รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒

เจตน์ ศิรธรานนท์ เสนอการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ 8 เส้นทาง รวมถึงการปรับปรุงการขนส่งทางน้ำ และการขนส่งทางราง โดยเน้นการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพฯ และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในระยะยาว

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะของ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศตามแผน การก่อหนี้จากต่างประเทศ ประจําป้งบประมาณ ๒๕๕๒ ภายใต้แผนการบริหาร หนี้สาธารณะที่เราพูดกันมาทั้งวัน วันนี้นะครับ ในส่วนของทางหลวง ๘ เส้นทาง ก็มีหลักการที่ว่า เส้นทางที่ ๑ ก็คือเรื่องของอีสท์ เวสท์ อีโคโนมิค คอริดอร์ (East West Economic Corridor) เชื่อมโยงระหว่างประเทศเวียดนาม ประเทศลาว ประเทศไทย ประเทศพม่า เส้นทางที่ ๒ เปึนเส้นทางสนับสนุน การเชื่อมโยงเข้าสู่ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เส้นทางที่ ๓ ก็คือ สองฝัืงชายทะเลทางภาคใต้เน้นไป ที่การท่องเที่ยวแล้วก็เศรษฐกิจ ใน ๘ เส้นทางสายหลักตรงนี้ คิดว่าคงไม่มีปัญหาสําหรับ ตัวกระผมเอง เพราะกระผมคิดว่าเรื่องของการก่อสร้างในโครงการใหญ่ ๆ หรือเมกะโปรเจกต์ ในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยนี้น่าจะเปึนส่วนที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้เปึนอย่างดี ในตอนที่เรามี งบประมาณเพิ่มเติมกลางป้นะครับ ในส่วน ๑.๑ แสนล้านบาท ตรงนั้นก็เหมือนกับการให้ยา ประทังอาการชั่วคราว แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยหลักการแล้ว ในแนวคิดของ นักวิชาการหลาย ๆ ฝ์ายทั้ง ทีดีอาร์ไอ และผู้เกี่ยวข้อง มีความเชื่อว่าการลงเมกะโปรเจกต์ นั้นน่าจะเปึนประโยชน์ แล้วก็โครงการทั้ง ๘ สายทางนี้ก็ได้ผ่านการศึกษา ไม่ว่าจะเปึน จากเรื่องของทางวิศวกรรม เรื่องของทางเศรษฐกิจ แล้วก็เรื่องของสิ่งแวดล้อม ตรงนั้น กระผมคิดว่าน่าจะเปึนส่วนที่ช่วยให้ฟันเฟ๋องของเศรษฐกิจหมุนต่อไปได้เปึนหลักการที่ ต้องสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐในระยะยาว ปัญหาอยู่ที่ว่าในลําดับความสําคัญแล้ว มันมีการลงทุนอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่ ท่านประธานครับ ในขณะนี้น้ํามันเริ่มจะแพง ในอดีต มันแพงมาก แล้วก็แนวโน้มในอนาคตข้างหน้าเมื่อเศรษฐกิจหมุนกลับมาดีอีก น้ํามันก็ยิ่ง ต้องแพงยิ่งขึ้น ท่านประธานทราบไหมครับ ในขณะนี้เราใช้ถนนในการขนส่งถึงร้อยละ ๘๖.๓๒ เราใช้รางเพียง ๒.๐๕ แล้วก็เราใช้ทางน้ําเพียงร้อยละ ๑๑.๖๒ นะครับ ทําไมเราถึง ไม่ใช้ประโยชน์ในช่วงนี้ปูทางในเรื่องของการก่อสร้างเส้นทางการขนส่งสาธารณะเพื่อ รองรับเศรษฐกิจในส่วนนั้น สิ่งที่กระผมผิดหวังค่อนข้างมากก็คือเรื่องของการขนส่งทางน้ํา และเรื่องของพาณิชยนาวี ซึ่งเปึนกรม ๆ เดียวที่คาดว่ามีปัญหามากที่สุดนะครับ โดยเฉพาะพาณิชยนาวีซึ่งมันไม่ควรจะรวมอยู่ในกรมขนส่งทางน้ํา ควรจะแยกออกมาเปึน กรมพาณิชยนาวีถึงจะถูกต้อง แล้วในต่างประเทศเองมันเปึนกระทรวงด้วยซ้ําไป ซึ่งตรงนี้ นับว่าเปึนการเสียโอกาสในการพัฒนาการขนส่งทางน้ําค่อนข้างมากนะครับ เพราะว่า ในการขนส่งทางน้ําแล้ว การขนส่งสินค้าเข้า ออกประเทศมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ ๙๐ นะครับ ที่เหลือจึงเปึนการขนส่งทางด้านอื่นนะครับ ในส่วนของการขนส่งด้วยระบบราง อันนั้นก็เปึนความจําเปึนที่เราจะต้องทํา ทีนี้ปัญหาก็คือว่าก็คงมีการวิเคราะห์ทาง เศรษฐกิจว่าเราจะขยายเส้นทางทางรางเส้นทางไหน สิ่งที่อยู่ในแผนของสภาพัฒน์แล้วก็ แผนของกระทรวงคมนาคมมาตลอดก็คือเส้นทางสายเด่นชัย-เชียงราย ซึ่งตรงนี้ก็คงจะ อยู่ในแนวทางวิเคราะห์ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ แต่ว่าเปึนโครงการที่ถูกดองอยู่นานแล้ว ปัญหา ก็คือว่าถ้าหากว่าเราจะก่อสร้างเส้นทาง ๓ เส้นทางหลักตรงนี้ ปัญหาคือจะมีความคุ้มค่า ต่อเราหรือไม่ ส่วนที่กระผมเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์มากที่สุดก็คือเส้นทางที่นําไปสู่ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เพราะว่าอีสเทิร์น ซีบอร์ด ยังมีช่องว่าที่เราจะทําได้อีกค่อนข้างมาก ในป้ ๒๕๕๐ ท่าเรือกรุงเทพฯ มีปริมาณสินค้าที่ผ่านท่าเรืออยู่ ๑.๕๕๘ ทีอียู (TEU) ป้ ๒๕๕๑ เศรษฐกิจไม่ดีลดลงเหลือ ๑.๔๖ แต่ท่านประธานครับ ท่าเรือแหลมฉบัง ในป้ ๒๕๕๐ ๔.๖๔๑ ล้าน ทีอียู แล้วก็ในป้ ๒๕๕๑ เพิ่มเปึน ๕.๒๔ ล้าน ทีอียู ดูเหมือนกับมากครับ แต่ว่าท่านประธานทราบไหมครับ ที่ประเทศสิงคโปร์เขามีสินค้าผ่าน ท่าถึง ๒๗ ล้าน ทีอียู ซึ่งตรงนี้จะบอกว่าช่องว่างในการขยายท่าเรือแหลมฉบัง แม้กระทั่ง ท่าเรือกรุงเทพฯ เรายังทําได้อีกมาก ท่าเรือกรุงเทพฯ น่าจะเปึนท่าเรือที่เราสามารถรองรับการขนส่งทางน้ําด้วย ตามแม่น้ํา เจ้าพระยา มาจากตั้งแต่นครสวรรค์ ขณะนี้มันมีปัญหาเรื่องสะพานบางแห่งที่มีระดับ สะพานที่ไม่เอื้อต่อการขนส่งทางน้ํา ซึ่งก็เปึนเรื่องของกระทรวงคมนาคมจะต้องปรับปรุง แก้ไขต่อไปนะครับ แต่ว่าสิ่งที่เราควรจะทํามากที่สุดในขณะนี้ก็คือว่า ทํารถไฟรางคู่ แล้วก็ พยายามให้สินค้าทุกชนิดมุ่งมาสู่ท่าเรือแหลมฉบังหรือท่าเรือกรุงเทพฯ ก็ตามนะครับ ด้วยการขนส่งที่ถูกราคาที่สุด เพราะว่าในราคาที่ถูกจะลดต้นทุนของโลจิสติกส์ ซึ่งจะเปึน ประโยชน์ต่อภาคการขนส่งสินค้าของประเทศไทย ซึ่งตรงนี้กระผมคิดว่าเราควรฉวย จังหวะนี้ให้เปึนประโยชน์และก็เท่าที่ทราบรถไฟรางคู่ซึ่งเราควรจะทํามาถึงท่าเรือแหลมฉบัง ก็จะมีรถไฟรางคู่ที่แก่งคอย คลอง ๑๙ ถึงฉะเชิงเทรา เส้นทางเพียง ๑๐๖ กิโลเมตร เข้าใจว่า คงจะอยู่ในแผนของกระทรวงคมนาคมอยู่แล้ว แต่เส้นทางช่วงฉะเชิงเทรา ศรีราชาและ แหลมฉบัง ซึ่งมีระยะทาง ๗๘ กิโลเมตรตรงนี้ เท่าที่ทราบก็เซ็นสัญญาไปแล้ว แต่ว่าถ้าหากว่า เส้นทางทั้งหมดสมบูรณ์ดีแล้ว กระผมก็คิดว่าทางท่าเรือแหลมฉบังก็มีความพร้อม เพราะว่าในขณะนี้ก็ได้เซ็นสัญญาสร้างทางรถไฟรางคู่ จากสถานีแหลมฉบังมาที่ท่าเรือแล้ว พร้อมกับอุปกรณ์ จาติกวณิช เอสอาร์ทีโอ (SRTO) หรืออุปกรณ์ จาติกวณิชการขนย้ายตู้ คอนเทนเนอร์ (Container) ซึ่งจะทําให้การขนส่งสินค้าได้รวดเร็วขึ้น เพราะว่าสามารถ ขนส่งสินค้าได้พร้อมกันถึง ๘ แทรค (Track) นะครับ อันนี้ก็ช่วยเร่งเวลา เวลานี่ก็เปึนส่วน หนึ่งของต้นทุนในโลจิสติกส์ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าแผนการของการท่าเรือแหลมฉบังมี ความพร้อมนะครับ แล้วก็มีการขนส่งด้วยระบบรางแล้วก็ต่อไปในอนาคต ถ้าหากว่า เราสามารถเชื่อมโยงระบบรางไปจนถึงเส้นทางถึงหนองคาย ต่อไปจนถึงเวียงจันทน์ กระผมคิดว่าในส่วนนั้นมันก็จะรองรับการขนส่งด้วยระบบรางแล้วก็จะมาที่ท่าเรือแหลมฉบัง ก็เปึนการพัฒนาท่าเรือในสิ่งที่กระผมคิดว่าเปึนประโยชน์ต่อระบบการขนส่งสินค้าของเรา โดยรวม ซึ่งตรงนี้เปึนเรื่องที่น่าจะสนับสนุน ปัญหาก็คือว่า ในขณะที่เรามีความคิดเราจะ ทําถนน ในถนนมันมีการขนส่งในสัดส่วนที่สูงมากอย่างที่กล่าวไว้ก็คือ ร้อยละ ๘๖.๓๒ แล้วก็มีแนวโน้มว่า ภาคของการขนส่งทางถนนมันจะเพิ่มขึ้นตลอดเวลาด้วยศักยภาพของ กรมทางหลวง รวมถึงกรมทางหลวงชนบท ซึ่งสูงกว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งการพัฒนาของการรถไฟค่อนข้างช้ามาก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กระผมก็มีความหวังใน อนาคตที่ดีได้จากการให้สัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีที่บอกว่า แนวคิดเรื่องจะตั้งหน่วยงาน ๒ หน่วยขึ้นมา หน่วยแรกก็คือ เรื่องของหน่วยงานที่จะมาดูแลทรัพย์สินของการรถไฟโดยตรง อีกหน่วยหนึ่งก็คือ จะมาดูแลเรื่องของการบริหารการเดินรถ กระผมคิดว่าอนาคตของ การรถไฟอยู่ที่ ๒ หน่วยงานที่จะตั้ง ๒ องค์กรที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นั้น เพราะว่าอดีตเท่าที่ ผ่านมา เราจะเห็นได้ชัดว่าการรถไฟเปึนการพัฒนาแบบถอยหลัง ๕๐ ป้ที่ผ่านไป การรถไฟแทบจะไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงเลย ที่กระผมจะเห็นได้จากสมัยนี้ก็มีแต่เพียงว่า เส้นทางรถไฟซึ่งทําระหว่างสุวรรณภูมิกับบางซื่อ แล้วก็เส้นทางในอนาคตสายใหม่ ตั้งแต่ บางซื่อผ่านไปถึงรังสิต กระผมคิดว่าตรงนี้คืออนาคตของการรถไฟที่จะได้มีรายได้ ที่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากรายได้ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่การรถไฟเท่าที่ควร โดยเฉพาะ น่าเสียดายที่การรถไฟมีพื้นที่หรือมีที่ดินอยู่มากมาย แต่นํามาใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มเท่าที่ควร ตรงนี้น่าเสียดายมาก เพราะฉะนั้นในส่วนของ อีสท์ เวสท์ อีโคโนมิค คอริดอร์ ในขณะนี้ อาจจะไม่มีความคุ้มที่จะทํา เพราะว่ามันคงเปึนการยากที่จะขนสินค้าจากทางด้านพม่า ผ่านไปจนถึงเวียดนาม แล้วก็คงเปึนการยากที่จะหาสินค้าจากเวียดนามผ่านมาลงท่าเรือ ที่พม่าแล้วก็ท่าเรือกว่าจะพัฒนาเปึนท่าเรือสามารถขนส่งสินค้าไปทั่วโลกได้คงจะต้อง ใช้เวลา เพราะว่าจะต้องใช้สาธารณูปโภคอย่างอื่นร่วมด้วยอีกต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม มหาศาล ซึ่งตรงนี้น่าจะเปึนโอกาสของประเทศไทยในการพัฒนาขีดความสามารถของ ท่าเรือทั้งแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพฯ ซึ่งเรามีอยู่มากมายแล้วให้มีขีดความสามารถ เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับอนาคตของประเทศชาติ แล้วสิ่งที่จะดีที่สุดก็คือ ในขณะที่เศรษฐกิจ ถดถอยในขณะนี้ เศรษฐกิจมีปัญหาขณะนี้ เรามีการลงทุนที่ดีที่จะส่งผลถึงอนาคตของเรา ในอนาคตข้างหน้า ซึ่งกระผมมีความหวังในเรื่องของการพัฒนาโลจิสติกส์ตรงนี้ ค่อนข้างมาก ขอบคุณครับ