รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๘ กันยายน ๒๕๕๓

เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องร่างกฎบัตรเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อเพิ่มงบประมาณให้กับเครือข่ายนี้ เพื่อการพัฒนาคนและองค์ความรู้ของประเทศ โดยขอเพิ่มงบประมาณให้กับสํานักงบประมาณเพื่อสนับสนุนการขยายเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ เหตุผลที่เสนอร่างกฎบัตรเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนเข้ามาในรัฐสภา ตามเอกสาร ที่ส่งถึงเลขาธิการ ครม. โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีข้อ ๒ ก็คือ ร่างกฎบัตรฉบับแก้ไขกําหนดโครงสร้างและการดําเนินกิจกรรมของเครือข่ายมหาวิทยาลัย อาเซียนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วก็กําหนดให้สํานักเลขาธิการเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน มีนิติฐานะเต็ม จึงเปึนผลให้ต้องมีการออกพระราชบัญญัติรองรับการให้สถานะ เพราะฉะนั้นตามข้อ ๒ ผมก็อยากจะเรียนถึงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านไชยยศ จิรเมธากร ซึ่งท่านก็ได้นั่งฟังอยู่ ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณท่านว่าอยากจะให้ รับฟังจากที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว แล้วเก็บตรงนี้ไว้ในกรณีที่เราจะต้องออก ร่างพระราชบัญญัติตามมาในภายหลังนะครับ

สําหรับอีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมคิดว่าจะต้องขอบคุณในเรื่องของกรณีที่มี หนังสือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็บอกว่าการลงนามในกฎบัตร เครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนนี้เข้าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งก็มีความจําเปึน ที่ต้องเสนอเข้ามา แต่ว่าในประเด็นที่บอกว่าอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปึนผู้ลงนามในกฎบัตรเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน แล้วกรณีที่มีความจําเปึนต้องแก้ไข ปรับปรุงร่างเอกสารดังกล่าวเพิ่มเติม ก็ขอให้อนุมัติให้ สกอ. ดําเนินการได้เลย ไม่ต้อง นําเสนอ ครม. ผมก็คิดว่าขอขอบพระคุณ เพราะว่ามันทําให้งานของรัฐสภาลดลง แล้วมันก็เปึนงานที่ทําให้งานของ ครม. ลดลงเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ กรณีของ กฎบัตรเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน กรณีที่สํานักงานตั้งในประเทศไทย ก็เนื่องจาก เครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนตั้งมาตั้ง ๑๕ ป้แล้วตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๓๘ ทีนี้การที่มี เลขาธิการ สกอ. เปึนประธานคณะกรรมการอํานวยการเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน แล้วก็ผู้อํานวยการบริหารนะครับ รวมทั้งตําแหน่งอื่น ๆ ในสํานักงานเลขานุการเครือข่าย มันก็จะเปึนประโยชน์ต่อประเทศไทยเปึนอย่างมากในกรณีที่เราจะพัฒนาศักยภาพของ เครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนให้มันเข้มแข็งมากกว่าเดิม ผมอยากจะยกตัวอย่างให้เห็น องค์กรหนึ่งคือ เอเอฟพีพีดี (AFPPD) คืออาเซียน ฟอรัม พาเรียเมนทอเรียล ฟอร์ พ็อบปอเรชั่น แอนด์ ดิเวลล็อปเม้นท์ (Asean Forum Parliamentarian for Population and Development) ตรงนี้เปึนองค์กรที่ได้รับเงินจากประเทศญี่ปุ์น แล้วสํานักงานตั้งอยู่ในอาคารพญาไท ตึกพญาไท แล้วก็ตั้งมาตั้งเปึนสิบ ๆ ป้แล้ว ได้มีการพัฒนางานของเครือข่ายนะครับ ของรัฐสภาทํางานเชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมประชุมก็จะมีทั้ง ส.ส. ส.ว. ของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนนะครับ ในเอเชีย แล้วก็ ณ วันนี้ก็ยังมีการประชุมอยู่ที่ ประเทศไทยนี้เอง การประชุมตรงนี้มันสร้างคุณูปการต่อสมาชิกรัฐสภาของเราในกรณีที่จะไป แลกเปลี่ยนความคิดเข้าร่วมการประชุมแล้วได้ประโยชน์นานานัปการจากองค์ความรู้ ที่ได้เผยแพร่ผ่านการประชุม แล้วก็สัมมนา ตลอดจนการดูงาน เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ ถ้าหากว่าเรามีองค์กรที่เปึนประโยชน์ต่อเราแล้ว แล้วเราขยายองค์กรนั้นให้มีศักยภาพ ยิ่งขึ้น มันจึงเปึนเหตุผลที่เราควรจะสนับสนุนอย่างมาก ท่านประธานครับ ผมอยากจะ ย้อนมาให้ท่านประธานดูถึงเรื่องงบงานวิจัยในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําป้ ๒๕๕๔ ที่เพิ่งผ่านวุฒิสภาไปวันก่อนนะครับ งบงานวิจัยมีแค่ ๐.๑๗ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี(GDP) ต่ํามากนะครับ มันก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องที่อภิปรายนี้เท่าไรนัก แต่ว่า มันเกี่ยวทางอ้อม งบงานวิจัยมันเปึนเรื่องของการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ ถ้าหากว่า จะพัฒนางานวิจัยเราจะต้องอาศัยคน องค์ความรู้ แล้วก็งบประมาณ คนกับองค์ความรู้ เราพัฒนาได้ ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนแล้วก็เรื่องของการพัฒนาคนของ กระทรวงศึกษาธิการ แต่งบประมาณเราควรจะเพิ่มให้แต่ก็ไม่ได้เพิ่ม ๐.๑๗ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี เมื่อป้ ๒๕๔๕ ป้ ๒๕๔๖ ๐.๒๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี มันถดถอยนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็กล่าวไว้ว่าจะให้ ๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่ว่า พอจัดสรรงบประมาณจริง ๆ ถอยหลัง ตรงนี้ถ้าหากว่าเราต้องการพัฒนางานวิจัย เพื่อสร้างประเทศ มันก็มีความจําเปึนต้องเติมงบประมาณเข้าไป แต่ในเรื่องของ มหาวิทยาลัยอาเซียน มันก็มีความจําเปึนเพราะว่าตรงนี้มันมีประโยชน์ในกรณีที่มี การสัมมนาแลกเปลี่ยนทางวิชาการแล้วก็เดินทางระหว่างประเทศ ตรงนี้ผมคิดว่า ในเรื่องของงบประมาณที่ตั้งไว้ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ ถึงป้ ๒๕๕๓ ตามข้อสังเกตของสํานักงบประมาณ ในข้อที่ ๒ ๘๙.๘๘ ล้านบาท ใช้เงินไปทั้งสิ้น เงินจาก สกอ. นะครับ ไม่มากเลยเทียบกับ ประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับ ประเทศไทยได้รับจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนซึ่งตั้งมา ตั้งแต่ ๑๕ ป้ที่แล้วอย่างที่กล่าวแล้ว เราได้ประโยชน์มากมาย ประโยชน์ต่ออาเซียน ท่านประธานครับ เราคงฝันอยากจะเห็นประชาคมอาเซียนในป้ ๒๕๕๘ คือ ๕ ป้ข้างหน้า ให้มันเหมือนกันอียู ทีนี้จะให้เหมือนกันได้เศรษฐกิจมันต้องทัดเทียมกัน เศรษฐกิจจะดีได้ มันต้องอาศัยการพัฒนาของคนในประเทศ คนในประเทศจะดีได้ก็ต้องอาศัยพัฒนา องค์ความรู้ มหาวิทยาลัยคือส่วนหนึ่งในการพัฒนาองค์ความรู้ให้คนไปพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนมันก็จะมีประโยชน์ทางด้านนี้ ประเทศ ในอาเซียนมีความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคม ค่อนข้างมาก วิธีที่จะ พัฒนาให้มันเข้ามาสู่ระดับเดียวกันมันเปึนเรื่องที่ต้องใช้หลาย ๆ วิธี หลาย ๆ ทาง แต่ทางหนึ่งก็คือการศึกษา แล้วก็มหาวิทยาลัยอาเซียนเครือข่ายมามีส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ ลดระดับช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจและสังคมและความรู้ให้เข้ามาใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าในแง่ผลประโยชน์ต่ออาเซียนแล้วมันก็จะมีประโยชน์เต็มที่ คําถามก็คือว่ามันมี ประเด็นตรงที่ว่าเราก่อตั้งมาตั้งแต่ป้ ๒๕๓๘ ตอนนั้นมี ๖ ประเทศ ตอนหลังก็เพิ่มมา เปึน ๑๐ ประเทศ ก็ยังเปึน ๑๐ ประเทศอยู่ ความคิดที่เราจะบอกว่าอาเซียน+๓ หรือ+๖ มันยังไม่มี เพราะฉะนั้นเราก็ไม่สามารถที่จะเชิญประเทศอื่น ๆ ที่มีศักยภาพสูง ๆ เช่น ประเทศจีนเข้ามาร่วมได้อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว แต่ผมเห็นว่าถ้าหากว่า เราต้องการก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง อันนี้คือเรื่องของอนาคตข้างหน้า เราก็มีความจําเปึนที่จะต้อง เชิญประเทศที่+๓ กับ+๖ ให้เข้ามาร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนนะครับ ในแง่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยมากมายครับ สร้างนักวิชาการแล้วก็พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะนี้เราอยู่ที่ลําดับที่ ๒๘ ของไอเอ็มดี (IMD) การพัฒนาทรัพยากรบุคคลมีความจําเปึน ถ้าหากว่าเราต้องการกระโดดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เราต้องการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มันมีความจําเปึนที่เราจะต้อง พัฒนาเรื่องของวิชาการกับองค์ความรู้ ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าเราจะได้รายได้จากการท่องเที่ยว จากการแลกเปลี่ยนนักวิชาการ อาจารย์ ข้ามประเทศในอาเซียนด้วยกัน การประชุมสัมมนา เราสามารถเลือกสถานที่ที่จะจัดได้ เพราะว่าผู้ที่กําหนด ผู้ที่จะชี้สถานที่ที่จัดประชุมอยู่ ในเมืองไทยครับ สํานักงานอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น สามามารถที่จะกําหนดเลือกสถานที่ตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้มีประโยชน์ มากนะครับ

สุดท้ายครับท่านประธาน ข้อสังเกต ๒ ข้อของสํานักงบประมาณ ข้อ ๑ ก็กล่าวไปแล้วว่าเรื่องของเครือข่ายของประเทศไทยมีเพียง ๓ มหาวิทยาลัยเท่านั้น คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยบูรพา เพราะฉะนั้น จาก ๒๒ มหาวิทยาลัยของทั้งอาเซียน ผมก็ไม่ทราบว่าปัญหามันมาจากอะไร แต่ถ้าหากว่า เปึนอย่างที่ท่านเพื่อนสมาชิก ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านพีรพันธุ์ได้อภิปรายไปแล้วก็คือว่า โดยกําหนดสัดส่วนประเทศละ ๓ มหาวิทยาลัย ตรงนั้นก็คงจะมีความจํากัด เพราะฉะนั้น การที่เรามีมหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็มหาวิทยาลัยบูรพานั้น ก็เปึนเรื่องของอนาคตที่เราจะต้องเพิ่มมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเปึนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรืออื่น ๆ ผมคิดว่า เปึนเรื่องของอนาคตซึ่งก็สามารถที่จะรับสมาชิกใหม่ได้ แล้วก็จะมีการเปลี่ยนแปลงทุก ๒ ป้

อีกข้อหนึ่ง ก็คือร่างกฎบัตรควรกําหนดสัดส่วนในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายของ สมาชิกให้ชัดเจน รวมทั้งระยะเวลาในการสนับสนุนของประเทศไทย แต่ว่าสํานักงบประมาณ ก็ได้บอกว่าเห็นว่าควรจะขยายการรับสมาชิก ซึ่งก็จะต้องขยายงบประมาณที่ให้มา เพราะฉะนั้นงบประมาณที่ให้ในแต่ละป้ก็มีความจําเปึนที่จะต้องเพิ่มขึ้น เพราะว่า เราเห็นความจําเปึนในการขยายมหาวิทยาลัยเข้ามามีส่วนร่วมในเครือข่ายของ มหาวิทยาลัยอาเซียน ซึ่งตรงนั้นก็จะทําให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน แล้วก็ได้เปัาหมายตามที่เราต้องการ คือการพัฒนาร่วมกันทั้งประชาคมอาเซียนในอนาคต ในป้ ๒๕๕๘ ขอบคุณครับ