ชวลิต วิพากษ์งบปี 52 ขาดดุลเกิน 6% เตือนประชาชนแบกรับภาระภาษี

รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒

ชวลิต วิชยสุทธิ์ วิจารณ์การบริหารจัดการงบประมาณปี 2552 ที่ทำให้ขาดดุลเกิน 6% และเตือนว่าการขยายเพดานกู้เงินจะส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระภาษีเพิ่ม ภาคเอกชนได้รับผลกระทบจากต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือความโปร่งใสของงบกลางปีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยตั้งข้อสังเกตว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ชดใช้เงินคงคลังและเน้นโครงการที่ขาดการตรวจสอบอย่างชัดเจน เช่น โครงการเช็คช่วยชาติ และเสนอแนะให้รัฐบาลปรับแผนงบประมาณโดยหันมาส่งเสริมภาคเกษตรกรรมผ่านกลไกการค้าขายสินค้าเกษตร (Barter Trade) เพื่อลดการกู้ยืมจากต่างประเทศและสร้างรายได้ภายในประเทศแทน ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือเรื่องความปรองดองทางการเมืองและเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามนโยบายอย่างแท้จริง โดยเน้นย้ำว่าหัวใจของปัญหาบ้านเมืองอยู่ที่การเมืองที่ไม่เสถียร และเสนอให้ยึดหลักการประชาธิปไตยแทนการยึดตัวบุคคล

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลได้เสนอกรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศ ตามแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจําป้ งบประมาณ ๒๕๕๒ เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ แห่ง รัฐธรรมนูญ โดยเตรียมกรอบการเจรจากู้เงินกับแหล่งเงินกู้ต่างประเทศ ๓-๔ โครงการ ดังที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้กล่าวไปหลายท่านแล้ว กระผมจะไม่ซ้ําตรงนั้นนะครับ กระผมมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะหรือเปึนความเห็นที่คิดว่าอยากจะสะท้อนออกมาให้ รัฐบาลได้รับทราบดังนี้ ในป้งบประมาณ ๒๕๕๒ รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณไว้ ๑.๘ ล้านล้านบาท เอาตัวเลขกลม ๆ และได้ตั้งงบกลางป้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท สรุปงบประมาณ รายจ่ายประจําป้ รวม ๒ ยอดที่ผ่านมา ๑,๙๕๑,๗๐๐ ล้านบาท ผลจากการตั้ง งบประมาณทั้ง ๒ ยอดดังกล่าวทําให้ขาดดุลงบประมาณเปึนเงินถึง ๓๔๗,๐๖๑ ล้านบาท หรือประมาณ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี เมื่อรวมกับการจัดเก็บภาษีที่ต่ํากว่าเปัาหมาย และรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนหลายแห่งรวมประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับขาดดุล งบประมาณแล้วกว่า ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าขณะนี้รัฐบาลดําเนินการผิดวินัยทางด้าน การคลัง นั่นเปึนข้อน่าห่วงประการแรก

ข้อน่าห่วงประการต่อมาก็คือท่านประธาน การขยายเพดานเงินกู้เพิ่มขึ้น โดยต่อไปจะเทียบเคียงกับต่างประเทศที่เขาอาจจะกู้ได้ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี ซึ่งต่างประเทศเขาทําได้เพราะฐานภาษีของเขาจัดเก็บได้ถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี แต่ของประเทศไทยนั้นจัดเก็บได้เพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ หากรัฐบาลขยายเพดานเงินกู้ สูงขึ้น ๆ ประชาชนก็เตรียมตัวได้เลยครับท่านประธานว่า รัฐบาลจะขึ้นภาษีอย่างยกใหญ่ ประชาชนจะรับไหวไหม ภาคเอกชนจะต้องวางแผนการลงทุนใหม่ เพราะการกู้เงินเพิ่ม เท่ากับทําให้เครดิตของประเทศลดลง ต้นทุนการกู้เงินก็จะแพงขึ้น เอกชนก็จะต้องจ่าย ดอกเบี้ยมากขึ้น นี่คือหายนะของภาคเอกชนที่ต้นทุนสูงขึ้นโดยปัจจัยภายนอก

ข้อน่าห่วงประการต่อมาก็คือท่านประธาน งบกลางป้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ผ่านมานี่กระตุ้นจริงไหม งบ ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท ใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ๙๗,๕๖๑ ล้านบาท ส่วนอีกประมาณ ๑๙,๑๓๙ ล้านบาทนั้นเปึนการเอาไปชดใช้ เงินคงคลังของป้ ๒๕๕๑ งบกลางป้นี้อาจจะแยกเปึน ๔ โครงการใหญ่ ๆ ด้วยกันก็คือ โครงการแรกเปึนงบเพื่อต่ออายุโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพ เช่น ลดค่าไฟฟัา น้ําประปา รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี โครงการที่ ๒ ก็ เอสเอ็มแอล นะครับ โครงการที่ ๓ ก็คือโครงการ ช่วยเหลือค่าครองชีพหรือเช็คช่วยชาติ ตรงนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักครับ ท่านประธาน คนละ ๒,๐๐๐ บาท งบ ๑๘,๙๗๐ ล้านบาท เขาไม่ได้บอกว่าเปึนเช็คช่วยชาติ นะครับท่านประธาน เขาเรียกว่าเปึนเช็คช่วยห้าง ขณะนี้เขาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างนั้น ดังนั้นในภาวะเศรษฐกิจบ้านเมืองอย่างนี้ทําอย่างไรเราถึงจะประหยัดค่าใช้จ่าย รัดเข็มขัด ทําอย่างไรเราจะไม่ต้องกู้ เช่น มีเงินสํารองอยู่ ๑.๑ แสนล้านเหรียญ แต่มีหนี้อยู่ ๖.๕ ล้านเหรียญ กู้ตัวเองได้ไหม ทําอย่างไรถึงจะประหยัดเม็ดเงิน เช่น เราต้องการน้ํามัน เราต้องการวัตถุดิบจากต่างประเทศที่สําคัญ ๆ เอาข้าว เอามันสําปะหลัง หรือสินค้า เกษตรอื่น ๆ ซึ่งเรารับจํานําไว้จํานวนมากไปแลกกับเขาได้ไหม ที่เรียกว่า บาร์เตอร์เทรด (Barter Trade) ตรงนี้เมื่อเราแลกสินค้าเกษตรออกไป แน่นอนก็จะเกิดกลไกการตลาด เกิดการหมุนเวียนที่จะทําให้สินค้าเกษตรราคาดีขึ้น กระผมไม่เห็นรัฐบาลจะมีวิธีคิดที่จะ หาเงินรายได้เข้าประเทศให้เห็นออกมาชัดเจนนอกจากขึ้นภาษีกับกู้เงิน ตรงนี้เปึนประเด็น ที่น่าเปึนห่วงมากครับท่านประธาน นอกจากนั้นโครงการที่นําเสนอมาดูแล้วภาวการณ์บ้านเมืองมันเปลี่ยนไปมาก ขณะนี้ ภาวะเศรษฐกิจทั้งของโลกและของประเทศไทย จําเปึนที่เม็ดเงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ สูงสุดและเหมาะสมกับสถานการณ์ เปลี่ยนโครงการได้ไหม สมมุติถ้าถูลู่ถูกังผ่านกันไป จริง ๆ โดยยึดประชาชนเปึนตัวตั้งท่านประธาน ภาวการณ์บ้านเมืองมันเปลี่ยนไปมากแล้ว ควรมาส่งเสริมพื้นฐานของประเทศคือทางด้านการเกษตร อย่ามองว่าเดี๋ยวจะต้องกู้อีก หลายแสนล้านบาท ก็เอาตรงนั้นมาทําเรื่องการเกษตร ทําเรื่องแหล่งน้ํา ก็เราไม่กู้ไม่ดีหรือ ใช้เม็ดเงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กู้ให้น้อยลง ถ้าจะกู้ก็กู้ภายในประเทศ นี่คือสิ่งที่ กระผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล

ประการสุดท้ายสําคัญที่สุดครับท่านประธาน กระผมจําคําพูดของ ท่านประธานว่า ต้องปรองดอง ต้องสมานฉันท์ และกระผมก็เคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ หลายครั้ง ว่าปัญหาของบ้านเมืองนั้นมันมีทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม แต่หัวใจ ของปัญหาอยู่ที่ไหนท่านประธาน หัวใจของปัญหาของประเทศอยู่ที่การเมือง ถ้าการเมือง ไม่นิ่ง การเมืองไม่มีเสถียรภาพ กู้เท่าไรก็ถมไม่เต็ม เศรษฐกิจไม่มีวันฟุ๋น ดังนั้นรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องจริงใจในการที่จะปรองดอง จริงใจในที่นี้ก็คือ เมื่อท่านมีนโยบายตั้งคณะกรรมการโดยท่านประธานได้กรุณารับแนวทางนี้มา มันต้อง ดําเนินการตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่ว่าหัวหน้าพรรคให้ นโยบายมาอย่างนี้ ลูกพรรคไปอีกทางหนึ่ง มันไม่มีทางสําเร็จท่านประธาน มันต้องถอยกัน คนละหลายก้าวเพื่อให้บ้านเมืองไปได้ ท่านประธานลองดูในอดีต เรารบกับคอมมิวนิสต์ เปึนสิบป้ คนตายป้หนึ่งในหลวง พระราชินี จะต้องมาพระราชทานเพลิงศพเยอะมากเปึน พัน ๆ หรืออาจจะถึงหมื่น แต่เมื่อมีนโยบาย ๖๖/๒๓ ทําไมปัญหาบ้านเมืองถึงคลี่คลายได้ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องมีภาวะผู้นําบวกกับคุณธรรมของผู้นําประเทศ คุณธรรมของ ผู้นําประเทศคืออะไร เมตตาและอภัย นี่คือสิ่งที่กระผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไป ยังท่านนายกรัฐมนตรี ทุกอย่างจะต้องเปึนเอกภาพ แน่นอนในพรรคกระผมก็ไม่เปึน เอกภาพ แต่สุดท้ายก็จะมาอยู่ในจุดที่พวกเราเห็นพ้องต้องกันว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะ ปรองดองสมานฉันท์อย่างแท้จริง แต่การจะปรองดอง การจะสมานฉันท์นั้นก็ต้องมีหลัก หลักที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดต่อสภาแห่งนี้ก็คือ จะยึดหลักการ ยึดระบบ ไม่ยึด ตัวบุคคล ถ้ายึดหลักการ ยึดระบบ ก็คือยึดระบอบประชาธิปไตย ยึดประชาธิปไตย สิ่งที่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยคืออะไร เผด็จการ เราต้องไม่เอารากเหง้าเผด็จการ ตรงนั้นปัญหาทุกอย่างจะจบ ขอบพระคุณครับท่านประธาน