กษิต ยื่นร่างสนธิสัญญาฯ รัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบก่อนเจรจาลงทุนต่างประเทศ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๘ กันยายน ๒๕๕๓

กษิต ภิรมย นำเสนอกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยกับต่างประเทศต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบ โดยชี้แจงรายละเอียดการจัดทำข้อตกลงดังกล่าว กษิต ภิรมย อภิปรายถึงบทบาทประเทศไทยที่เปลี่ยนจากการรับการลงทุนเป็นนักลงทุนส่งออก พร้อมนำเสนอข้อมูลสถิติการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ และยืนยันว่าความตกลงดังกล่าวเข้าข่ายมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ จึงต้องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการเจรจาต่อไป

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานวุฒิสภาและสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในนามของคณะรัฐมนตรี รู้สึกเปึนเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้นําเสนอกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ต่อที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบในวันนี้ กระผมขอกราบเรียนภูมิหลังการจัดทําความตกลง ดังนี้ครับ

ท่านประธานและท่านสมาชิกทั้งหลายคงทราบดีว่าขณะนี้ประเทศไทย ได้ก้าวจากการเปึนผู้รับการลงทุนจากต่างประเทศมาเปึนผู้ส่งออกหรือไปลงทุนในต่างประเทศ มากยิ่งขึ้นเปึนลําดับ ตามสถิติของธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันการลงทุนทางตรง ของประเทศไทยในต่างประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่า ๔๒ พันล้านบาท ในป้ ๒๕๕๒ ซึ่งคิดเปึนอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๙.๘ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ของป้ ๒๕๕๑ และในเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ นี้ ประเทศไทยลงทุน ในต่างประเทศแล้วกว่า ๑๙.๖ พันล้านบาท ส่วนในประเทศเพื่อนบ้านนั้น ประเทศไทย ลงทุนในประเทศอาเซียนกว่า ๒๕ พันล้านบาท คิดเปึนอัตราการลงทุนร้อยละ ๕๙.๔ ของการลงทุนในต่างประเทศของประเทศไทยทั้งหมด การที่ประเทศไทยเปลี่ยนบทบาท มาเปึนผู้ส่งออกของการลงทุนมากขึ้นนี้ จึงเปึนหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องสร้างหลักประกัน ให้กับนักลงทุนไทยว่าการไปลงทุนในต่างประเทศจะต้องเปึนไปอย่างมั่นคงและปลอดภัย และสามารถนําเงินลงทุนกลับประเทศไทยได้โดยเรียบร้อยราบรื่น ความตกลงเพื่อการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนเปึนคําตอบในเรื่องนี้ ความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน เปึนหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่จัดทําขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่า การลงทุนของตนจะได้รับการคุ้มครองในระดับที่เปึนมาตรฐานสากลจากสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น คุ้มครองจากการปฏิบัติที่ไม่เปึนธรรมและไม่เท่าเทียมกัน การเวนคืน การรับประกันให้การโอนผลตอบแทนเข้าออกประเทศเปึนไปได้โดยเสรี เปึนต้น ปัจจุบันมีการทําความตกลงประเภทนี้ทั่วโลกประมาณ ๒,๖๗๖ ฉบับ โดยประเทศไทย ได้เริ่มเจรจาความตกลงกับประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่ป้ ๒๕๐๓ โดยได้ลงนามไปแล้ว ๔๒ ฉบับ มีผลบังคับใช้แล้ว ๓๕ ฉบับ และอยู่ในระหว่างการเจรจาอีก ๔๔ ฉบับ กระผมขอเรียน ให้ทุกท่านทราบด้วยว่าความตกลงนี้แตกต่างจากความตกลงการค้าเสรี เพราะไม่มีเรื่อง การเป่ดตลาดที่ทุกคนกังวล จะกระทบภาคเอกชนไทยที่ยังไม่พร้อมการแข่งขัน แต่จะมี เฉพาะการคุ้มครองการลงทุนซึ่งนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศจะได้รับประโยชน์ อย่างเต็มที่ เพราะสามารถแน่ใจได้ว่าการลงทุนของเขาในประเทศที่ไปลงทุนจะได้รับ การคุ้มครอง โดยที่ความตกลงนี้เปึนหนังสือสัญญาที่เข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งจําเปึนต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรวมถึงการจัดกรอบการเจรจาความตกลงและเสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศจึงได้จัดทํากรอบการเจรจาความตกลง และได้จัดรับฟัง ความคิดเห็นและอภิปรายสาธารณะเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๓ เพื่อรับฟังความเห็น ของภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมไทยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนได้เผยแพร่กรอบการเจรจา ความตกลงให้สาธารณชนได้รับทราบผ่านเว็ปไซต์ (Web site) ของกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งการจัดการประชุมและสัมมนากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้ข้อมูลและรับฟัง ความคิดเห็นเปึนระยะ ๆ ซึ่งทุกภาคส่วนต่างเห็นพ้องถึงประโยชน์ที่จะได้ และประสงค์ให้ รัฐบาลเร่งดําเนินการเพื่อเจรจาจัดทําความตกลงในโอกาสแรกต่อไป การจัดทําความตกลง จึงเปึนประโยชน์ยิ่งสําหรับนักลงทุนไทยที่จะไปประกอบธุรกิจในต่างประเทศ และในขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยก็จะได้รับการปฏิบัติเดียวกันในลักษณะต่างตอบแทน จึงมีส่วนอย่างสําคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยเช่นกัน

สาระสําคัญของกรอบการเจรจามีดังนี้

กรอบการเจรจาที่เสนอในวันนี้เปึนกรอบที่จะใช้เจรจากับทุกประเทศ และทําขึ้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลโดยมีสาระที่สําคัญดังนี้

๑. กําหนดขอบเขตให้การคุ้มครองการลงทุนกับการลงทุนทางตรงหรือ ฟอร์เรนท์ ไดเร็ค อินเวสเมนท์ (เอฟดีไอ) Foreign direct investment (FDI)

๒. ส่งเสริมให้ภาคีคู่สัญญาเอื้ออํานวยประโยชน์ต่อการลงทุนระหว่างกัน

๓. ให้การปฏิบัติเยี่ยงคนชาติและชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง

๔. ให้การปฏิบัติที่เปึนธรรม เท่าเทียม และให้การคุ้มครองอย่างเต็มที่กับ การลงทุน

๕. ให้ความคุ้มครองจากการเวนคืนและหากจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย หากมีจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย

๖. ชดเชยความเสียหายจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดในประเทศผู้รับการลงทุน

๗. รับประกันให้การโอนเงินลงทุนหรือผลตอบแทนจากการลงทุนเปึนไป โดยเสรี

๘. รับรองการรับช่วงสิทธิตามความตกลง

๙. ให้มีกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนและระหว่างรัฐกับรัฐ

๑๐. อาจออกมาตรการที่จําเปึนและเหมาะสมเพื่อรักษาผลประโยชน์ สาธารณะ

ในชั้นต้นนี้รัฐบาลจะใช้กรอบการเจรจาความตกลงกับประเทศใน ๔ กลุ่ม คือ

๑. กลุ่มที่อยู่ระหว่างการแลกเปลี่ยนร่างความตกลง ซึ่งมี ๓๘ ประเทศ อาทิ ประเทศกาตาร์ ยูเออี (UAE) ประเทศออสเตรีย และประเทศแอฟริกาใต้

๒. กลุ่มที่อยู่ระหว่างการเจรจาร่างความตกลง ซึ่งมี ๖ ประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส ประเทศรัสเซีย และประเทศอิตาลี

๓. กลุ่มที่ความตกลงมีผลบังคับใช้แล้วแต่อาจต้องมีการแก้ไขในอนาคต ซึ่งมี ๑๔ ประเทศ เช่น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ และประเทศเนเธอร์แลนด์

๔. กลุ่มที่อาจทําการเจรจาในอนาคต ซึ่งมี ๒๑ ประเทศ โดยในกลุ่มนี้ มีประเทศที่น่าสนใจและมีศักยภาพในการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกาและยุโรป ตะวันออก

ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผมขอเรียนย้ําว่า ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนเปึนเครื่องมือสําคัญที่จะคุ้มครอง นักลงทุนไทย และขณะนี้ประเทศไทยมีกฎหมายรองรับพันธกรณีดังกล่าวครบถ้วนแล้ว จึงไม่ต้องออกกฎหมายเพิ่มเติมแต่อย่างใด กระผมจึงหวังว่าท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ จะให้การสนับสนุนกรอบการเจรจาดังกล่าวด้วยดี เพื่อส่งเสริมประโยชน์ของนักลงทุนไทย ในต่างประเทศ กระผมขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน