รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๕ กันยายน ๒๕๕๓

อลงกรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลการค้าระหว่างไทยกับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนเกษตรกรไทยและพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร อลงกรณ์ ยังหารือเกี่ยวกับโคเนื้อและผลิตภัณฑ์อ่อนไหว เช่น เครื่องใน และเรียกร้องให้รัฐสภาอนุมัติกรอบเจรจาเพื่อทบทวนเอฟทีเอ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ใคร่ขอใช้เวลาในการตอบประเด็นที่มีข้อสงสัย โดยเฉพาะระหว่าง ที่กระผมได้ใช้เวลาในการชี้แจงนั้นก็คงเปึนเวลาที่สมาชิกจะได้มีเวลาเดินทางมาเข้าสู่ห้อง ประชุมเพื่อลงมติต่อไปนะครับ สําหรับประเด็นในเรื่องที่ท่านสมาชิกได้ห่วงใย โดยเฉพาะ ในเรื่องข้อมูลตัวเลขล่าสุดที่ควรจะได้รายงานต่อสมาชิกรัฐสภานั้น ใคร่ขอเรียนชี้แจง เบื้องต้นว่ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศออสเตรเลียในช่วง ๗ เดือนแรก ของป้นี้มีจํานวน ๘,๘๔๓ ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น ๔๑ เปอร์เซ็นต์ เปึนมูลค่าการส่งออก ที่ประเทศไทยส่งไปประเทศออสเตรเลีย ๕,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐ โดยเราได้เปรียบดุลการค้าถึง ๒,๔๙๓ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเปึนเงินกว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตามในส่วนของประเทศนิวซีแลนด์ก็เช่นกันนะครับ ตัวเลขของการค้าระหว่างกัน ในช่วง ๗ เดือนแรกของป้นี้ ๗๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ เปึนการเพิ่มขึ้น ของการส่งออกที่เราส่งออกไปประเทศนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นถึง ๖๓ เปอร์เซ็นต์ และเราได้เปรียบ ดุลการค้าครับ ตรงนี้เองคือสิ่งที่เรียนว่าในการเจรจาทบทวนรอบนี้เปึนการขออนุมัติ กรอบเจรจาโดยกว้างในประเด็นที่ได้กราบเรียนไป และข้อดี ข้อเสีย จุดอ่อน จุดด้อย ความได้เปรียบ เสียเปรียบ ก็จะเปึนประเด็นที่รับฟังจากท่านสมาชิกในการที่จะนําไปใช้ ในการเจรจาต่อรอง เพราะว่าเอฟทีเอระหว่างไทย-ออสเตรเลีย แล้วก็ไทย-นิวซีแลนด์นั้น ได้ลงนามในป้ ๒๕๔๗ แล้วก็มีผลบังคับใช้ในป้ ๒๕๔๘ ต่างกรรมต่างวาระ ความจริง การทบทวนน่าจะเกิดขึ้นเมื่อครบ ๓ ป้ คือป้ ๒๕๕๑ แต่ว่าเนื่องจากอาจจะเปึนเพราะ สถานการณ์บ้านเมืองเปึนปัจจัยหนึ่งที่ทําให้การดําเนินการของรัฐบาลในขณะนั้นอาจจะ ไม่สะดวก แต่เมื่อรัฐบาลนี้ได้เห็นว่าการค้าระหว่างไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์นั้น ควรจะต้องมีการปรับปรุงทบทวนในภาคที่อ่อนแอโดยเฉพาะภาคเกษตรของไทย จึงเห็น เปึนนโยบายที่จะต้องมีการนําเสนอรัฐสภาเพื่อที่จะไปเจรจาในการทบทวน มีบางประเด็น ที่ต้องกราบเรียนชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน เพราะว่าบางเรื่องเปึนเรื่องที่อาจจะ คลาดเคลื่อนและอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อเกษตรกร แล้วก็สาธารณชนคนไทย โดยทั่วไป

ประการแรก ก็คือว่าในเรื่องสินค้าส่งออกที่เราส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์นั้น ในสินค้า ๑๐ อันดับแรก สินค้าทอปเทน (Top ten) มีสินค้าเกษตร หรือสินค้าเกษตรแปรรูปที่ท่านสมาชิกได้ให้ความใส่ใจห่วงใยต่อเกษตรกรของเรา ทั้งในภาคเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมนั้นอยู่อย่างน้อย ๒-๓ รายการ ไทย-ออสเตรเลียนั้น สินค้าเกษตรมีสัดส่วนสูงถึง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ของการค้าทั้งหมด นั่นแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้เน้น เฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ บริษัทอุตสาหกรรม แต่แน่นอนที่สุดว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้าส่งออกของเรานั้น สามารถเพิ่มมูลค่าได้ในการพัฒนาอุตสาหกรรม และทางด้านของเกษตรอุตสาหกรรม จึงทําให้สินค้าวัตถุดิบซึ่งได้ราคาถูก ราคาต่ํา ในต่างประเทศโดยเฉพาะสินค้าเกษตรนั้นก็มีปริมาณสัดส่วนลดน้อยลงโดยลําดับ

ส่วนประเด็นที่ท่านสมาชิกห่วงใยมากใน ๒-๓ เรื่อง เช่นในเรื่องของโคเนื้อ ผมใคร่ขอเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันนะครับว่าผมเปึนแฟนของโพนยางคํา ท่าน ส.ส. นิคม ผมไปที่โพนยางคําซึ่งเปึนเนื้อไทย-เฟรนช์ (Thai-French) ตั้งแต่สมัย กรป. กลาง ได้เข้าไปสนับสนุนส่งเสริม และวันนี้รัฐบาลจะเข้าไปต่อยอดภายใต้นโยบาย เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และน่าดีใจว่าวันนี้ร้านค้าร้านอาหารในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลนั้นได้ขึ้นปัายเนื้อโพนยางคํา จากที่แทบจะไม่มีคนรู้จักบัดนี้รู้จักอย่างกว้างขวาง จนแทบจะกลายเปึนอย่างที่ท่านเรียนว่าเปึนเนื้อไทยที่อยู่ในระดับเปึนแชมปีของ ประเทศไทย นอกเหนือจากเนื้อโคกําแพงแสนก็ดีหรือเนื้อจากโชคชัยฟาร์มก็ดี นั่นคือ สิ่งที่ผมอยากจะเรียน เพราะฉะนั้นมันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลได้ให้ความใส่ใจ และติดตามอย่างต่อเนื่องนะครับ สมัยที่เปึนฝ์ายค้านตอนที่มีการทําเอฟทีเอตรงนี้เราก็ได้ อภิปรายท้วงติง โดยเฉพาะเช่นเดียวกับที่ท่านอภิปรายวันนี้ในความห่วงใยต่อเกษตรกรของเรา ดังนั้นในเรื่องของโคเนื้อจึงเรียนว่าเราได้จัดให้สินค้าเนื้อโคระหว่างไทย-ออสเตรเลียนั้น อยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวครับ ที่เรียกว่าเปึนเซนซิทีฟ ลิสต์ (Sensitive list) และมีมาตรการ ปกปัองพิเศษที่เราเรียกว่าเซฟการ์ด (Safeguard) และรัฐบาลก็ได้ออกกฎหมายสําหรับ มาตรการปกปัองพิเศษที่เรียกว่าเซฟการ์ด เปึนการเฉพาะสําหรับการนําเข้าสินค้า โดยเฉพาะเนื้อโคในปริมาณที่มากกว่าปกติก็สามารถที่จะกําหนดโควตาและสามารถกําหนด อัตราภาษีเปึนพิเศษเพื่อปกปัองเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคขุน ของเราครับ

ต่อกรณีที่ท่านถามว่าการกําหนดให้เปึน สินค้าอ่อนไหวดังกล่าวนั้นใช้อย่างไร ก็คือการกําหนดโควตา เราให้โควตาเฉลี่ยสําหรับประเทศออสเตรเลียนั้นป้ละเพียง ๑,๑๐๐ ตันเท่านั้น และจะต้องเสียภาษีร้อยละ ๒๐ ไม่ใช่ภาษีเปึน ๐ ครับ ประเทศนิวซีแลนด์นั้น ๗๓๙ ตัน อัตราภาษี ๒๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่ ๐ ครับ โดยที่ระยะเวลาของสินค้าเนื้อโค มีระยะเวลาถึง ๑๕ ป้นับแต่ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียมีผลบังคับใช้ ถึงจะลดภาษีไปเปึน ๐ ในป้ ๒๕๖๓ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการทบทวนเจรจาครั้งนี้ก็คงจะเปึน ส่วนหนึ่งของการที่จะนําประเด็นดังกล่าวนั้นเข้าไปพิจารณา เช่นเดียวกันครับในกรณีของ การเยียวยาเตรียมความพร้อมสําหรับ ๑๕ ป้เพื่อรองรับในเรื่องของโคเนื้อ ทั้งกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ โดยที่ทางรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันนะครับ เราได้จัดกลไกในการเตรียมความพร้อมนั่นก็คือกองทุนปรับโครงสร้างภาคการเกษตร ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกองทุนเอฟทีเอของกระทรวงพาณิชย์มีตัวอย่าง ที่เราได้ดําเนินการในส่วนของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อลดจุดอ่อน ให้เปึนจุดแข็งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโคเนื้อ โคขุน โคพันธุ์ของเรา เช่น โครงการ คัดเลือกพ่อโคพันธุ์กําแพงแสนเพื่อใช้ผลิตน้ําเชื้อ โครงการปรับโครงสร้างสินค้าเนื้อโคขุน และระบบตรวจสอบย้อนหลัง หรือโครงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่ม ผู้เลี้ยงโคเนื้อ เปึนต้น ขณะเดียวกันในส่วนของนมผง นมผงเช่นกันครับไม่ได้อยู่ในสินค้า ลดภาษีเปึน ๐ อย่างที่เข้าใจกัน เพราะเราก็กังวลในเรื่องนี้ในเรื่องของการต้องเตรียม ความพร้อมของเกษตรกรโคนมของเรา ภายใต้ความตกลงทั้ง ๒ กรอบ ประเทศไทย ได้จัดให้นมผงเปึนสินค้าอ่อนไหวสูงนะครับ ที่เรียกว่าไฮลี่ เซนซิทีฟ ลิสต์ (Highly sensitive list) สูงกว่าเซนซิทีฟ ลิสต์นะครับ โดยมีระยะเวลาลดภาษียาวนานถึง ๒๐ ป้ นับแต่ความตกลง มีผลบังคับใช้ นั่นหมายความว่าเรามีระยะเวลาเตรียมความพร้อม ๒๐ ป้ และมีการกําหนด โควตาภาษี ภายใต้ความตกลงระหว่างไทย-ออสเตรเลีย เราให้โควตาเฉพาะประเทศ ออสเตรเลียเพียงป้ละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ตันต่อป้เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ ความต้องการในการนําเข้าของเราถึงป้ละกว่า ๗๐,๐๐๐ ตัน และน้อยมากเมื่อเทียบกับ ความตกลงภายใต้ดับเบิลยูทีโอหรือว่าองค์การการค้าโลก ซึ่งเราได้เป่ดภายใต้ดับเบิลยูทีโอนั้น ถึง ๕๕,๐๐๐ ตันต่อป้ ในส่วนของประเทศนิวซีแลนด์นั้นประเทศไทยไม่เป่ดโควตาเฉพาะ ให้กับประเทศนิวซีแลนด์ครับ โดยเราได้คงรักษาภาษีไว้สูงถึงร้อยละ ๑๙๔.๔ เปอร์เซ็นต์ จนถึงป้ ๒๕๖๘ ระหว่างนี้ผมกําลังดูนะครับสมาชิกยังน้อยและบางตาอยู่ เพราะฉะนั้น ก็จะได้ใช้เวลาชี้แจงเฉพาะประเด็นสําคัญเท่านั้นครับ เนื้อโคแล้วก็นมผงก็คือ ประเด็นสุดท้าย ก็คือในเรื่องของเครื่องใน เครื่องใช่เช่นเดียวกันครับ เครื่องในนั้นเปึนประเด็นที่เราได้จัดอยู่ ในสินค้าที่มีมาตรการปกปัองพิเศษครับ โดยการกําหนดโควตานําเข้าเริ่มต้นที่ ๓๑๐ ตันต่อป้ เท่านั้นครับ ส่วนใหญ่ตัวเลขที่นําเข้าตอนนี้ต้องเรียนว่ามาจากยุโรปและไม่ได้ใช้สิทธิ ทางด้านเขตการค้าเสรีเลยแม้แต่น้อยครับ เพราะฉะนั้นจึงก่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันว่า ในเรื่องเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียและไทย-นิวซีแลนด์นั้นไม่ใช่เปึนประเด็นของการที่มี การนําเข้าเครื่องในหรือว่าตับสุกร ตรงนี้ก็ขอเรียนชี้แจง

ส่วนประเด็นสุดท้ายในเรื่องของยานยนต์ อยากให้เกิดความเข้าใจตรงกันว่า เราได้ประกาศยุทธศาสตร์ของชาติร่วมกันว่าเราจะเปึนดีทรอยท์ ออฟ เอเชีย (Detroit of Asia) เปึนศูนย์กลางรถยนต์ของเอเชีย เพราะฉะนั้นที่ผ่านมานั้นเราได้กําหนดมาตรการ ทั้งส่งเสริมการลงทุน มาตรการกําหนดในการเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ ในปัจจุบันนั้น อาจจะกล่าวได้ว่ารถป่กอัพ ๑ ตันประเทศไทยคือแชมปีโลกครับ เหนือกว่าประเทศญี่ปุ์น เหนือกว่าประเทศตุรกี เหนือกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา เหนือกว่าทวีปยุโรปทุกประเทศ ในโลกนี้ และเรียกว่าถ้าจะใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่ว่าโลคัล คอนเทนท์ (Local content) เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ถึงแม้ยี่ห้อจะใช้ยี่ห้อต่าง ๆ ไปอย่างไรก็ตาม แต่ว่านั่นก็คือ สิ่งที่เปึนสินค้าโปรดักท์ แชมปีเปุ้ยน (Product champion) แชมปีโลกของเรา และจริงอย่างที่ กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรได้เดินทางไปประเทศออสเตรเลีย รถป่กอัพ ๑ ตัน ใช้มากที่สุดครับ และขณะเดียวกันก็ต้องเรียนว่าการผลิตรถแต่ละคันนั้นเรามีบริษัทชิ้นส่วนกว่า ๒,๐๐๐ บริษัท ส่วนใหญ่เปึนบริษัทคนไทยทั้งสิ้น ใช้โลคอล คอนเทนท์ของประเทศไทยครับ ยางรถยนต์ ใช้ยางโดยเฉพาะจากภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่าการส่ง รถยนต์นั้นเปึนการส่งเสริมบริษัทต่างชาติอาจจะไม่ถูกต้อง แต่ว่าส่วนใหญ่เราได้ประโยชน์ ต้องเรียนข้อเท็จจริงให้ตรงกันแม้แต่ที่ท่านพาดพิงถึงทางประเทศชิลี ทางลาตินอเมริกา รถยนต์ของประเทศไทย ชิ้นส่วนของประเทศไทย ประดับยนต์ของประเทศไทยเปึนแชมปี ในลาตินอเมริกาและจะขยายมากขึ้นครับ ผมต้องขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้ให้ความเห็น ข้อแนะนําเกี่ยวกับเรื่องของโลจิสติกส์ การบริหารโลจิสติกส์โดยเฉพะสินค้าเกษตรไปสู่ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ หรือว่าในส่วนของการเพิ่มศักยภาพเชื่อมโยง ระหว่างท่าเรือน้ําลึกแหลมฉบังหรือกรุงเทพฯ ไปยังท่าเรือโดยตรงในประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ตลอดจนความกังวลในเรื่องของการค้าสินค้าและการค้าภาคบริการ ในเรื่องของการศึกษา แล้วเราก็ได้จัดแนวทางนโยบายเรื่อง เอดดูเคชัน ฮับ (Education Hub) รวมทั้งเมดิคอล ฮับ (Medical Hub) ที่ท่านห่วงใยในเรื่องของการส่งเสริมด้านนี้ ก็ต้อง ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณอาจจะเปึนเพราะว่าเวลาจํากัดนะครับ ไม่สามารถที่จะตอบได้ ทุกประเด็น แต่ว่าเจ้าหน้าที่ได้บันทึก ผมก็ได้บันทึกด้วยตัวเองอยู่โดยตลอด ก็ขอขอบคุณ ที่จะนําประเด็นเหล่านั้นไปประกอบในการเจรจาภายใต้กรอบการเจรจาไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ เพื่อที่จะมีการทบทวนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนคนไทย ขอบคุณมากครับ