รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๕ กันยายน ๒๕๕๓

ชัย ชิดชอบ หารือเรื่องการอนุรักษ์พันธุ์พืชไทย การเจรจาการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศชิลี และเสนอแนะว่าควรควบคุมภายในและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพสูงสุด เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการเจรจาที่มีประสิทธิภาพ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสุดท้ายท่านประเกียรติ นาสิมมา เชิญครับ สรุปหน่อยครับ สุดท้ายก็จะมีการรักษาสงวนไว้ซึ่งพันธุ์เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ในทางการบริโภค ยารักษาโรค และอุปโภค ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต ตรงนี้เปึนเรื่องสําคัญที่อยากจะฝาก ฯพณฯ ท่านรัฐมนตรี ไปยังท่านประธานนะครับ และสิ่งสําคัญที่สุดที่ผมอ่านในเอกสารแล้ว ทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ของเราเปึนภาคการผลิต แต่ก็มีจะเจรจากรอบการค้าอยู่ด้วยในวัตถุประสงค์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าสามารถที่จะแยกออกได้ก็เอาไปให้กระทรวงพาณิชย์เสีย ก็จะเปึน ประโยชน์ที่จะดําเนินการในการที่จะทําตามวัตถุประสงค์ต่อไป

ส่วนทีนี้กรอบการค้าเสรี การเจรจาระหว่างการค้าประเทศไทยกับประเทศชิลี เปึนการค้าเสรีหรือที่เรียกว่าอาฟตา เมื่อเช้าคงจะได้พูดกันเกี่ยวกับเรื่องเซอร์ติฟ่เคต ออฟ ออริจิน ที่จริงประเทศชิลีนี่เปึนศูนย์กลางในการที่จะขยายสินค้าไปยังประเทศอื่น ๆ ได้ ถ้าประเทศไทยของเราส่งสินค้าไปที่ประเทศชิลีภายใต้กรอบข้อตกลง ถ้าหากว่าประเทศชิลี จะส่งสินค้าที่ส่งจากประเทศไทยไปเวียร์ (Via) ที่ประเทศชิลี แล้วสามารถที่จะใช้ เซอร์ติฟ่เคต ออฟ ออริจิน กับประเทศคู่ค้าคู่สัญญาของเราเพื่อจะได้ประโยชน์ทางการค้านั้นก็น่าจะ เปึนประโยชน์สูงสุด แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะขอกราบเรียนว่าในกรอบการเจรจา ทางการค้า เราควรจะต้องคํานึงถึงว่าเราเสียประโยชน์น้อยที่สุด นั่นคือประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ การที่จะพูดถึงการได้เปรียบในเชิงการเจรจาในระดับนานาชาติ นานาประเทศ คือระดับสากล ทุกประเทศระวังที่จะเสียเปรียบ เพราะฉะนั้นจะพยายามให้เสียเปรียบน้อยที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เพื่อนรักนั่งอยู่ว่า การเจรจานั้นไม่ใช่คํานึงว่าเราได้เปรียบ ณ วันนี้ เราควรจะคํานึงถึงว่าเราได้เปรียบในอนาคต ที่ชี้แจงมาทั้งหมดนี้ผมยังไม่เคยได้ฟังเลยว่าสินค้าแต่ละตัวที่เราจะส่งหรือแลกเปลี่ยน ภาคการเพาะปลูกถ้าพูดถึงเรื่องการเกษตรคือวัตถุดิบมาจากการเพาะปลูก เราดําเนินการ กันอย่างไร เรามีความได้เปรียบตรงไหน และเราเสียเปรียบตรงไหน ภาคการเพาะปลูก เปึนภาคการเกษตร แรงงานทางด้านการเกษตรเราได้เปรียบอย่างไร อันนี้เราควรจะต้อง คํานึงถึงเปึนจุดแรก เราไม่เคยได้รับคําชี้แจงแบบนี้ วัตถุดิบเคลื่อนย้ายเข้าสู่อุตสาหกรรม การผลิต แน่นอนภาคการผลิตเรามีเทคโนโลยีอย่างไร แรงงานอย่างไร ระยะยาวในอนาคต ๕ ป้ ๑๐ ป้ เรายังจะคงอยู่มีคุณภาพอย่างไร เราไม่เคยได้รับฟังสิ่งเหล่านี้เพื่อจะเปรียบเทียบ กับประเทศคู่ค้า ซึ่งเขาก็มีสินค้าของเขาอาจจะเปึนสินค้าประเภทเดียวกันที่จะเข้าไปแข่งขัน ในตลาดเดียวกัน ถ้าหากว่าเราได้ฟังอย่างนี้แล้ว เราก็จะตั้งข้อสังเกตได้ว่าเราควรจะอนุมัติ หรือไม่อนุมัติในกรอบการเจรจา อย่างไรก็ตามผมขอฝากไปว่าเราควรจะศึกษาและวิเคราะห์ ภาคการเกษตร ภาคการเพาะปลูกที่จะนําวัตถุดิบเข้าปัอนอุตสาหกรรม เมื่อเปึนอุตสาหกรรมแล้ว ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกไปขาย ตรงนั้นคือภาคธุรกิจ ภาคส่งออกควรจะได้เปรียบ หรือเสียเปรียบเขาอย่างไร อันนี้ผมก็อยากจะฝากไว้เพื่อที่จะให้วิเคราะห์ให้หนักแน่นว่า สินค้าอะไรประเภทไหนที่เราจะต้องสงวนรักษาไว้ มีอีกอันหนึ่งที่ผมได้รับทราบข้อมูลนะครับ อาจจะไม่ใช่กรณีนี้ แต่มันก็เกี่ยวพันที่กระทรวงพาณิชย์ ขณะนี้มีการขยายตัวในภาค การลงทุนในประเทศสูง แต่มันก็คงจะเกี่ยวพันกับอุตสาหกรรม แต่อย่างไรก็ตามมันอยู่ที่ บีโอไอ (BOI) ส่วนภาคที่กระทรวงพาณิชย์จะเกี่ยวข้องก็คือภาคแรงงานต่างด้าว ปรากฏว่า ใครก็ตามที่ได้บีโอไอที่จะลงทุนในประเทศไทยสามารถที่จะเคลื่อนย้ายคนงานจากประเทศ ของเขาเข้ามาทําในประเทศไทยได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ร้านอาหาร ร้านอาหารในประเทศไทยเรา จะพูดภาษาไทยกับคนกุ๊กนี่ไม่ค่อยได้ เผลอ ๆ พูดกับคนเสิร์ฟไม่รู้เรื่องด้วย ลองไปที่ร้าน ผมไม่อยากเอ่ยชื่อร้านตามขอบ ๆ เมืองจะมีร้านอาหารที่มีชื่อที่เราชอบไปรับประทานกัน เราพูดกับคนเสิร์ฟยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องก็นั่นก็คือคนต่างด้าวเหมือนกัน ทีนี้ผมเปึนห่วงอย่างนี้ว่า เมื่อบีโอไออนุมัติให้คนต่างด้าวสามารถที่จะเข้ามาทํางานในประเทศได้ สุดท้ายเราไม่ได้ อะไรครับ คือเงินเดือนก็ได้เฉพาะภาษี ตัวสินค้าก็ถูกยกเว้นภาษี ภาคการผลิตถ้าวัตถุดิบ ไม่มีในประเทศเขาก็ต้องอิมพอร์ต (Import) เข้ามา ตรงนี้สําคัญมากแทนที่เราจะได้รับ การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการที่เราให้บีโอไอเขาไป กลายเปึนว่าเขาเอาคนของเขามาทํา เราก็ไม่ได้อะไรอีก เพราะฉะนั้นตรงนี้สําคัญ ผมจึงอยากจะฝากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วยนะครับ

แล้วก็อีกอันหนึ่งที่คิดว่าเราอาจจะได้เปรียบในการที่จะเจรจา ก็คือเราพยายาม ควบคุมภายในของเราและพัฒนาตัวสินค้าที่เราจะใช้เปึนเครื่องมือในการเจรจาของเรา ให้มีคุณภาพสูงสุดและเปึนคุณภาพที่ดีและเปึนที่นิยมของต่างประเทศด้วยก็จะได้เปรียบ ขอบคุณมากครับ

เชิญท่านรัฐมนตรีตอบสั้น ๆ เอาประเด็น สั้น ๆ เพราะว่าเราเหลืออีก ๓-๔ ฉบับ อยากจะขอความกรุณารวบรัดหน่อยครับ