี่ยน ถ้าเราไม่จัดทําให้เรียบร้อย ไม่ตกลงกันให้ชัดเจนเสีย แต่วันนี้จะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่า ฝ์ายการเมืองในชุดต่อ ๆ ไปนั้นจะตีความข้อ ๑ (ค) เหมือนท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ท่านมองเห็นว่าไม่เกี่ยวกับแผนที่ระวางดงรักหรือแอนเนคซ วัน อันนี้เปึนประเด็นสําคัญที่สุดครับ ท่านประธานครับ ล่าสุดเมื่อวันพุธนี้เอง ทางกระทรวงการต่างประเทศแล้วก็ทางฝ์ายการเมือง คือท่านเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มาชี้แจงต่อที่ประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาหรือวิปวุฒิ เมื่อวันพุธที่แล้ว เราประชุมกันทุกวันพุธ ตอนบ่ายนะครับ ในครั้งนั้นท่านประธานเจบีซีไทย คือ ท่านวศิน ธีรเวชญาณ นั้นท่านก็มา ชี้แจงด้วย กระผมก็ได้ซักถามท่านไปอย่างนี้ครับว่าตกลงประเด็นสําคัญของการรับรอง บันทึกการประชุมครั้งนี้ ปมประเด็นสําคัญที่จะต้องอภิปรายกันหนักหนาสาหัสมากที่สุด ก็คือว่าเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ข้อ ๑ (ค) ซึ่งในขณะทําเอ็มโอยูนั้นไม่ได้ผ่านการรับรองจาก รัฐสภา แต่ว่าในบันทึกการประชุมในครั้งนี้จะต้องรับรองแล้วก็มีร่างบันทึกข้อตกลงที่จะ เดินตามเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ซึ่งรัฐสภาจะต้องรับรองต่อไปหรือไม่รับรองก็สุดแท้แต่นี่ข้อ ๑ (ค) มีความหมายถึงแผนที่แอนเนคซ วัน หรือระวางดงรักหรือไม่ และท่านนายกรัฐมนตรีท่านชี้แจง อย่างนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศมองอย่างไร ด้วยความเคารพนะครับ กระผมไม่ได้ประสงค์ ที่จะเอาเรื่องของคนอื่นมาพูดให้คนที่ถือว่าเปึนผู้บังคับบัญชาฟัง แต่กระผมฟังแล้วก็ไม่สบายใจ ที่ท่านประธานเจบีซีฝ์ายไทยท่านบอกว่าอันนั้นก็เปึนเพียงท่าที ไม่ใช่ข้อกฎหมาย กระผม ในที่นี้ก็คือท่านวศิน ธีรเวชญาณ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านลับหลังนะครับ ท่านวศินท่านก็บอกว่า ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านรู้ดีว่าอะไรเปึนอะไร แต่นั่นคือท่าทีของท่าน ในที่ประชุมวิปวุฒิ วันนั้นคําพูดนี้ก็ทําให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างมากว่า ท่านหมายความว่าอย่างไร คําว่า ท่าทีกับข้อกฎหมายท่านกําลังจะบอกว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่เห็นด้วยกับ ท่านนายกรัฐมนตรีใช่ไหม หรือท่านกําลังจะบอกว่าจริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีก็รู้ว่าข้อกฎหมาย เปึนอย่างไร แต่ท่านจําเปึนต้องพูดอย่างนี้ใช่ไหม ท่านก็ไม่ได้ตอบให้ชัดเจนนะครับ กระผม ไม่สามารถที่จะนําบันทึกชวเลข คํากล่าวของท่านวศิน ธีรเวชญาณ มาแสดง ณ ที่นี้ได้ เพราะได้ติดต่อไปแล้วทางฝ์ายชวเลขของวุฒิสภายังถอดไม่ทัน แต่ประชุมครั้งต่อไปกระผม ยืนยันว่าจะนํามาทั้งหมดครับ อันนี้ชี้ให้เห็นว่าเอาละกระผมเชื่อท่านนายกรัฐมนตรี ถือเสียว่า กระผมเชื่อท่านนายกรัฐมนตรี เชื่อท่านรัฐมนตรีกษิต ขออนุญาตเอ่ยนามท่านก็แล้วกัน แต่ผมพูดมาเสมอว่า ถ้าทางฝ์ายการเมืองยังมีมุมมองในการอธิบายเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ที่แตกต่างจากทางฝ์ายกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแตกต่างกับท่านประธานเจบีซีไทย-กัมพูชา ฝ์ายไทยคือท่านวศิน ธีรเวชญาณ มันจะเปึนปัญหาในการเจรจาต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นกว่า ๑ ป้ที่ผ่านมา ที่มีการโต้แย้งในเรื่องนี้ รัฐบาลได้นําบันทึกการประชุมเจบีซีไทย-กัมพูชา ๓ ครั้งนี้เข้ามาแล้ว ตั้งแต่ป้ที่แล้วแล้วก็มีการต่อสู้กันจนกระทั่งถอนออกไป วันนี้ท่านเอาเข้ามาอีกครั้ง กระผม เสียใจว่ามันไม่ได้มีพัฒนาการอะไรเลย เหมือนเดิมทุกอย่าง จริงอยู่ครับท่านประธาน ท่านจะบอกว่าการประชุมมันผ่านไปแล้วอย่างไรมันก็ต้องเหมือนเดิม ใช่ครับ แต่สิ่งที่ กระผมคาดหวังก็คือว่ารัฐบาลจะมีท่าทีใหม่อย่างไรเมื่อได้ฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ภาควิชาการ และคําโต้แย้งต่าง ๆ ซึ่งตลอดระยะเวลา ๑ ป้ที่ผ่านมา มีพัฒนาการ มีความคืบหน้า เปึนอย่างมาก รัฐบาลไม่ได้บอกเลยว่าถ้ารัฐสภาจะรับรองบันทึกการประชุม ๓ ครั้งนี้แล้ว ท่านไปประชุมครั้งต่อไปท่านจะใช้แนวทางอย่างไรในการประชุม ท่านจะแก้ไขไหม ในข้อ ๑ เรื่องการถอนทหาร แทนที่จะถอนทหารของทั้ง ๒ ฝ์าย เปึนถอนชุมชน ถอนวัด ถอนถนนให้คงสภาพเดิมไว้เมื่อป้ ๒๕๐๕ ที่ประเทศไทยล้อมรั้วลวดหนามคืนให้ประเทศกัมพูชา ท่านจะมีอะไรยืนยันต่อรัฐสภาไหมว่าในการเจรจาครั้งต่อไปท่านจะต้องตกลงกับทางฝ์าย กัมพูชาว่าเอ็มโอยูป้ ๒๕๔๓ ข้อ ๑ (ค) นั้นไม่มีทางที่จะหมายถึงแผนที่ระวางดงรัก หรือแอนเนค วัน ได้ ท่านจะเสนอเปึนกรอบการเจรจาเพิ่มเติมเข้ามาได้ไหม เปล่าครับ ท่านประธาน รัฐบาลไม่ได้เสนออะไรใหม่เข้ามาเลย