กรณี จาติกวณิช อภิปรายเรื่องการกู้ยืมเงินเพื่อลงทุนในโครงการมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี และการสร้างงานและช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่กำลังประสบปัญหาในการว่าจ้างและหางาน นอกจากนี้ยังอ้างถึงกรณีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศในอดีต เช่น การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ และเน้นย้ำถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการลงทุน โดยพิจารณาจากเศรษฐกิจที่ไม่ดี และการลงทุนในช่วงที่ต้นทุนสูงขึ้น
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมตระหนักดีนะครับว่ายังมีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาอยู่อีกหลายท่านที่ยังอยู่ในคิวที่จะ อภิปรายนะครับ ผมจะขออนุญาตอย่างนี้นะครับ พอดีประเด็นที่มีคําถามแล้วก็ ข้อเสนอแนะจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็มีมากมายนะครับ ผมก็นั่งฟังมาโดยตลอดนะครับ เพื่อนรัฐมนตรีของผมที่เกี่ยวข้องกับหลาย ๆ โครงการที่มีการอภิปรายในวันนี้ ท่านก็นั่งรับฟัง อยู่โดยตลอดเช่นเดียวกันนะครับ ก็คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเดี๋ยว ท่านก็จะชี้แจงในแง่ของที่มาที่ไป ความสําคัญของแต่ละโครงการต่อสังคมต่อระบบ เศรษฐกิจโดยรวม ในส่วนของผมในขั้นนี้เดี๋ยวผมจะขออนุญาตชี้แจงในบางประเด็นที่ เกี่ยวกับเรื่องของการกู้ยืม แล้วก็เงื่อนไขของการกู้ยืมซึ่งเปึนภาระหน้าที่ของผมในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยตรง ยังมีอีกหลายคําถามที่ผมอาจจะขออนุญาต รับฟังคําอภิปรายให้ครบถ้วนก่อน แล้วก็จะขอใช้เวลาของทางรัฐสภาในการที่จะชี้แจง อีกรอบหนึ่ง
อันดับแรกก็คืออยากที่จะชี้แจงประเด็นที่เรากําลังพิจารณากันอยู่ในวันนี้ ผมเห็นใจนะครับทั้งเพื่อนสมาชิกรัฐสภา แล้วก็เห็นใจพี่น้องประชาชนที่ติดตามฟังอยู่ที่ บ้านนะครับว่า มันอาจจะมีความสับสนเกิดขึ้น สืบเนื่องจากเจตนาตั้งใจหรือแผนในการ กู้ยืมของรัฐบาลที่มีอยู่หลายแผนด้วยกัน ณ เวลานี้นะครับ แล้วก็เพื่อไม่ให้มีความสับสน ผมขออนุญาตชี้แจงในประเด็นนี้ก่อนนะครับ เพราะในวันจันทร์ในอาทิตย์หน้าก็ได้มีการ นัดหมายกันไว้นะครับว่า เราจะกลับมาในที่นี้เพื่อพิจารณาพระราชกําหนดและ พระราชบัญญัติตามแผนที่ทางรัฐบาลเรียกว่า แผนไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ นะครับ ซึ่งจะเปึน ๒ กฎหมายที่จะขออนุมัติจากทางรัฐสภาในการที่จะกู้ยืมเงินมาลงทุนในโครงการมูลค่า รวม ๑.๕ ล้านล้านบาทนะครับ ซึ่ง ๒ แผนนั้นก็จะเปึนขออํานาจให้กับทางกระทรวงการคลัง กู้ยืมเพิ่มเติมเปึนเม็ดเงินรวม ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ส่วนของโครงการ ๑.๕ ล้านล้านบาทก็จะมีการชี้แจงต่อไปเมื่อถึงเวลาที่จะ พิจารณาพระราชกําหนดและพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับครับว่า เปึนโครงการประเภทใด ลงที่ไหนบ้าง พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร ซึ่งถึงเวลานั้นเพื่อน ๆ สมาชิกก็จะได้ เห็นนะครับว่า เม็ดเงิน ๑.๕ ล้านล้านบาทที่เรารองรับไว้เพื่อการลงทุนตั้งแต่วันนี้จนถึง สิ้นป้ ๒๕๕๕ ล้วนแล้วส่วนใหญ่เปึนเม็ดเงินที่จะลงในพื้นที่ชนบททั้งสิ้น โครงการหลาย ๆ โครงการที่เพื่อนสมาชิกได้ถามถึงไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการพัฒนาแหล่งน้ํา ชลประทาน ถนนไร้ฝุ์น โครงการระดับชนบทนะครับ ก็ล้วนแล้วแต่เปึนโครงการที่จะอยู่ภายใต้แผน ไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ทั้งสิ้น แต่ในวันนี้ผมต้องขออนุญาตเรียน ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ก็คือ ในส่วนของกรอบการกู้เงินจากต่างประเทศภายใต้มาตรา ๑๙๐ และเปึนการกู้ยืมภายใต้ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ มาตรา ๒๒ ซึ่งผมต้องขออนุญาตเรียนสมาชิกด้วยความเคารพ นะครับว่า ลักษณะของการกู้ยืมเพื่อมาสนับสนุนโครงการ ๔ โครงการที่ได้มีการนําเสนอ โดยรัฐบาลในวันนี้ เปึนการกู้ยืมที่ดําเนินการมาโดยตลอดทุก ๆ ป้โดยทุก ๆ รัฐบาล เพียงแต่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับป้ ๒๕๕๐ มีมาตรา ๑๙๐ ก็เปึน โอกาสให้พวกเราได้สามารถที่จะได้รับฟังคําชี้แจงจากทางรัฐบาลในที่มาที่ไปของ แต่ละโครงการ ในอดีตก็มีมาโดยตลอดและการกู้ยืมนี้ก็อยู่ภายในกรอบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ทาง พ.ร.บ. หนี้สาธารณะได้กําหนดไว้ว่ารัฐบาลสามารถกู้ยืมได้ในแต่ละป้ หลาย ๆ สมาชิกก็ได้ชี้แจง ข้อเท็จจริงนะครับว่าความจริงเม็ดเงินรวมในส่วนของรัฐบาลที่จะสามารถกู้ยืมภายใต้ กรอบนี้ได้ทั้งหมดในป้งบประมาณป้ ๒๕๕๒ สูงถึง ๑๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๑๘๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลได้ขออนุมัติจากทางรัฐสภาในการที่จะกู้ยืมเพียง ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากวงเงิน ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาททั้งหมดที่ความจริง รัฐบาลมีสิทธิ อันนี้ก็สะท้อนให้เห็นนะครับว่าถ้าไม่จําเปึนจริง ๆ ในส่วนของรัฐบาล ก็ไม่อยากที่จะต้องเพิ่มภาระให้กับประเทศชาติโดยเฉพาะโดยการกู้ยืมจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นวันนี้เรามีต้องคําตอบนะครับว่าสําหรับ ๔ โครงการนี้ อันดับแรก ทําไมเปึน ๔ โครงการที่เรามองว่ามีความสําคัญ สร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจได้อย่างไร แต่ที่สําคัญในวันนี้ภายใต้มาตรา ๑๙๐ นี่นะครับ ก็คือการชี้แจงว่าด้วยเหตุใดเราถึงมี ความจําเปึนที่จะต้องกู้ยืมส่วนนี้จากต่างประเทศ และนี่ก็คือภาระหน้าที่ในส่วนของผม ตามที่ผมได้เรียน ในส่วนของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะมาชี้แจง รายละเอียดในแง่ของผลประโยชน์ของตัวโครงการครับ
ถามว่าด้วยเหตุใดละครับ โครงการ ๔ โครงการนี้จึงมีความจําเปึนในส่วน ของรัฐบาลอันดับแรกที่จะต้องกู้ยืมและทําไมถึงต้องกู้ยืมจากต่างประเทศ ผมขออนุญาต ตอบอย่างนี้นะครับในแง่ของขั้นตอนก่อน วันนี้ผมกําลังขอคําอนุมัติจากท่านนะครับ เพื่อไปเจรจาในแง่ของตัวเงื่อนไข รายละเอียดของตัวเงินกู้ อันนี้ก็เปึนหนึ่งในสาเหตุว่า ทําไมในรายละเอียดผมยังไม่สามารถที่จะมอบให้กับท่านเพื่อพิจารณาได้นะครับว่า รายละเอียดของแต่ละสัญญาจะเปึนอย่างไร ผมมีคิวนะครับที่จะนําเสนอสัญญาที่ท่านได้ เคยอนุมัติให้ผมไปเจรจาในกรอบมาแล้วเพื่อมานําเสนอ เอกสารจะมีมากกว่าการขอ อนุมัติในการไปเจรจาในระดับกรอบหลายเท่าครับ แต่ในส่วนของวันนี้ผมต้องขอเรียน นะครับว่า รัฐบาลในการที่จะลงทุนในแต่ละโครงการก็มีแหล่งที่มาของรายได้อยู่ หลายแหล่ง ไม่ว่าจะเปึนเงินงบประมาณ ไม่ว่าจะเปึนรายได้ของรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเปึน เงินกู้จากในประเทศ และในส่วนของ ๔ โครงการนี้ก็คือเงินกู้จากต่างประเทศนะครับ หนึ่งในสาเหตุที่ต้องกู้จากต่างประเทศก็เพราะเงินกู้จากต่างประเทศเปึนเงินกู้ระยะยาว ทั้ง ๔ โครงการล้วนแล้วแต่เปึนโครงการที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ๑๐ ๒๐ ๓๐ ๔๐ ป้ขึ้นไป ดังนั้นตามความเหมาะสมในแง่ของการบริหารการเงินก็มีความ จําเปึนที่จะต้องมีแหล่งเงินกู้ที่มีเวลาในการผ่อนชําระในช่วงระยะยาวเช่นเดียวกัน ข้อจํากัดของการกู้ยืมในประเทศก็คือ ในเรื่องของระยะเวลาในการใช้คืนหนี้ ในกรณีที่ รัฐบาลออกพันธบัตร ผมขออนุญาตเรียนว่าส่วนใหญ่ในการออกพันธบัตรก็จะสามารถ ออกได้ในระยะเวลา ๓ ป้ ๕ ป้ ๑๐ ป้ก็พอออกได้แต่ในปริมาณที่น้อยกว่า แต่ในส่วนของ โครงการกู้ยืมจากธนาคารโลก เปึนตัวอย่างนะครับ หรือ เอดีบี หรือแม้แต่ ไจก้า ล้วนแล้วแต่มีระยะเวลาในการคืนหนี้ ๒๐ ป้ ๒๕ ป้ หรือในบางกรณีนานกว่านั้นจํานวนป้ ขึ้นไป ดังนั้นในแง่ของความเหมาะสมต่อประเภทของโครงการจึงเปึนสาเหตุที่ทําให้ รัฐบาลประเมินและกระทรวงการคลังประเมินว่ามีความเหมาะสมในการที่จะกู้ยืมจาก ต่างประเทศในส่วนของตรงนี้นะครับ
นอกจากนั้นในแง่ของอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเราไม่ได้กู้จากตลาดเงิน ทั่วไป เรากู้จากองค์การระหว่างประเทศที่เราเองก็เปึนสมาชิกสําคัญ เพราะฉะนั้น อัตราดอกเบี้ยที่เราได้รับก็เปึนอัตราที่ต่ํากว่าอัตราดอกเบี้ยที่เราสามารถที่จะกู้ยืมภายใน ประเทศได้ เพราะฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบในแง่ของความคุ้มค่า ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนว่า มีความจําเปึนและมีความเหมาะสมสําหรับโครงการที่เราได้นําเสนอในการกู้ยืมจาก สถาบัน อย่างเช่น ธนาคารโลก เอดีบี หรือ ไจก้า ผมจะยกเปึนตัวอย่างนะครับว่า ในกรณีการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่ผ่านมาในช่วงป้ ๒๕๓๙-๒๕๔๘ ก็จะมีการกู้ยืม จากในกรณีนี้คือ ไจก้า ทุก ๆ ป้ในลักษณะเดียวกันกับที่เรากําลังอภิปรายกันหรือมีการ พิจารณากันในรัฐสภาในวันนี้นะครับ เงื่อนไขก็ไม่ได้แตกต่างกับเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ที่เรา กําลังขออนุมัติจากท่านเพื่อไปเจรจามากนักนะครับ แล้วก็จะมีเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึน อัตราดอกเบี้ยหรือระยะเวลาการชําระคืนที่ทัดเทียมกัน ซึ่งกู้มาโดยตลอดทุก ๆ ป้นะครับ ป้ ๒๕๓๙ ๓๑ ล้านเยน ไล่ไปเรื่อย ๆ จนป้ ๒๕๔๘ ก็อีก ๓๕ ล้านเยน ทุก ๆ ป้จะเปึน อย่างนี้ แต่ในอดีตไม่เคยจําเปึนที่จะต้องนําการกู้ในลักษณะนี้เข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา ซึ่งตรงนี้ก็เปึนสาเหตุที่ทางรัฐสภาเองจะมีโอกาสที่จะได้พิจารณาในเรื่องของการกู้ยืม ในช่วงนี้มากกว่าปกติ นี่ก็คือที่มาของสาเหตุที่เราพิจารณากันในวันนี้ ที่มาของสาเหตุ นะครับว่าทําไมสําหรับ ๔ โครงการนี้ทางรัฐบาลถึงพิจารณาว่ามีความเหมาะสมที่จะกู้ยืม จากต่างประเทศ ในส่วนคําถามอื่น ๆ ที่มีมากมายนะครับ ในแง่ของความเหมาะสมของ โครงการ ผมคงจะขออนุญาตใช้เวลาในการตอบอีกครั้งหนึ่ง ผมจะขออนุญาตเรียนเน้น อีกครั้งนะครับว่า ๔ โครงการนี้ก็เปึน ๔ โครงการที่พิจารณากันมาหลายยุคหลายสมัย ถามว่าจังหวะเวลาในการที่จะลงทุนในจังหวะนี้เปึนจังหวะที่เหมาะสมหรือไม่ ผมขออนุญาตเรียนนะครับว่าผมประเมินแล้ว รัฐบาลประเมินแล้วว่าจังหวะช่วงเวลานี้ เปึนจังหวะที่เหมาะสมที่สุดนะครับ
ประเด็นแรก ผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจและสังคมจากแต่ละโครงการ ผมคิดว่าเปึนประเด็นที่พิจารณาและได้รับการเห็นชอบมาแล้วโดยทุกรัฐบาล เพราะฉะนั้น ความเหมาะสมของโครงการ ไม่ว่าจะเปึนถนน ๔ เลน จะเปึนเรื่องของการประปา เรื่องของรถไฟฟัาเส้นสีน้ําเงิน ผมคิดว่าตั้งแต่สภาพัฒน์ไล่มาถึงทุก ๆ คณะรัฐมนตรี ในหลาย ๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ก็ได้มีโอกาสพิจารณานะครับ แล้วทุกรัฐบาลก็เห็นชอบ โดยตลอด เพราะฉะนั้นประเด็นที่เปึนคําถามก็คือ แล้วจังหวะเวลานี้เปึนจังหวะที่ เหมาะสมหรือไม่ ผมขออนุญาตเรียน จังหวะเวลานี้เปึนจังหวะที่ภาคเอกชน ไม่มีความพร้อมในการที่จะลงทุน ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็เพิ่งรายงานมา สด ๆ ร้อน ๆ ว่า สภาพคล่องในระบบการเงินของเราก็คือ เงินเหลืออยู่ในระบบของเรา นับเปึนล้าน ๆ บาท พูดง่าย ๆ เปึนเงินที่อยู่ในระบบ แต่ภาคเอกชนไม่พร้อมที่จะหยิบมาใช้ เมื่อภาคเอกชนไม่หยิบเงินส่วนนี้มาใช้ เศรษฐกิจก็ไม่เดิน เงินนั้นไม่สามารถที่จะนําไปใช้ เปึนประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนได้ ดังนั้นจึงเปึนจังหวะที่เหมาะสมสําหรับรัฐบาลที่จะ เพิ่มบทบาทของตัวเองด้วยการหยิบเงินส่วนนี้ที่ไม่มีใครพร้อมจะใช้ เอามาใช้ในโครงการที่ สังคมและระบบเศรษฐกิจรอคอยมานานหลายป้ เปึนโครงการที่ล้วนแล้วแต่จะสร้าง ประโยชน์ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวให้กับเศรษฐกิจของเรา ให้กับพี่น้องประชาชนของเรา เมื่อรัฐบาลหยิบเงินส่วนนี้มาใช้ส่งกลับไปในแง่ของการว่าจ้าง ส่งกลับไปในแง่ของการซื้อ วัสดุก่อสร้างต่าง ๆ นานา ก็จะส่งผลในเชิงบวกให้กับเศรษฐกิจโดยรวม เพราะฉะนั้น จังหวะเวลาในการที่รัฐบาลควรจะลงทุน ก็คือจังหวะที่เอกชนไม่มีความพร้อมที่จะลงทุน ไม่อย่างนั้นก็จะเปึนการแย่งเงินกันระหว่างรัฐบาลกับเอกชน เพราะฉะนั้นท่านอาจจะดู นะครับ อาจจะมองในแง่มุมหนึ่งว่าตอนนี้เศรษฐกิจมีปัญหา เราควรจะลงทุนหรือไม่ ผมขออนุญาตกราบเรียนเปึนมุมกลับให้ท่านได้มีโอกาสพิจารณานะครับว่า ในช่วงที่เงินเหลือ เอกชนไม่ลงทุน นั่นแหละครับเปึนช่วงที่เหมาะสมที่รัฐบาลควรจะเปึนผู้ดําเนินการ นอกจากนั้นนะครับ ช่วงนี้เปึนช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ํา อันนี้เปึนที่ทราบกันดี ผมก็เห็นใจ ทุก ๆ ท่านที่มีความกังวลว่า เราเพิ่มภาระหนี้สินจะมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจต่อประเทศชาติ โดยรวมได้หรือไม่
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะฝากให้ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติได้ พิจารณานะครับ ก็คือในแง่ของต้นทุนการลงทุน ถ้าเรารอให้เศรษฐกิจดี ความหมายคือ อะไรครับ ราคาน้ํามันสูงขึ้น ความหมายคืออะไรครับ คืออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเพราะทุกคน ต้องการใช้เงิน จังหวะเวลานั้นการลงทุนของรัฐบาล ถ้าจะเลือกดําเนินการในช่วงนั้น ก็จะเปึนช่วงที่ต้นทุนในการลงทุนสูงขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในช่วงที่คนอื่นไม่ใช้เงิน และทําให้ต้นทุนของเงินนั้นต่ํากว่าปกตินะครับก็คือช่วงปัจจุบัน ก็เปึนช่วงที่เหมาะสม นะครับที่รัฐบาลควรที่จะถือโอกาสในการที่จะลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่ทุก ๆ ฝ์าย ได้ประเมินแล้วว่า ทําให้สังคมและระบบเศรษฐกิจของเราได้รับประโยชน์
ประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากจะเรียนในแง่ของจังหวะเวลาและความเหมาะสม ของการลงทุนในโครงการในจังหวะนี้ ก็คือเรื่องของการสร้างงาน หลาย ๆ ท่านก็พูดถึง ประเด็นนี้นะครับ แล้วอาทิตย์หน้าเราก็คงได้อภิปรายกันอีกในประเด็นนี้นะครับว่า มาตรการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลนั้นจะสร้างจะประโยชน์ในแง่ของการสร้างงานอย่างไร แต่ผมขออนุญาตเรียนนะครับ ใน ๔ โครงการนี้ก็เช่นเดียวกันครับ จังหวะเวลาในการที่ รัฐบาลควรจะลงทุนก็คือจังหวะเวลาที่กําลังการผลิตของภาคเอกชนนั้นค่อนข้างต่ํา ณ เวลานี้โรงปูนผลิตปูนออกมา ภาคเอกชนก็มีกําลังซื้อน้อยลง มีความต้องการปูนซีเมนต์ เหล็กหรือวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ นานาน้อยกว่าในอดีต ก็ควรจะเปึนจังหวะนี้แหละครับ ที่รัฐบาลมามีบทบาทแทนเอกชนในการที่จะซื้อสินค้าเหล่านี้ เพื่อให้เอกชนผู้เปึนผู้ผลิต สามารถที่จะขายของได้นะครับ นอกจากนั้นก็เปึนช่วงเวลาที่พี่น้องประชาชนทั่วไปก็ยัง ประสบปัญหาในเรื่องของการว่าจ้างนะครับ ถูกเลิกจ้างก็ยังมี หางานไม่ได้ก็ยังมี ดังนั้น รัฐบาลก็ควรที่จะใช้โอกาสนี้ในการที่จะลงทุนสร้างงานให้กับพี่น้องประชาชนด้วย อันนี้ก็คือ สาเหตุตรรกที่มาของทางรัฐบาลว่าทําไมเราถึงได้ประเมินว่าโอกาสและจังหวะนี้เปึน จังหวะที่เหมาะสมในการที่รัฐบาลจะดําเนินการในโครงการต่าง ๆ ที่เรามองว่า มีความสําคัญ
ผมขออนุญาตอีกประเด็นเดียวครับท่านประธาน ก็คือประเด็นข้อสังเกตที่ หลาย ๆ ท่านมีแล้วผมก็เห็นใจว่าทําไมโครงการส่วนใหญ่ คือ ๓ ใน ๔ ของโครงการตาม การประเมินของท่านเปึนโครงการที่ล้วนแล้วแต่ดําเนินการให้กับคนกรุงเทพฯ นะครับ ผมก็จะขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าโครงการโดยรวมในส่วนของการลงทุนของรัฐบาลนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ ๔ โครงการที่เราได้นําเสนอให้กับรัฐสภาพิจารณาในวันนี้นะครับ จะมีโครงการภายใต้ไทยเข้มแข็งอีกมูลค่าโดยรวม ๑.๕ ล้านล้านบาทที่ท่านจะมีโอกาสได้ พิจารณาในอาทิตย์หน้า มีโครงการภายใต้งบประมาณป้ ๒๕๕๒ อีก ๑.๙ ล้านล้านบาท ที่ท่านได้เคยพิจารณามาแล้วในช่วงการพิจารณางบประมาณนะครับ ส่วนโครงการ เหล่านี้เปึนโครงการส่วนต่างหากนอกเหนือจากโครงการเหล่านั้น ซึ่งท่านในฐานะสมาชิก รัฐสภาได้เคยมีโอกาสได้กลั่นกรองมาแล้ว และโครงการเหล่านี้เปึนโครงการที่เรามากู้ยืม ในส่วนของกรอบการกู้ยืมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ และมีข้อจํากัดว่าจะต้องเปึนการกู้เปึน เงินตราต่างประเทศนะครับ เพราะฉะนั้นโครงการเหล่านี้มีลักษณะพิเศษที่มีความจําเปึน ที่จะต้องใช้สินค้าทุนบางส่วนจากต่างประเทศ อย่างลงทุนในระบบรถไฟฟัาปฏิเสธไม่ได้ นะครับ เทคโนโลยีบางส่วนเมืองไทยเราไม่มี จําเปึนต้องซื้อจากต่างประเทศ ดังนั้นความ เหมาะสมในแง่ของการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศเพื่อเอามาใช้ในส่วนนั้นจึงมีนะครับ โดยผมคงจะไม่มีความจําเปึนที่จะต้องอธิบาย แต่เนื่องจากเหตุนั้นมันมีคุณลักษณะพิเศษ ของโครงการเหล่านี้ ซึ่งตามที่ผมเรียนนะครับ อาจจะดูเหมือนว่าทําไมที่นําเสนอส่วนใหญ่ เปึนโครงการที่ช่วยพัฒนากรุงเทพฯ และปริมณฑล เดี๋ยวผมขออนุญาตเรียนครับ ๔ โครงการนี้เปึนเพียง ๔ โครงการจากหลาย ๆ ร้อยโครงการของรัฐบาลที่ดําเนินการอยู่ นะครับ แล้วก็ท่านจะได้รับรายละเอียดโดยเฉพาะในส่วนของโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็งในช่วงอาทิตย์หน้า ว่าโครงการที่พี่น้องชนบทจะได้รับประโยชน์นั้นมีอีก กี่โครงการและมีโครงการอะไรบ้าง ขอบพระคุณมากครับ