สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา และขอให้รัฐมนตรีแจ้งความชัดเจนเกี่ยวกับข้อความในสนธิสัญญาและความพร้อมของกฎหมายไทยในการรองรับความช่วยเหลือตามสนธิสัญญานี้
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตแสดง ความคิดเห็นต่อสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา ก่อนอื่น ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าสนธิสัญญาฉบับนี้ก็เปึนไปอย่างที่ ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่าความจริงแล้วเปึนสนธิสัญญาที่ประเทศไทยได้ลงนามไปแล้ว ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๙ และขณะนี้ประเทศไทยเปึนประเทศสุดท้ายที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน สนธิสัญญาฉบับนี้ ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าเมื่อพูดถึงสนธิสัญญาว่าด้วย ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางอาญาฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ประเทศไทยก่อนหน้านี้ก็ได้ทําสนธิสัญญาในลักษณะเดียวกันนี้กับประเทศต่าง ๆ มาแล้ว ๑๔ ฉบับ ฉบับแรกเราทําตั้งแต่ป้ ๒๕๒๙ ด้วยซ้ําไปกับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่มี ประเด็นปัญหาที่ผมอยากจะกราบเรียนตั้งเปึนข้อสังเกตและขอเรียนถามท่านรัฐมนตรี เพื่อให้กรุณาได้ชี้แจงเพิ่มเติม ก็คือในสนธิสัญญาฉบับนี้นั้นได้พูดถึงเรื่องการบังคับใช้ ของสนธิสัญญาว่าภายหลังจากการให้สัตยาบันแล้ว สนธิสัญญาฉบับนี้นอกจากจะมี ผลบังคับใช้ด้วยข้อความที่ปรากฏในสนธิสัญญาของตัวมันเองแล้วนั้น ยังได้ใช้ถ้อยคํา เชื่อมโยงไปสู่กฎหมายภายในของประเทศ สังเกตได้จากข้อความในข้อ ๓ ซึ่งเปึนข้อว่า ด้วยข้อจํากัดการช่วยเหลือ เขาบอกว่าให้เปึนไปตามกฎหมายภายในของประเทศ นอกจากนี้ยังมีข้อความในข้อ ๑๑ เปึนข้อพูดถึงการได้มา ซึ่งพยานหลักฐาน ข้อ ๑๓ พูดถึงการจัดหาให้ซึ่งเอกสาร ข้อ ๑๔ การปรากฏตัวของบุคคล แล้วก็ยังมีไล่เลียงไป จนถึงข้อสุดท้ายคือข้อ ๒๔ ซึ่งเปึนข้อพูดถึงการรับรองและการยืนยันความถูกต้องแท้จริง ทั้งในเรื่องของเอกสาร และข้อเท็จจริงที่ประเทศภาคีจะขอรับความช่วยเหลือจากประเทศไทย หรือในทางกลับกัน ประเทศไทยจะขอรับความช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวกับประเทศภาคีก็จะต้อง เปึนไปตามกฎหมายภายใน ประเด็นปัญหาก็คือว่าเมื่อเปึนเช่นนี้แล้วนั้นความพร้อมของ กฎหมายภายในของประเทศไทยนั้นมีความพร้อมต่อการรองรับความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามสนธิสัญญาฉบับนี้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเราหันกลับมาดูกฎหมายภายในของประเทศไทย ก็จะพบว่ามีอยู่ ๒ ฉบับซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ฉบับแรกก็คือกฎหมายซึ่งว่าด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งจะพูดถึงวิธีการในการสืบสวนสอบสวน คดีอาญาตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นพนักงานอัยการ จนกระทั่งชั้นศาล อีกฉบับหนึ่ง ก็คือพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องคดีอาญา ๒๕๓๕ ก็จะพูดถึง เรื่องของความร่วมมือในทางคดีอาญาระหว่างประเทศ ในกฎหมายฉบับนี้ก็คือ พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในคดีอาญา ๒๕๓๕ นั้น พูดมากกว่า ในสนธิสัญญาฉบับนี้ด้วยซ้ําไป ผมจะยกตัวอย่างนะครับว่าเรื่องของการให้ได้มา ซึ่งพยานหลักฐานตามสนธิสัญญาฉบับนี้นั้นพูดถึงเรื่องสืบพยานบุคคล แต่มิได้บอกว่า ประเทศไทยต้องให้ความร่วมมือในการสืบพยานบุคคลในชั้นใดในระหว่างของขั้นตอน การดําเนินคดีอาญา อาจจะต้องแปลความว่าเปึนการสืบพยานเฉพาะในชั้นศาลเท่านั้น หรือไม่ แต่ถ้าเราไปดูกฎหมายภายในประเทศของเรานั้น จะพบว่าในมาตรา ๙ ของพระราชบัญญัติที่ผมกล่าวถึงเมื่อสักครู่พูดถึงความร่วมมือตั้งแต่ชั้นการสอบสวน พยานในชั้นของพนักงานสอบสวนด้วยซ้ําไป เมื่อเปึนเช่นนี้นั้นก็ต้องถามว่าความพร้อม ของประเทศไทย การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยเพื่อให้สอดรับกับ ความก้าวหน้าของความร่วมมือระหว่างประเทศในทางคดีอาญา เพราะมันเปึนเรื่องที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ในเมื่อเราพยายามที่จะผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่ประเทศที่มี การตกลงต่าง ๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับเวทีโลก การเคลื่อนย้ายผู้คนระหว่าง ประเทศมีมากขึ้น คดีอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นระหว่างประเทศย่อมมีมากขึ้นเปึนเงาตามตัว เพราะฉะนั้นความร่วมมือระหว่างประเทศในคดีอาญาจึงมีความจําเปึน แต่ภายใต้ ความจําเปึนดังกล่าวนั้นการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเริ่มตั้งแต่การปรับปรุง กฎหมายภายในของประเทศไม่ให้เสียเปรียบในการช่วยเหลือในคดีอาญาซึ่งกันและกัน การเตรียมความพร้อมของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมไทยนั้น ท่านรัฐมนตรีจะต้อง คํานึงถึงเรื่องนี้ให้มากด้วยนะครับ เพราะลําพังแต่การสอบสวนพยานหลักฐานสําหรับคดี ภายในประเทศเรายังมีปัญหาอยู่ ท่านประธานครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมเชื่อว่าท่านประธาน ก็คงทราบว่าสังคมมีคําถามต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในคดีเรื่องหนึ่งก็คือ คดีที่ลูกจ้างของกรุงเทพมหานครซึ่งเปึนพนักงานเก็บขยะสังกัดเขตสะพานสูง นําซีดี (CD) เก่าซึ่งเก็บได้จากกองขยะไปขายแล้วถูกจับกุมในข้อหาเปึนผู้ประกอบการผลิตภาพยนตร์ จําหน่ายแผ่นบันทึกภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาต จนกระทั่งถูกศาลปรับเปึนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ตามด้วยคดีที่ ๒ ในเขต สน. บางมด พนักงานอะไหล่นําซีดีเก่าของ บุตรชายออกขาย ถูกจับกุมในฐานะผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาเขาเขียนไว้ชัดเจนนะครับว่า ขั้นตอนของการสอบสวนพยานหลักฐาน ของพนักงานสอบสวนนั้นต้องรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ ความผิดและพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา แต่พนักงานสอบสวน ของประเทศไทยรวบรวมพยานหลักฐานในลักษณะของการพิสูจน์ความผิดอย่างเดียวครับ เปึนเหตุให้คนซึ่งไม่ได้ประกอบธุรกิจในด้านนี้ ๒ รายต้องถูกศาลลงโทษในข้อหาประกอบ ธุรกิจผลิตภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างนี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้อง คํานึงถึงมาก ๆ ก็คือไม่ใช่แต่เพียงหลักการของการที่จะไปทําความตกลงในระดับภูมิภาค อาเซียนในการที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องของคดีอาญาเพียงเท่านั้น แต่สิ่งหนึ่ง ซึ่งผมอยากจะฝากไว้เปึนข้อสังเกตไว้มาก ๆ ก็คือเรื่องของการเตรียมความพร้อมของ บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมไทย เรื่องของการพัฒนากฎหมายไทยให้สามารถก้าวไปสู่ ความเปึนกระบวนการยุติธรรมในระดับสากล เพื่อรองรับการที่จะต้องปฏิบัติตาม สนธิสัญญาฉบับนี้
ประเด็นสุดท้ายซึ่งผมอยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจง ก็คือว่า เมื่อสนธิสัญญาฉบับนี้เขียนโดยมีจุดเชื่อมโยงกับกฎหมายภายในของประเทศแล้ว ต่อไป ถ้ากฎหมายภายในประเทศจะมีการปรับปรุงแก้ไขในเรื่องของการสอบสวนสืบสวน การพิจารณาคดีอาญาในประเทศไทย ประเทศไทยยังคงมีอํานาจอธิปไตยโดยอิสระ ในการที่จะแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ เหล่านั้นได้ โดยไม่ต้องไปร้องขอกับประเทศภาคี ก่อนหรือไม่ เปึนประเด็นสําคัญนะครับ เพราะเชื่อมโยงกับความเปึนอํานาจอธิปไตย ทางกฎหมายของประเทศไทย กราบขอบพระคุณครับ