รสนา โตสิตระกูล ตั้งคำถามเกี่ยวกับการกู้เงิน 800,000 ล้านบาทของรัฐบาล โดยถามถึงความจำเป็นในการกู้เงินนี้ วิธีการบริหารเงินของรัฐบาล และการนำเงินไปแก้ปัญหาอย่างไร และยังถามถึงกรณีของโครงการประปาในอดีตที่รัฐบาลเคยลงทุนไปแล้ว เธอยังเรียกร้องให้รัฐบาลใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านรัฐมนตรี และเพื่อนสมาชิก ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในกรอบการกู้เงินนี้ดิฉันคิดว่าส่วนที่ รัฐบาลไม่ได้ให้มาให้ชัดเจนก็คือว่า ในกรอบการกู้ทั้งหมดจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง คือการขอเงินกู้นะคะ เปึนการกู้เปึนโครงการ ๆ ซึ่งทําให้ไม่เห็นภาพรวมว่า ทิศทางในการ กู้เงินเพื่อจะพัฒนาประเทศหรือกระตุ้นเศรษฐกิจจะมุ่งไปสู่ทิศทางอย่างไร แล้วแก้ปัญหา ตรงไหน เพราะฉะนั้นในแง่ของการพิจารณาตรงนี้ก็เปึนสิ่งที่ค่อนข้างจะลําบากนะคะ เพราะว่าเราต้องยอมรับว่า การที่รัฐบาลจะกู้เงินตั้ง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ สมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้วว่า ท่านไม่ได้บอกว่าท่านจะมีหนทางในการนํารายได้จาก ไหนมาเพื่อที่จะใช้จ่ายหนี้เงินกู้เหล่านี้ มันก็เปึนสิ่งที่ทําให้ประชาชนต้องลําบากใจ เพราะว่าประชาชนเปึนคนใช้หนี้ รัฐบาลเปึนคนกู้ แต่ประชาชนเปึนคนใช้หนี้ ซึ่งจุดนี้ดิฉัน คิดว่าเปึนสิ่งที่รัฐบาลก็ต้องมองว่ามีความจําเปึนแค่ไหน และจริง ๆ ควรจะต้องมีการระบุให้ ชัดเจนว่า การกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์นะคะ ว่าเสริมสภาพคล่องนั้น อย่าง ๔ โครงการที่ให้มานี้มันกระตุ้นเศรษฐกิจตรงไหน เพราะว่า ดิฉันคิดว่าการกู้เงินดังกล่าวนั้นจะต้องเข้าไปตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งสํานักงาน สถิติแห่งชาติเป่ดเผยว่า ยอดว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีจํานวนถึง ๗๑๐,๐๐๐ คน ซึ่งตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่าเพิ่มขึ้นจํานวนมาก การที่มีคนว่างงานเพิ่มขึ้นถึง ๑.๕ แสนคน จากป้ที่แล้วนี่แสดงว่าระบบของโรงงานต่าง ๆ ผู้ประกอบการนั้นอาจจะขาดทุนแล้วก็ ป่ดโรงงานไป จนทําให้เกิดปัญหาการว่างงานขึ้นมา ซึ่งในแง่ของตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่า การทําโครงการเหล่านี้มันไม่ได้ตอบปัญหาว่าเข้าไปแก้ปัญหาตรงจุดนี้อย่างไร การสร้าง โครงการเหล่านี้เพิ่มอัตราจ้างงานหรือไม่ หรือวัสดุอุปกรณ์ ที่นําเข้ามาใช้นี่ ใช้ในประเทศ หรือเปล่า เมื่อเรามีการกู้เงินแล้วเราก็ไม่ได้มีโครงการที่ชัดเจนว่าเราจะกระตุ้นให้เกิด การผลิตการใช้ภายในประเทศอย่างไร สมัยหนึ่งเราเคยมีคําขวัญให้ ไทยทํา ไทยใช้ ไทยเจริญ แต่เวลานี้เราคิดถึงการกู้เงิน แต่ว่ามันไม่เห็นภาพนะคะว่าเราจะกู้แล้วให้เงิน อยู่ในประเทศ อยู่ในระบบเพื่อหมุนเวียนได้อย่างไร อย่างประเทศกลุ่ม ๓ จี (3G) เขาประกาศเลยว่าเขาจะลดการนําเข้า ถึงแม้เขาจะมีการกู้เงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ เขามากขึ้น แต่เขาก็มีระบบของการที่เขาจะทําให้เงินนั้นหมุนเวียน แล้วเวลาประเทศ เหล่านี้ซึ่งเปึนเสรีนิยม เวลาเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เขาจะกลายเปึนประเทศชาตินิยม ขึ้นมาทันที แต่ในขณะที่ประเทศของเรานั้น เราเสรีนิยมตลอดแม้ในเวลาที่เรากําลังเจอ ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ ซึ่งดิฉันคิดว่ารัฐบาลต้องตอบคําถามว่า การกู้นั้นมีความ จําเปึนแค่ไหน ดิฉันคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลนอกจากมองว่ามีความจําเปึนแค่ไหนแล้วนี่ ดิฉันยกตัวอย่างง่าย ๆ นะคะ กรณีเรื่องของประปา ดิฉันว่าเรื่องประปาเมื่อสมัยป้ ๒๕๔๘ ในรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ท่านเคยอนุมัติให้มีการวางท่อน้ําดิบเพื่อ เชื่อมต่อเขื่อนบางพระที่ชลบุรีไปยังหนองปลาไหลที่ระยอง ซึ่งถือว่าเปึนการลงทุน แก้ปัญหาน้ําภาคตะวันออก เปึนการลงทุนให้เอกชน ลงทุนให้เอกชนโดยที่เวลานี้ยังไม่ได้ บอกให้เรารู้เลยว่ามีการคืนทุนจากเอกชนหรือไม่ การคืนทุนจะภายในกี่ป้ ซึ่งถ้าลงทุนถึง ๔,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อให้เอกชน ดิฉันคิดว่ากรณีนี้จะซ้ํารอยเดิมไหม เพราะจะกู้ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าโครงการลงทุนทั้งหมด ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่า รัฐบาลจะต้องตอบสิ่งเหล่านี้ให้เราให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าบางครั้งการไปลงทุนหลาย ๆ เรื่อง เป่ดให้เอกชนทําไปได้ไหม อย่างเรื่องของรถไฟสายสีน้ําเงิน แทนที่รัฐบาลต้องไปกู้เงินมา ลงทุนเอง ทําไมเราไม่ให้คนอื่นเขาจัดการไป แล้วก็ประการสําคัญที่ดิฉันคิดว่าการบริหารเงิน ของรัฐบาลนั้นมีความสุจริต ปลอดคอร์รัปชันหรือไม่ อันนี้ดิฉันคิดว่าเปึนคําถามที่ ประชาชนตั้งคําถาม สมาชิกรัฐสภาตั้งคําถามเยอะ เนื่องจากว่าโครงการ ๓ โครงการหลักนั้น อยู่ในกระทรวงคมนาคม ซึ่งเปึนกระทรวงที่ประชาชนตั้งข้อสงสัยในความโปร่งใส ไม่ว่าจะเปึน เรื่องความพยายามในการผลักดันรถ เอ็นจีวี (NGV) ๔,๐๐๐ คัน ซึ่งเวลานี้ก็ยังไม่เลิก หรือกรณีย้ายสนามบิน ก็เปึนสิ่งที่ประชาชนตั้งคําถามอยู่ค่อนข้างมาก สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่า ถ้าหากว่าไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการจะปลอดคอร์รัปชันมีธรรมาภิบาลนี่ประชาชน ก็ไม่สบายใจ เนื่องจากรัฐมีอํานาจในการกู้เงิน แต่ประชาชนต้องเปึนคนใช้จ่ายหนี้ แล้วเวลานี้รัฐบาลก็มีหนทางเดียวในการที่จะมีรายได้ก็คือขึ้นภาษีต่าง ๆ ดิฉันคิดว่า รัฐบาลเองน่าจะพยายามมองหารายได้แหล่งอื่น ๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วต้องบอกว่ารัฐบาลควรจะ หัดยึดแนวทางเก็บเบี้ยใต้ถุนร้านบ้างนะคะ เพราะว่าเวลานี้การเพิ่มรายได้ของรัฐ รัฐควรสํารวจดูนะคะว่า ทรัพย์สินในบ้านเมืองเรามีอะไรบ้าง ดิฉันยกตัวอย่างง่าย ๆ นะคะ แหล่งรายได้สําคัญในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกนี่คือสัมปทานก๊าซธรรมชาติและน้ํามันดิบ ประเทศเรานี่ดิฉันเองได้ข้อมูลจากทางกระทรวงพลังงานนะคะ ว่าเราได้รับเงินรายได้จาก สัมปทานนี้น้อยมาก เพียง ๕-๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบกับหลายประเทศนะคะ ไม่ว่าจะเปึนประเทศในบ้านเราอย่างพม่า เวียดนาม ซึ่งเพิ่งจะเริ่มขุดเจาะก๊าซป่โตรเลียม สามารถต่อรองได้มากกว่าเรา อันนี้ไม่ต้องไปพูดถึงประเทศอื่น ๆ ค่ะ อย่างโบลิเวีย ประเทศเขาได้ ๘๖ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศอื่นที่มาลงทุนได้ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไปดู อย่างอเมริกานั้นเขา ๕๐ : ๕๐ หรือถ้าเราไปดูอย่างนอรเวย์นี่ก็มากกว่าเราแน่นอน ดิฉันคิดว่า สิ่งเหล่านี้รายได้เหล่านี้รัฐไม่ควรลืมนะคะ
อีกประการหนึ่งดิฉันเองอยากจะฝากหลักธรรมพื้นฐานที่รัฐบาลควรจะ เอาไปพิจารณานะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าหลักธรรมพื้นฐานในทางพุทธศาสนาสําหรับชีวิตของ ปุถุชนอย่างพวกเราก็คือ สุขของผู้ครองเรือนหรือคฤหัสถ์อย่างพวกเรามีอยู่ ๔ เรื่อง ข้อที่ ๑ คือ สุขจากการมีทรัพย์ ข้อที่ ๑ ดิฉันคิดว่ารัฐบาลจะต้องไม่คิดว่าหนี้คือรายได้ สุขจากการ มีทรัพย์ทุกคนดีใจแน่นอนถ้ามีเงินเพิ่มขึ้น แต่เงินเพิ่มขึ้นที่ได้มาจากการมีหนี้เพิ่มขึ้น ดิฉันคิดว่าคงไม่มีความสุขเท่าไร ข้อที่๒ สุขจากการได้ใช้ทรัพย์ เพราะฉะนั้นการได้ใช้ ทรัพย์กู้มาแล้วนี่ใช้ไปในโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์มากน้อยแค่ไหน สมประโยชน์ คุ้มค่า มีประสิทธิภาพแค่ไหน ปลอดคอร์รัปชันแค่ไหน เปึนสิ่งที่รัฐบาลจะต้องให้ ความสําคัญ ข้อที่ ๓ สุขจากการไม่มีหนี้ ดิฉันคิดว่าไม่มีศาสนาไหนที่จะบอกว่า ทุกคนสุข จากการมีหนี้ เวลานี้ในโลกเสรีนิยม ทุนนิยมเราบอกว่าการมีหนี้แสดงว่าเรามีเครดิต เพราะฉะนั้นทุกคนอยากมีเครดิตเรามีหนี้มากขึ้น แต่ดิฉันคิดว่าในโลกที่เปึนจริง แล้วนี่ไม่มีใครสุขจากการมีหนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะมีหนี้ดิฉันคิดว่าควรมีหนี้เท่าที่จําเปึน รัฐบาลไม่ควรดําเนินนโยบายที่ภิกขาจารนะคะ เราควรที่จะแสวงหารายได้จากประเทศ ของเราเอง เมื่อมีเรามีน้อยเราก็ใช้น้อย เมื่อเรามีมากเราก็ใช้มาก แต่การกู้กันโดยที่ ไม่ระลึกถึงว่าเราจะได้เงินมาใช้หนี้อย่างไร ดิฉันคิดว่าเปึนสิ่งที่ไม่สมควรนะคะ ประการ สุดท้าย สุขของคฤหัสถ์คือ สุขจากการพฤติสุจริตที่ไม่ให้ใครติเตียนได้ก็คือ เมื่อได้เงินมา การใช้จ่ายจะต้องไม่เปึนไปในทางคอร์รัปชันที่จะทําให้คนติเตียนเราได้ เพราะฉะนั้นดิฉัน คิดว่ารัฐบาลเองน่าจะต้องทําแผนที่ชัดเจนว่า การกู้หนี้ยืมสินอีก ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เข้าไปตอบสนองต่อการแก้ปัญหาอย่างไร แล้วก็จะทําอย่างไรที่จะให้มีความสุจริตไม่ถูก กล่าวหาได้ว่าอันนี้เปึนการสั่งสมทุนในการที่จะรอการเลือกตั้งครั้งต่อไป ดิฉันเองได้ฟัง เพื่อนสมาชิกรัฐสภาอภิปรายหลาย ๆ ท่าน ดิฉันเองก็อยากจะฝากถึงรัฐบาลซึ่งเวลานี้เปึน พรรคประชาธิปัตย์นะคะว่า ท่านลองคิดดูใหม่ว่าถ้าท่านเปึนพรรคฝ์ายค้านการกู้หนี้แบบนี้ ท่านจะค้านหรือไม่ข้อที่ ๑ ส่วนพรรคฝ์ายค้านในเวลานี้ถ้าท่านเปึนรัฐบาลท่านจะเห็นด้วย หรือไม่ ถ้าเราสามารถคิดได้อย่างนั้นแล้วเราก็จะมีความคิดที่เปึนอิสระ ไม่ใช่คิดจาก มุมที่ว่าเพราะว่าเราเปึนรัฐบาล เห็นด้วยไม่เห็นด้วยพูดไม่ได้ไม่สามารถมาติติงกันได้ ส่วนพรรคฝ์ายค้าน ถ้าคุณเปึนฝ์ายตรงข้ามกับเราฉันก็จะวิจารณ์คุณ แต่ถ้าเมื่อไรฉันเปึน รัฐบาลฉันก็จะเห็นด้วยกับวิธีการแบบนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทําให้ประชาชนซึ่งเปึน เจ้าของอธิปไตยเลือกเรามา ไม่ใช่เลือกให้เรามาเพื่อก่อหนี้ แต่เลือกเรามาเพื่อแก้ปัญหา แล้วเมื่อแก้ปัญหานี่ก็ต้องแก้ปัญหาด้วยความระมัดระวัง แก้ปัญหาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และต้องระลึกอยู่เสมอว่าหนี้ไม่ใช่รายได้ แล้วไม่มีใครมีสุขจากการมีหนี้อย่างแน่นอน ก็ขอฝากรัฐบาลเอาไว้อย่าพยายามมีหนี้มากนัก แล้วก็พยายามใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ ใช้เงินในลักษณะที่สร้างนวัตกรรมใหม่ คือทําให้คนไทยนั้นสามารถที่จะสร้างรายได้จาก ตัวเราเอง ทําอย่างไรจะมีมาตรการส่งเสริมไทยทํา ไทยใช้ ไทยเจริญ อย่ากู้หนี้แล้ว คนอื่นเจริญ ซึ่งเวลานี้มักจะเปึนเช่นนั้น เพราะว่าเงินทองที่กู้มาดิฉันคิดว่ามันก็ไหลออกไปหมด ดูจาก ๔ โครงการนี้ ดิฉันยังไม่แน่ใจเลยว่าในที่สุดแล้วเราก็ต้องไปสั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์ จาติกวณิชต่าง ๆ จากต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้ประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง ขอบคุณค่ะ