รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒

อลงกรณ์ กล่าวถึงกรณีการประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และชี้แจงความจริงที่อาจคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง โดยหารือเรื่องโครงการรับจํานําข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังโครงการสิ้นสุดลง โดยพูดถึงวิธีการรับจํานําข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคารับจํานํา และการเป่ดประมูล ซึ่งเห็นว่ามติคณะรัฐมนตรีเก่าและรัฐบาลใหม่มีความคาบเกี่ยว ทำให้ต้องพิจารณาแนวทางใหม่ในการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กรณีที่มีท่านสมาชิกได้แสดงความเห็น ต่อกรณีเรื่องของการประชุมคณะรัฐมนตรีต่อปัญหาเรื่องของการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งกระผมได้ขออนุญาตชี้แจงในประเด็นที่อาจจะมีการคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง บางประการ กล่าวคือว่า ในการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้นั้นเปึนการพิจารณา ทั้งในเชิงของข้อกฎหมายและการพิจารณาในเชิงของการบริหาร

สืบเนื่องจากว่าได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ ในโครงการรับจํานําข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งสืบเนื่องมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว หลังจากนั้น เมื่อรัฐบาลเข้าบริหารบ้านเมืองก็ได้สานต่อในโครงการรับจํานําดังกล่าว ซึ่งมีวัตถุประสงค์ ตรงกันก็คือต้องการช่วยเหลือชาวไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นจึงได้ดํารงไว้ซึ่งราคารับจํานําที่กิโลกรัม ๘ บาท ๕๐ สตางค์ ตามข้อเท็จจริงที่ ท่านสมาชิกได้กล่าวถึง นอกจากนั้นแล้วปรากฏว่าการที่มีการรับจํานําในราคาที่สูงกว่า ตลาดมาก ก็ก่อให้เกิดปริมาณของการเข้ารับจํานําจากชาวไร่เปึนจํานวนมาก รัฐบาล จึงได้มีการเพิ่มปริมาณของการเข้ารับจํานําจาก ๕๐๐,๐๐๐ ตัน เปึน ๑,๕๐๐,๐๐๐ ตัน พร้อมกับคงในเรื่องของราคา ๘ บาท ๕๐ สตางค์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ดังนั้นเมื่อโครงการรับจํานําข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้สิ้นสุดลง กระทรวงพาณิชย์ที่มีหน้าที่เปึน หน่วยปฏิบัติในการรับผิดชอบ โดยกรมการค้าภายในและองค์การคลังสินค้า ซึ่งอยู่ใน กํากับของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงได้พิจารณาในการเป่ดประมูล เพื่อที่จะระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แล้วก็ปรากฏว่าได้มีการเสนอราคาเข้ามาจํานวนหลายราย ด้วยกันนะครับ แต่ว่าที่อยากจะเรียนเพิ่มเติมแก้ไขตัวเลขนิดเดียวครับว่า ตามตัวเลขที่มี การเป่ดประมูลซึ่งยังไม่ได้รับอนุมัตินะครับ ยังไม่ได้มีการทําสัญญาหรือจําหน่ายให้กับ ใครทั้งสิ้นก็คืออยู่ระหว่าง ๓ บาท ๕๐ สตางค์ ถึงกิโลกรัมละ ๗ บาทครับ ทั้งนี้ขึ้นกับ คุณภาพของแต่ละจังหวัด แต่ละโกดังยกตัวอย่างเช่น กรณีโกดังที่จังหวัดตราด ซึ่งปรากฏว่า ในช่วงแรกที่มีการรับจํานํานั้น ไม่ได้มีการให้บรรจุกระสอบเปึนการเทรวมกอง เพราะฉะนั้นก็มีความเสื่อมโดยสภาพนะครับ ขณะเดียวกันบางจังหวัดอย่างจังหวัด เพชรบูรณ์ ปรากฏว่ามีคุณภาพที่ดี เพราะฉะนั้นราคาที่มีการเสนอแต่ละโกดังแต่ละ จังหวัดนั้นจึงมีความแตกต่างกัน แต่ว่าจะอยู่ที่ ๓ บาท ๕๐ สตางค์ ไปถึง ๗ บาทครับ โดยเฉลี่ยก็คือ ๕ บาทเศษ แน่นอนที่สุดว่าการดําเนินการดังกล่าวนั้น ที่ผมได้เรียนว่า คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาใน ๒ ประเด็น ก็คือว่า ในเชิงกฎหมาย เนื่องจากว่าโดยมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ นั้น มีคณะกรรมการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปึนประธาน และขณะเดียวกันเมื่อรัฐบาล เข้าบริหารประเทศ ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดขึ้น โดยมี ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ์ายเศรษฐกิจเปึนประธาน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดังนั้น การดําเนินการในเรื่องของการเป่ดประมูลจึงเปึนความคาบเกี่ยวคาบต่อระหว่าง มติคณะรัฐมนตรีของทั้ง ๒ รัฐบาล การพิจารณาเมื่อวานนี้จึงเห็นว่า หลังจากได้พิจารณา ในเรื่องของกระบวนการบริหารและแนวทางการดําเนินการ โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรี ของคณะรัฐบาลชุดนี้ จึงได้ให้ยึดถือแนวว่า ให้คณะกรรมการนโยบายข้าวโพดในชุด ท่านรองนายกรัฐมนตรีนั้นเปึนหลัก และขณะเดียวกันในคณะกรรมการชุดดังกล่าวก็มี อนุกรรมการระบายข้าวโพดครับ ซึ่งก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้น ก็ให้มี การประชุมตามขั้นตอน ผลของการดําเนินการก็ให้นําเสนอตามขั้นตอนครับ นั่นก็คือ แนวทางที่เปึนมติคณะรัฐมนตรี

สุดท้ายก็คือว่า ในส่วนของหลักเกณฑ์ใหม่ที่เปึนมติคณะรัฐมนตรีก็คือว่า ในการรับจํานําสินค้าเกษตร ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรนะครับ ไม่ว่าจะเปึน ข้าว มันสําปะหลัง ข้าวโพด จะเห็นว่ารัฐบาลได้ให้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาด โดยการที่ใช้ งบประมาณวงเงินกู้ทั้งหมด ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะดูแลเกษตรกรคนยากคนจน ของเรานะครับในทุกภาค เพราะฉะนั้นเมื่อจํานําไว้สูง และสูงกว่าราคาตลาดนั้น เปึนเรื่อง ยากที่จะจําหน่ายโดยที่ไม่ขาดทุน จึงได้มีแนวทางร่วมกันว่า ในการประมูลหรือการระบาย สินค้าเกษตรจากโครงการรับจํานําที่จํานําสูงกว่าราคาตลาด และมีแนวโน้มประมาณการ ได้ว่าจะประสบการขาดทุนนั้น ทุกโครงการจะต้องผ่านคณะรัฐมนตรีครับเพื่อรับผิดชอบ ร่วมกัน จึงได้เรียนท่านประธานผ่านไปถึงสมาชิก